Bitcast แนะเก็บ คริปโทฯ ปลอดภัย ไกลมือ Hacker ด้วย Onekey Hard Wallet

462
คริปโทฯ

ในภาวะตลาดขาขึ้น (Bull Run) ของคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ราคาเหรียญมักพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดึงดูดนักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ให้เข้ามาลงทุนในตลาด คริปโทฯ มากขึ้น ในขณะที่ ราคาคริปโทฯ ก็ดึงดูมิจฉาชีพเข้ามาเพิ่มมากขึ้นด้วย นอกจากการเรื่องศึกษาข้อมูล เข้าใจความ เสี่ยง เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม และลงทุนอย่างมีสติแล้ว การเก็บรักษาสินทรัพย์และความตระหนักในการ ใช้งานก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

นายศุภกฤษฎ์ บุญสาตร์ ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไทย บิทแคสต์ จํากัด กล่าวว่า การเก็บรักษาคริปโทฯ มักมีปัญหาหลายประการ และเป็นอุปสรรคที่ทำให้การพัฒนาคริปโทฯ เกิดการใช้งานอย่างแพร่หลายได้ ค่อนข้างช้า แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้

1. ปัญหาด้านความตระหนัก

ปัญหานี้เป็นปัญหาหลักของพัฒนาการในการใช้งานคริปโทฯ เลยทีเดียว เนื่องจากคนส่วนใหญ่คุ้นชินกับการพึ่งพาบริการ จากผู้ให้บริการในชีวิตจริง หากเกิดความเสีย หายมีคนพร้อมช่วยเหลือ และสามารถกู้คือหรือย้อนธุรกรรมกลับได้

แต่วิธีคิดนี้ใช้กับบริการทางด้านการ เงินออนไลน์ในยุคนี้ไม่ได้เลย ยิ่งถ้าเป็นธุรกรรมบนโลกคริปโทฯ การย้อนธุรกรรมเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ หากถูกโจรกรรมแล้วจะไม่สามารถดึงเงินกลับได้ ความตระหนักจึงเป็นวิธีการป้องกันที่ถูกและมีประสิทธิ ภาพที่ดีที่สุดอันนึง

2. ปัญหาด้านเความรู้คริปโทฯ

โดยพื้นฐานคริปโทฯ อาจฟังดูยุ่งยาก แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่ผู้ใช้ควรรู้ มีแค่เรื่องการแสดงความเป็นเจ้าของ ในโลกของคริปโทฯ คนใช้ทั่ว ๆ ไปรู้แต่ว่าเราครอบครองเหรียญ เห็น เหรียญแสดงในกระเป๋า แต่ไม่ได้เข้าใจจริง ๆ การครอบครองนั้นพิสูจน์ด้วยอะไร

เราเข้าใจเรื่องการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของเราก็จะรู้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ต้องปกป้องไม่ใช่สินทรัพย์ แต่เป็นการปกป้องสิ่งที่เราบอกระบบว่าเราเป็นเจ้าของ ซึ่งสิ่งนั้นเรียกว่า Private Key นั่นเอง

เพราะ คริปโทฯ นั้นปลอดภัยอยู่แล้วในระบบตามกฏของมันซึ่งเก็บอยู่บน Blockchain ที่เรียกได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะไป Hack ออกมาได้ ดังนั้นจุดที่ Hacker จะโจมตี หรือพยายามโจรกรรมก็คือ Private Key เพราะถ้าได้ Private Key ไป Hacker จะพิสูจน์ต่อระบบได้ว่าเค้าเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้น ๆ ทำอะไรกับมันก็ได้

นอกจากนี้ยังมีผู้ใช้ยังไม่เข้าใจความต่างของการเก็บรักษาสินทรัพย์เองว่าเราสามารถทำได้ โดยไม่ จำเป็นจะต้องพึ่งพา Exchange ซึ่งวัตถุประสงค์ของการที่ Exchange เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นตลาดสำหรับแลก เปลี่ยน Bitcoin และ Digital Asset อื่น ๆ

แต่คนส่วนใหญ่ มองเป็นที่สำหรับเก็บ Bitcoin และ Digital Asset อื่นเพียงเพราะผู้ให้บริการมีทักษะมากกว่าผู้ใช้ทั่ว ๆ ไป ทั้งที่จริงแล้วต้นทุนในการเก็บเองรวมถึง ความปลอดภัยเรียกได้ว่าอยู่ในระดับสูง หากเราเก็บเองเป็นตามกระบวนการ

3. ปัญหาทางด้านเทคนิค

เนื่องจากเทคโนโลยีเติบโตแบบก้าวกระโดด คนทั่ว ๆ ไปตามการเติบโต นี้ไม่ทัน แม้แต่คนที่อยู่ในอุตสาหกรรมหากไม่ได้ตามข่าวเพียงแค่เดือนเดียวหลาย ๆ อย่างก็ปรับเปลี่ยนไป หมดแล้ว เทคโนโลยีหรือเทคนิคการเขียนโปรแกรมถูกใส่เข้าในเพื่อป้องป้องความมั่งคั่งทางดิจิทัลของคุณ อยู่ตลอดเวลา ในทางกลับกัน Hacker เองก็เรียนรู้ที่จะเจาะระบบ หาช่องโหว่ จุดอ่อนของผู้ใช้ ซึ่งผู้ใช้เอง ต้องมีการเรียนรู้ ปรับตัว หมั่นอัพเดตอย่างสม่ำเสมอ

หากผู้ใช้เข้าใจองค์ประกอบหลักทั้งสามข้อนี้ เชื่อว่าการเก็บรักษาสินทรัพย์จะเป็นเรื่องที่ง่าย และห่างไกลจาก Hacker แน่นอน ในปีที่ผ่านมามูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการโจรกรรมทางไซเบอร์โดย เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ นั้นมีมูลค่าสูงถึง 24,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในขณะที่ปีนี้ทุกคนมองว่ามี ความเป็นไปได้ที่จะอยู่ในช่วงตลาดกระทิง ปัจจัยหลัก ๆ ก็จะมาจากความต้องการของตลาดที่จะครอบครอง Bitcoin ผ่าน Spot Bitcoin ETF ประจวบกับการที่ปีนี้เป็นปีที่ Bitcoin จะมีการลดปริมาณการผลิต ลงครึ่งหนึ่งที่เรียกว่า Halving ที่จะเกิดขึ้นราว ๆ ทุก 4 ปี แล้วถ้าดูปริมาณ Bitcoin ที่สำรองใน Exchange รวมกัน อยู่ในระดับที่ต่ำ มีการซื้อแล้วโอนออกไปเก็บทั้งนักลงทุนสถาบันและราย ย่อยจนอยู่ในระดับที่ต่ำมาก

ซึ่งถ้าลองจินตนาการ ถึงความต้องการตลาดที่ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ มาเจอกับปริมาณของที่มีอยู่อย่างจำกัดบน Exchange ซึ่งปัจจุบันมีการผลิตเติม Bitcoin เข้ามาประมาณ 900 Bitcoin ต่อวัน จะเหลือ 450 Bitcoin ต่อวัน

นี่ยังไม่นับรวมเรื่องที่ Spot Ethereum ETF ที่ทุกคนหมาย มั่นปั้นมือว่าจะได้รับการอนุมัติในช่วงกลางปีนี้ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันมูลค่าในตลาดคริปโทฯได้อีกมาก ซึ่งในปีนี้กรอบราคากว้าง ๆ ถ้าดูตาม Linear regression fit มีความเป็นไปได้ที่จะถึง 100,000 ดอลลาร์ ในขณะที่ Resistance อยู่ที่ราว ๆ 380,000 ดอลลาร์ ในขณะที่ Support อยู่ที่ 35,000 ดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม การขึ้นราคาของเหรียญในตลาดคริปโทฯ นั้นย่อมทำให้ล่อตาล่อใจเหล่า Hacker เพราะต้นทุนในการโจรกรรมเท่าเดิมแต่ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ผนวกกับคนหน้าใหม่ที่สนใจจะเข้ามาในตลาด ก็มากขึ้นด้วยทำให้ตัวเลขความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นตามราคาของ Bitcoin และคริปโทอื่น ๆ

ใช้ Hardware Wallet เก็บบิตคอยน์ไว้ใกลมือ Hacker ป้องกันวันนี้ เพื่อปกป้องความมั่งคั่งของคุณไว้ในอนาคต

นายศุภกฤษฎ์ กล่าวต่อว่า Bitcast เล็งเห็นว่าการเติบโตของตลาดจะยั่งยืนได้ผู้ใช้งานต้องมีความรู้ ความตระหนัก และมีเทคโนโลยีที่เหมาะสม เนื่องจากการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมีความแตกต่างจากการเก็บเงินปกติ เนื่องจากการเก็บคริปโทฯไว้ใน Wallet ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตหรือ Hot Wallet นั้น ตราบใดก็ตามที่ Hacker สามารถหาช่องโหว่เพื่อเข้าถึง Private Key สินทรัพย์ที่อยู่ใน Wallet นั้นถือว่ายังไม่ปลอดภัย

“คนจะเริ่มคิดที่จะป้องกันเมื่อรู้สึกว่าเกิดความสูญเสียไปแล้ว ซึ่งต้นทุนในการป้องกันนั้นต่ำกว่าต้นทุนในการแก้ไขเสมอ ดังนั้นสิ่งที่จะเข้ามาช่วยให้การเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลและมีความปลอดภัยมากคือ Hardware Wallet หรือ Wallet ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เท่ากับว่า Hacker ไม่สามารถเข้าถึง Wallet ของเราได้ตราบใดที่เราไม่ทำหาย”

ดังนั้น Bitcast จึงได้เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการใน ประเทศไทยของ Hardware Wallet Brand OneKey และยังมุ่งมันให้ความรู้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีการจัด Workshop และ Meetup เป็นประจำ เพราะคิดว่าความรู้ไม่ควรถูกจำกัด ดังนั้นคนที่สนใจสามารถเข้ามาร่วมกิจกรรมกับเราได้โดยไม่มีข้อ จำกัดใด ๆ

Hardware Wallet Brand OneKey มีข้อดีคือสามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ตโฟน และสามารถใช้งานกับเหรียญสกุลอื่นที่ไม่ใช่บิตคอยต์ได้ดี อีกทั้งยังมีพื้นฐานการพัฒนาแบบ Open Source ซึ่งมีข้อดีคือความโปร่งใสในเรื่องของการเปิดเผย Source Code ให้ผู้ที่สนใจนำไปศึกษา หรือพัฒนาต่อยอดได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นจุดเด่นของ Hardware Wallet Brand OneKey คือการออกแบบที่คำนึงถึงสรีระศาสตร์ของผู้ใช้ เช่นถ้าผู้ใช้ถือ Onekey ไว้ในมือขวาก็สามารถใช้นิ้วโป้งกดปุ่ม ในขณะที่มือข้างซ้ายก็สามารถใช้งานสมาร์ตโฟนไปพร้อมกันได้ อีกทั้งดีไซน์ของ Onekey ยังถูกออกแบบให้มีความคล้ายเครื่องเล่นเพลงหรือสมาร์ตโฟน เพื่อพรางตัวเองให้ไม่เหมือน Hardware Wallet กันการถูกขโมยได้

อีกทั้ง Bitcast ยังเดินหน้าเปิดบริการใหม่อย่างการรับจ้างกู้กระเป๋าคริปโทฯ สำหรับผู้ที่มีปัญหาใน การกู้คืนสินทรัพย์ที่ติดอยู่ในกระเป๋าแล้วไม่สามารถจัดการเองได้ รวมไปถึงบริการบุคคลธรรมดาหรือ นิติบุคคลต้องการโซลูชั่นในการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างปลอดภัย อย่างเช่น Multi-Sig Wallet เป็นต้นเพื่อการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการให้คำปรึกษาและโซลูชั่นสำหรับเก็บรักษา Bitcoin และ Digital Asset ด้วยตนเอง

“หลายคนที่เก็บเหรียญไว้ตั้งแต่ช่วงตลาดขาขึ้นในรอบที่แล้ว และเคยเก็บสินทรัพย์ของตนเองไว้ใน Wallet ต่างๆ แล้วอาจจะทำ Wallet พังหรืออาจจด Private Key ผิดบางตัว จะกู้คืนอย่างไรนั้น ก็สามารถมาปรึกษา Bitcast ได้ ไปจนถึงการทำ Multisig Solution หรือการทำ Hardware Wallet ที่มีเจ้าของหลายคนก็สามารถทำได้เช่นกัน”

อ่านข่าวอื่น ๆ