สินค้าความงามไทย โดน “แบรนด์จีน” คุมกำเนิด ไปไม่ถึง“เจ้าตลาด”

674
สินค้าความงามไทย

แบรนด์ สินค้าความงามไทย ติดเบอร์ 1 ใน “จีน” แต่ “แพ้ยับ” ในบ้านเหตุติดกับดักกำแพง “ฟรีภาษี” ผู้ประกอบการแบกต้นทุนซ้ำซ้อนฉุดไทยไปไม่ถึงตำแหน่ง “เจ้าตลาด” จับตา 2-5 ปี “เสริมอาหาร” เบียด Personal Care และ Beauty ขึ้นอันดับ 1 ส่วน “เวลเนส-สปา” โตทะยาน

“อุตสาหกรรมความงามไทย” เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่น่าสนใจและต้องเอาใจช่วยอย่างมาก เพราะนัยหนึ่งแม้จะได้รับความนิยมในตลาด “ต่างประเทศ” มานับทศวรรษ แต่กลับไปไม่ถึงตำแหน่ง “เจ้าตลาด” ในเวทีโลกได้ แถมยังถูกแบรนด์ “จีน” เข้ามาชิงมาร์เก็ตแชร์ในประเทศไปอย่างน่าเสียดาย ทั้ง ๆ ที่แบรนด์เครื่องสำอางไทยสามารถยึดตำแหน่งสินค้าขายดีอันดับ 1 ในจีนมาได้

นางเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า สินค้าความงามไทยได้รับความไว้วางใจจากต่างประเทศ สังเกตุได้ว่าบนเชลฟ์เครื่องสำอางค์ในประเทศเพื่อนบ้านเกือบ 70% ถูกครองด้วยสินค้าจากประเทศไทย

แม้แต่ “ประเทศจีน” ก็ยังให้ความมั่นใจในสินค้าไทยอย่างมาก มีแบรนด์ไทยสามารถเข้าไปติดอันดับต้น ๆ ในประเทศจีนได้ เช่น “มิสทีน” ที่สามารถปักหมุดอันดับ 1 ได้สำเร็จ

นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ความงามไทยที่สามารถชิงอันดับ 3 และอันดับ 7 มาไว้ในมือได้ สิ่งที่ทำให้ต่างประเทศยอมรับสินค้าไทยคือ  การพัฒนาและมีมาตรฐานที่ดี ที่สำคัญคือ เหมาะกับภูมิอากาศของภูมิภาค

หากย้อนกลับมาโฟกัสด้านการเติบโตของอุตสาหกรรม จะเห็นว่าจากปี 2022 มา 2023 ตัวเลขในประเทศมีการเติบโตขึ้นมา 11.6% มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 258,275 ล้านบาท แต่การนำเข้าอยู่ที่ 31,380 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ลดลงไปถึง 14% ขณะที่การส่งออกมีมูลค่าราว ๆ 86,030 ล้านบาท เติบโตขึ้นมา 4% เมื่อนำ 2 ตัวเลขนี้มารวมกัน ถึงจะเป็นมูลค่าของตลาดเครื่องสำอางจริง ๆ ที่ราวๆ 343,050 ล้านบาท ซึ่งช่วย GDP ของประเทศชาติได้อย่างมาก

“สัดส่วนตลาดภายในประเทศและส่งออกมีอัตราใกล้ ๆ กันคือ 60:40 เปอร์เซ็นต์ สินค้าพระเอกยังคงเป็น สกินแคร์ แฮร์แคร์ และ ออรัลแคร์ สิ่งที่เกิดขึ้นและน่าสนใจที่สุดคือ ตอนนี้เราได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ และ Income ไม่ค่อยจะดี เพราะฉะนั้นการซื้อขายจึงฝืดเคืองกว่าเมื่อก่อน”

และเมื่อหันมาดูตลาด Premium จะพบว่ามีมูลค่าตลาดราว ๆ 50,277.6 ล้านบาท เติบโตขึ้นมา 13% ขณะที่ Mass Product มีมูลค่าราว ๆ 175,880.8 ล้านบาท เติบโตขึ้นมา 11.5% นั่นหมายความว่า ในยุคนี้คนต้องการสินค้าที่ดีและมีคุณภาพขึ้น

“จีน” หันหลังให้ “สหรัฐ” อดีตลูกค้าเบอร์ 1 เบนเข็มทุบตลาดอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของการนำเข้าที่น้อยลงอาจไม่ได้ดีเสมอไป “เกศมณี” ให้ชี้จุดที่น่าสนใจว่า การที่ไทยมีการนำเข้าที่น้อยลง สามารถมองได้ 2 แง่คือ คนไทยเริ่มเชื่อมั่นในสินค้าประเทศไทยมากขึ้น สองคือการ “นำเข้าที่ไม่เสียภาษี” จากข้อตกลงของโลก คือสินค้าใด ๆ ที่นำเข้ามาและมีมูลค่าไม่ถึง 1,500 บาทไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากการที่จีนหักหัวเรือมาตีตลาดอาเซียน หลังจากที่ปัญหากับ “สหรัฐ” ซึ่งเคยเป็นลูกค้า “Number One”

“เซกเตอร์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ “น้ำหอม” ซึ่ง ไทย ถูก จีน เบียดเข้ามาแย่งชิงตลาดอย่างมาก ทำให้ตัวเลขตกค่อนข้างเยอะ เพราะเรื่องของการแข่งขันต้องยอมว่า รัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างมาก

แต่กลับกันบ้านเราเองยังต้องเสียภาษีสรรพสามิตยิบย่อย ซึ่งไม่ควรจะเสีย  นอกจากนี้วัตถุดิบของหัวน้ำหอมยังต้องเสียภาษี 3%- 50% ซึ่งเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องเสียซ้ำ ทำให้การแข่งขันลำบาก

ซึ่งประเทศรอบบ้านของเราทั้ง มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย กำลังหาทางแก้ไข และหาวิธีการสกัดเช่น อินโดนีเซีย ใช้ “ฮาลาล” มาเล่น แต่บ้านเรายังคงเปิดอยู่”

📌 สมัครสมาชิก เพียงวันละ 1 บาท อ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่นี่ 📌

📌สินค้าความงามไทยโดน “แบรนด์จีน” คุมกำเนิด ไปไม่ถึง“เจ้าตลาด” 📌