คาราบาว ขึ้นเบอร์ 3 ตลาดเบียร์ ชี้คนไทยเมารวมหมู่ จะรุ่ง-ร่วง “ออน พรีมิส” คือคำตอบ

760

คาราบาว วางขายเบียร์ไม่ถึง 6 เดือน ขึ้นท็อป 3 (นับรายบริษัท) ของตลาดเบียร์ 2.6 แสนล้านบาท ชูจุดแข็งเบียร์ 5 สูตร ต่างจากตลาด ชี้อินไซด์คนไทยเมาหมู่ ช่องทางออน พรีมิสหนุนคนทดลองกินเบียร์ใหม่ ลุยขยายต่อเนื่อง หวั่นกฎหมายน้ำเมาฉบับใหม่ ทำรายใหม่เกิดยาก

ตลาดเบียร์ในประเทศไทย มีมูลค่า 260,000 ล้านบาท ที่ผ่านมาถูกขับเคลื่อนการเติบโตจากรายใหญ่ 2-3 เจ้า ที่มีการแข่งขันดุเดือด และยากที่จะแย่งชิงมาร์เก็ตแชร์ และยากต่อการเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่

กลุ่มคาราบาว ขึ้นเบอร์ 3 ตลาดเบียร์

“กลุ่มคาราบาว” ใต้ปีก “เสถียร เสถียรธรรมะ” สร้างชื่อจากการทำโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง และในปลายปี 2566 ได้ฤกษ์ปล่อย “เบียร์คาราบาว” และ “เบียร์ตะวันแดง” ชิมลางตลาดครั้งแรก

กับการวางเป้าหมายเป็นเบียร์ขั้วที่ 3 อัปเดตยอดขายยังไม่ถึง 6 เดือน หากนับเทียบเป็นรายบริษัทฯ ขณะนี้คาราบาวขึ้นมาเป็นท็อป 3 เรียบร้อยแล้ว โตน้อยกว่าที่คาดการณ์ แต่ปีนี้คาดจะขยายมาร์เก็ตแชร์ได้เป็น 10%

กลยุทธ์ที่น่าสนใจของกลุ่มคาราบาว คือ การทาร์เก็ตกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทุกตลาด โดยเบียร์คาราบาว เจาะอีโคโนมี – สแตนดาร์ด ส่วนเบียร์ตะวันแดง จับกลุ่มสแตนดาร์ด – พรีเมียม ขณะเดียวกันยังทำเบียร์ทีเดียว 5 รสชาติ สร้างความหลากหลาย ได้แก่

  1. Lager Beer (เบียร์ลาเกอร์) สัดส่วน 40% ของยอดขายเบียร์คาราบาว
  2. Dunkel Beer (เบียร์ดุงเกล หรือ เบียร์ดำ) สัดส่วน 60% ของยอดขายเบียร์คาราบาว
  3. Weizen Beer (เบียร์ไวเซ่น) สัดส่วน 45% ของยอดขายเบียร์ตะวันแดง
  4. Rose Beer (เบียร์โรเซ่) สัดส่วน 55% ของยอดขายเบียร์ตะวันแดง
  5. IPA Beer (เบียร์ไอพีเอ) เพิ่งเปิดตัวล่าสุดเดือนมีนาคม ยอดขายค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นมา

จากที่ผ่านมาตลาดเบียร์ในไทย 90% เป็นประเภทลาเกอร์ ขณะที่กลุ่มอื่น ๆ น็อนลาเกอร์ มีสัดส่วนน้อยกว่า ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ

ตะวันแดง IPA

ก่อนหน้านี้ที่คิดจะทำเบียร์แบบจริงจัง มีการหารือกันว่าจะทำเบียร์กี่ตัว ส่วนใหญ่บอกทำ 1 ตัวให้ดีที่สุด พอสำเร็จค่อยออกตัวใหม่ แต่ผมรู้สึกว่ายังไม่ใช่

แล้วถ้าเป็นโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงจะทำกี่ตัว ไม่มีใครตอบ 1 มีแต่ตอบ 2-3 ตัว จึงเป็นที่มาการทำ 5 รสชาติ ผลออกมาการมีเบียร์หลากหลายเป็นจุดแข็งให้เราสู้ได้ ถ้าออกตัวเดียวสลบแน่ เจอคู่แข่งล้อมตลาด” นายเสถียร กล่าวและว่า

ส่วนในแง่ราคาถือว่าอยู่ในระดับตลาดไม่ได้สูงกว่าคู่แข่ง โดยกระป๋องเล็ก 320 ml ราคา 45 บาท และกระป๋องใหญ่ 490 ml ราคา 60 บาท

“ออน พรีมิส” ผับบาร์ ร้านอาหาร จุดตายตลาดน้ำเมา

ทั้งนี้ โจทย์ใหญ่ธุรกิจเบียร์ของกลุ่มคาราบาว คือ ช่องทางขายและการกระจายสินค้ายังไม่ทั่วถึง ทำให้การหาซื้อสินค้าเป็นไปได้ยาก และส่งผลต่อการขยายส่วนแบ่งตลาดได้น้อยกว่าที่คาดหวัง

โดยคาดว่าปี 2567 จะได้มาร์เก็ตแชร์ราว ๆ 10% หรือคิดเป็นยอดขาย 26,000 ล้านบาท จากตลาดเบียร์มูลค่า 260,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี ช่องทางเปลี่ยนเกมสำคัญ คือ ช่องทางออน พรีมิส (ร้านอาหาร ผับบาร์ และภัตตาคาร) เพราะเป็นจุดกำเนิดความนิยมในสินค้าประเภทเบียร์ สร้างโอกาสให้คนได้ทดลองดื่มมากกว่าช่องทางออนเทรด (ร้านค้าทั่วไป) ที่คนมักมีจุดหมายในการเลือกซื้อยี่ห้อใดอยู่แล้ว โดยเฉพาะในต่างจังหวัดย่านชนบทที่ข่าวสารคาราบาวอาจไปไม่ถึง

ตะวันแดง IPA

“ออน พรีมิส สำคัญ และเป็นจุดตายของตลาดเบียร์ ด้วยนิสัยคนไทยชอบเมารวมหมู่ หรือหมายถึง รับประทานเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ร่วมกัน โดยในวง ๆ หนึ่ง ยากที่จะกินเบียร์ 2-3 ยี่ห้อพร้อมกัน โอกาสให้คนคุ้นลิ้นชินปากทำได้ง่าย ยอดขายเบียร์ในร้านอาหารใหญ่ ๆ 1 วัน อาจมากกว่ายอดขายเบียร์ของร้านค้าทั่วไป”

ซึ่งขณะนี้คาราบาวได้เร่งขยายช่องทาง ออน พรีมิส หลักหมื่นร้านค้า จากในตลาดมีร้านอาหาร ผับบาร์ ภัตตาคารเป็นแสน ๆ แห่ง ก็เป็นกุญแจสำคัญที่คาราบาวต้องเร่งบุกต่อไป เพื่อเป็นผู้นำในตลาด จากปัจจุบันช่องทางออนเทรดกินสัดส่วนกว่า 70% ของยอดขายรวม

ขณะที่ช่วงสงกรานต์ เดือนเมษายน เป็นไฮซีซั่นตลาดเบียร์ โดยคาดว่าจะหนุนยอดขายเบียร์ให้ขยายตัว 2 เท่าตัวได้

กฎหมายน้ำเมาฉบับใหม่ สกัดรายใหม่แข่งยาก

ขณะที่กรณี ร่าง พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่) พ.ศ. … ฉบับใหม่ที่จะออกมา สาระสำคัญ คือ การคุ้มเข้มการโฆษณามากขึ้น และการห้ามไม่ให้แบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอลล์สนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ ตลอดจนนักกีฬา และทีมกีฬา

อย่างไรก็ดี ตัวประกบ ร่าง พ.ร.บ. เหล้าเบียร์ ดังกล่าว ได้มีการเสนอ 8 ข้อปลดล็อกข้อจำกัดเครื่องดื่มแอลกฮอล์แนบไปด้วย สาระสำคัญคือการผ่อนปรนเรื่องการโฆษณา และขยายเวลาซื้อขาย จากเดิมกำหนดเวลา 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น.

นายเสถียร ให้ความเห็นว่า จากกระแสข่าวมี 2 ทิศทาง คือ 1.การบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นขึ้น 2.การผ่อนปรนการใช้กฎหมายบางประการ

ผมคิดว่าถ้าจะผ่อนปรนควรจะผ่อนปรนเรื่องโฆษณา ในทั่วโลกไม่เคยเห็นประเทศไหนเข้มงวดกับการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่ากับประเทศไทย

ด้วยบทลงโทษที่รุนแรง เสียค่าปรับ 50,000-500,000 บาท และหลายเรื่องให้อำนาจการตีความขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตาม การปิดกั้นช่องทางโฆษณา อาจทำให้รายใหม่เกิดได้ยากขึ้นในตลาดเบียร์ เพราะ ไม่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขัน คนเข้ามาในตลาดยาก คนทั่วไปไม่กล้าลงทุนในตลาดเบียร์