คลัง เผยมี 3 เหตุผล หาก “ลดดอกเบี้ย” ก็ไม่กระทบหนี้ครัวเรือน

844
ลดดอกเบี้ย

คลัง เผย 3 เหตุผล มอง ลดดอกเบี้ย นโยบาย ไม่กระทบหนี้ครัวเรือนในทันที คาดประชุมกนง. 10 เม.ย. นี้อาจทำนโยบายการเงินผ่อนคลายมากขึ้น

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมีหลายหน่วยงานที่ได้ออกมาพูดว่า หากลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว จะทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น โดยกระทรวงการคลังมองว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ส่งกระทบต่อหนี้ครัวเรือนในทันที เนื่องจาก

1. การส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยไปยังสถาบันการเงินไม่ได้เกิดขึ้นเร็วในช่วงที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นปกติ เนื่องจากสถาบันการเงินต้องใช้เวลาปรับตัวในการบริหารต้นทุนเงิน การส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยในสถานการณ์ปกติจึงต้องใช้เวลา ดังนั้นจะไม่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นหรือประชาชนไปกู้เงินเพิ่มมากขึ้นในทันที

2. หน่วยงานที่กำกับดูแลสถาบันการเงินได้มีกติกาเรื่องการปล่อยสินเชื่อให้สถาบันการเงินปฎิบัติตามอย่างเข้มงวดเช่น เกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) และ การตรวจสอบความสามารถของผู้กู้ ดังนั้นคาดว่าการปล่อยกู้ที่ไม่รัดกุมจะไม่เกิดขึ้น

“ตอนนี้เหมือนมีวาล์วอยู่ 2 ตัว ตัวแรกคือการผ่อนคลายจะทำให้การปล่อยสินเชื่อดีขึ้น วาล์วอีกตัวคือการมีมาตรการควบคุมทำให้สินเชื่อที่ที่ได้ปล่อยออกไปเป็นสินเชื่อที่มีคุณภาพ ซึ่งประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ในการเข้าถึงสินเชื่อที่อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ”

3. หากมีความชัดเจนว่าดอกเบี้ยนโยบายจะมีการปรับลดลงจะทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาในการเตรียมตัวเพื่อวางแผนขอสินเชื่อหรือการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และปรับปรุงแผนการชำระเงินได้

“ทั้ง 3 เหตุผลนี้ทำให้เราคิดว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะไม่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น หรือมีความเสียหายมากขึ้น”

นายพรชัย เปิดเผยต่อว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 10 เม.ย. 2567 มองว่ากนง. จะมีการพิจารณาข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงอย่างรอบด้าน เช่น อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการทำนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อช่วยนโยบายการคลังในช่วงที่เศรษฐกิจมีความเปราะบาง จำนวนนักท่องเที่ยวที่ยังไม่ได้ตามเป้าหมาย ตลอดจนภาคการผลิตที่ยังขยายตัวได้ไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้ตัดสินใจทำนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นได้

“การประชุมที่จะถึงนี้กนง. ต้องประมวลภาพตัวแปรทางเศรษฐกิจให้ครบ ซึ่งปัจจัยต่างๆจะเป็นส่วนหนึ่งที่อาจจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจในทิศทางที่การดำเนินนโยบายการเงินมีการผ่อนคลายมากขึ้น อย่างไรก็ตามตลาดได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าปีนี้จะมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งเพียงแต่ไม่รู้ว่าลดครั้งไหน ถ้าลดครั้งนี้ได้ก็จะส่งผลดีต่อภาคเอกชนและจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2567 กลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้นและส่งผลดีไปถึงปี 2568”

นายพรชัย เปิดเผยว่า อย่างไรก็ตามธนาคารกลางของทุกประเทศมีความอิสระและมีคณะกรรมการที่เป็นผู้กำหนดนโยบายจากการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงตัวแปรสำคัญที่เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ เช่น อัตราการจ้างงาน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ยกตัวอย่างเช่น ในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาธนาคารกลางประเทศต่างๆ ได้มีการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเนื่องจากมองว่าอัตราเงินเฟ้อยังไม่กลับเข้ากรอบเป้าหมาย ซึ่งหากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบอัตราเงินเฟ้อนโยบาย การใช้อัตราดอกเบี้ยแบบผ่อนปรนและการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายก็เป็นสิ่งที่สามารถนำมาพิจารณาได้

“การทำนโยบายการเงินอีกเรื่องที่ต้องคำนึงถึงการส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และ มี Policy Space เพียงพอหรือไม่ ถ้าเพียงพอที่จะนำมาใช้ลดดอกเบี้ยได้ก็จะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวม การมี Policy Space มากแต่ไม่ใช้ผมมองว่าไม่เกิดประโยชน์ เพราะเงื่อนไขในการทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมายได้บรรลุไปแล้ว”

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :