CEO Binance มาไทยพูดอะไรบ้าง

668
binance

ในโอกาสที่ Binance TH By Gulf Binance จัดงานสัมมนา Gulf Binance Digital Asset Forum ได้รวบรวมผู้นำจากหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารจาก GULF, Binance และ Gulf Binance พร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนของไทย เพื่อตอกย้ำความร่วมมือในการยกระดับภูมิทัศน์ดิจิทัลของประเทศไทย

รวมถึงแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญระดับโลกและความมุ่งมั่นของ ไบแนนซ์ ที่มีผู้ใช้เป็นหัวใจสำคัญพร้อมผลักดัน Binance TH ให้เป็นแพลตฟอร์มชั้นนำสำหรับชาวไทย ที่จะมาจุดประกายความคิดในด้านนวัตกรรมกฎระเบียบ และแนวโน้มของตลาดในอนาคต

การเงินธนาคาร ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ Richard Teng ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ไบแนนซ์ ในการมองโอกาสตลาดสินทรัพย์ดิจทัลในประเทศไทยอย่างไร

Richard Teng กล่าวว่า ตนดีใจที่ได้มาเยือนประเทศไทย ในโอกาสที่ GULF และ ไบแนนซ์ ได้ร่วมทุนกัน โดย ไบแนนซ์ ถือเป็นผู้นำในตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่ บล็อกเชน ส่วนด้าน GULF เป็นผู้นำโครงสร้างพื้นฐานด้านเทเลคอมและพลังงาน

ซึ่งช่วยซัพพอร์ตซึ่งกันและกันให้คนเริ่มเข้าตลาดคริปโทฯมากขึ้น ซึ่งในด้านการ Adoption ประเทศไทยค่อนข้างอยู่อันดับต้นๆ ของโลก ในอันดับที่ 10 แต่ในภาพรวมก็ยังมีการพัฒนาไปได้อีก เพราะอย่างไรก็ตามคนที่อยู่ในตลาดคริปโทฯ ในปัจจุบันมีเพียง 5% เท่านั้น ทำให้การร่วมมือในครั้งนี้มองไปถึงการซัพพอร์ตคริปโทฯ บล็อกเชน และ WEB3 Ecosystem โดยไม่ได้เพียงสนับสนุนแค่ด้านการเงินเพียงอย่างเดียวแต่รวมถึงความรู้ด้วย

สำหรับประเทศไทยมีความพร้อมและความแข็งแกร่งสามเรื่องหลักได้แก่

1. Ecosystem ของตลาดคริปโทฯในไทย รวมถึงมีนโยบายการเมืองที่สนับสนุนที่พร้อมสนับสนุนในหลายเรื่อง ทั้งด้านความรู้และการศึกษา

2. กฎระเบียบมีการผ่อนปรน เพื่อให้ผู้เล่นใหม่เข้าตลาดรวมถึงมีกฎหมายที่เอื้อให้ ไบแนนซ์ ไทย สามารถออกผลิตภัณฑ์ใหม่

3. ผู้คนยังมีความรู้ความเข้าใจในคริปโทฯที่ดีอยู่แล้ว จึงเน้นการเพิ่มเรื่องของความตระหนักรู้ เพื่อพัฒนาในเรื่องของคริปโทฯและบล็อกเชนเพิ่มมากขึ้น

โดยสิ่งที่ลูกค้าคนไทยจะได้ประโยชน์จากความร่วมมือในครั้งนี้คือ ทั้งสองบริษัทเป็นยักษ์ใหญ่ ไบแนนซ์ ครอบคลุมเรื่องคริปโทฯและ WEB3 มากที่สุด สามารถรองรับธุรกรรมได้มากสุดในโลก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับ ไบแนนซ์ นำมาใช้กับ Binance TH ซึ่งมีความเสถียร มีความน่าเชื่อถือ อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ที่หลากหลายและสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้

สำหรับการจับมือกับ GULF สร้างความมั่นคงความน่าเชื่อถือให้กับ ไบแนนซ์ เพิ่มขึ้นเช่นกันเพราะ Gulf ก็เป็นองค์กรที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่งการจับมือกันก็จะช่วยให้เกิดการพัฒนาและส่งเสริมให้คริปโทฯ สามารถผ่านความท้าทายต่างในประเทศไทยได้

Richard กล่าวต่อว่า ในเรื่องของความเสี่ยงของการลงทุนในคริปโทฯ ตัวนักลงทุนต้องเริ่มจากการศึกษาด้วยตนเองก่อน ห้ามเชื่อข้อมูที่ส่งต่อกันมา ต้องลงทุนด้วยความเหมาะสมตามความจำเป็นของตนเอง

ส่วนในด้านของ ไบแนนซ์ เองเป็นองค์กรที่ยึดติดกับกฎระเบียบอยู่แล้ว มีการทำงานร่วมกับองค์กรกำกับดูแลทั่วโลกในแต่ละประเทศที่ ไบแนนซ์ เข้าไปทำงาน ทำให้มีความปลอดภัยกับผู้ใช้งานมากขึ้น อีกทั้ง ไบแนนซ์ ยังมีนโยบายโฟกัสไปที่ยูสเซอร์ผู้ใช้งานเป็นหลัก ทำให้ผู้ใช้งานยังคงเชื่อมั่นในการใช้งาน ไบแนนซ์ อีกทั้งยังมีมาตรการที่พร้อมช่วยเหลือยสเซอร์เมื่อเกิดปัญหา

อย่างไรก็ตามในด้านความท้าทายในการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยคือเรื่องของหน่วยงานกำกับดูแล เพราะ 2-3 ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของอุตสาหกรรมนี้ลดลง หน่วยงานกำกับดูแลมีความเคร่งครัดเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจทำให้นวัตกรรมบางอย่างเกิดยาก Binance TH จึงได้พยายามคุยกับหน่วยงานกำกับดูแลรวมถึงร่วมแชร์แนวทางกำกับดูแลของประเทศอื่นให้กับหน่วยงานกำกับดูแลของไทยอยู่ตลอด เพื่อให้เกิดทางออกในการกำกับดูแลทั้งในด้านการกำกับดูแลที่ลดความเสี่ยงจากการลงทุนและผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ไปพร้อมกัน

ส่วนในเรื่องของการมองประเทศไทยเป็น Global HQ ของ ไบแนนซ์ หรือไม่ การเลือกพิจารณาก็ต้องเลือกศึกษาก่อนเพราะถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อน แต่ปัจจัยหลักคือ ไบแนนซ์ มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ดังนั้นต้องพิจารณาถึงกฎเกณฑ์ของประเทศไทยที่พร้อมจะให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆของ ไบแนนซ์ สามารถให้บริการได้ อีกทั้งต้องมองไปถึงกฎเกณฑ์ของประเทศอื่นๆ ที่มีความแตกต่างกัน ไปจนถึงสภาพแวดล้อมในการเข้าไปดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศด้วย

binance

ดังนั้นปัจจัยสำคัญสำหรับบริบทของประเทศไทยที่ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทำให้เกิดการ Adoption เร็วที่สุดสามารถแบ่งเป็น 2 ปัจจัยหลักได้แก่

1. ต้องมีหน่วยงานกำกับดูแลที่พร้อมเปิดให้เทคโนโลยีใหม่เติบโตได้ ซึ่งการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐเป็นปัจจัยที่จะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาต่อยอดให้เทคโนโลยีเติบโตได้

2. การศึกษา แม้ว่าจะมีการ Adoption เป็นอันดับต้นๆของโลก อย่างไรก็ตามหลายคนยังไม่มีความเข้าใจในคริปโทฯ แต่เข้ามาในตลาดเพราะเห็นว่า Bitcoin ราคาขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงนั้นยังมีเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังคริปโทฯอีกมาก ซึ่งหากคนมีการศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมและมีความเข้าใจโดยแท้จริง จะสามารถสร้าง Talent ใหม่ในด้านนี้ได้ และสามารถต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านี้ไปสู่ยูสเคสใหม่ได้ดีขึ้น

โดยหลังจากที่ Richard เข้ามารับตำแหน่งได้วางทิศทางหลักของ ไบแนนซ์ ไว้ 3 เรื่อง

1. คือจะมุ่งเน้นไปที่ผู้ใช้งานเป็นหลัก

2. มีผลิตภัณฑ์ที่พร้อมสนับสนุนทุกความต้องการใช้งาน

3. ให้ความสำคัญกับ Global Adoption และ Global License

อุตสาหกรรม คริปโทฯพึ่งเริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีกฎระเบียบและข้อบังคับเพิ่มมากขึ้น ซึ่ง ไบแนนซ์ ได้ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบในแต่ละประเทศที่เข้าไปทำธุรกิจ ทั้งการเข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล รวมไปถึงร่วมลงทุนกับพาร์ตเนอร์ต่างๆในแต่ละประเทศเพื่อเร่งให้เกิด Global Adoption เช่นเดียวกับกรณีของ GULF ทำให้ ไบแนนซ์ เป็นธุรกิจที่มี License พร้อมใช้อยู่ในหลายประเทศ และยังคงเดินหน้าพูดคุยกับหน่วยงานกำกับดูแลและพาร์ตเนอร์ให้เพิ่มมากขึ้น

หากมองถึงอุตสาหกรรมที่จะเติบโตขึ้นจนเรียกว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต มองไปที่เทคโนโลยี AI บล็อกเชน และคลาวด์ แต่ในมุมของเทคโนโ,ยีที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯโดยตรงนั้นเชื่อว่ายังคงพัฒนาต่อได้อีกใกล เพราะหลังจากที่ Richard ได้เข้ามาร่วมอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ยังเห็นภาพการเติบโตไม่มาก อีกทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่ยังไม่เข้าสู่กระแสหลักเท่าที่ควร ซึ่งการที่จะเข้ากระแสหลัก อุตสาหกรรมคริปโทต้องมีความชัดเจนมากกว่านี้ ซึ่สถานการณ์ในปัจจุบันนับเป็นสถานการณ์ที่ดีเพราะมีกฎเกณฑ์ในการสนับสนุนอุตสาหกรรม คริปโทฯ เพิ่มมากขึ้น

เมื่อพิจารณาถึง 100 อันดับของสถาบันการเงินทั่วโลก เชื่อว่า บล็อกเชนคือ 1 ในวาระที่กำลังมีการพูดคุยอยู่อย่างแน่นอน อีกทั้งในอเมริกาได้มีการอนุมัติ BitcoinETF แล้ว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีที่คริปโทฯจะเข้าสู่กระแสหลักมากขึ้น และเชื่อว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีคนเข้ามาสู่อุตสาหกรรมนี้ได้มากกว่า 5 ปีที่ผ่านมา

ในส่วนของ Binance TH นั้นยังถือเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาด สิ่งสำคัญคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยเทคโนโลยีที่มี รวมถึงการสนับสนุนจาก ไบแนนซ์ ก็เชื่อว่าจะสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างแน่นอน โดยแต่ละผลิตภัณฑ์ที่ ไบแนนซ์ ทำ หากไม่ขัดกฎหมายของหน่วยงานกำกับดูแล ก็จะมีการนำมาเสริมเพื่อสร้างสิ่งแตกต่างให้ลูกค้าหันมาใช้งาน Binance TH

ท้ายที่สุด Richard ได้กล่าวถึงทิศทางของคริปโทฯ ต่อจากนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตไม่สามารถคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคตได้ ซึ่งตอนนี้คือบิตคอยน์กำลังเข้าสู่ไซเคิลทุก ๆ สี่ปี

ซึ่งแนวโน้มในอดีต ทุกครั้งที่มีการ Halving ทุกๆ 4-6 เดือนราคาก็จะมีการปรับตัวขึ้น แต่ในรอบนี้กลับใปรากฎการณ์ที่สำคัญและถือเป็นสิ่งแตกต่างจากรอบก่อนคือ แสดงถึงมีความต้องการในคริปโทฯเพิ่มมากขึ้น

อีกทั้งหลังจาก Halving ซัพพลายก็จะลดน้อยลง จึงคิดว่าราคาน่าจะยังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่เพิ่มขึ้นได้อีก อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลเท่านั้นไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน