คลังเตรียมเสนอ 5 มาตรการ “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” เข้าครม. ต้นเม.ย. 2567

863
สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอ 5 มาตรการ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ของแบงก์รัฐเข้าที่ประชุมครม. ต้นเดือน เม.ย. 2567 ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง เกษตรกร บุคลากรภาครัฐ และ เอสเอ็มอี

22 มี.ค. 2567 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในอัตราชะลอตัวซึ่งคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 2.8% ในปี 2567 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับสูงที่ 2.5% ต่อปี

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในระดับต่ำ และชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 แม้ส่วนหนึ่งเกิดจากราคาสินค้ากลุ่มพลังงานที่ลดลงตามมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ แต่โดยรวมเป็นการบ่งชี้ถึงกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอ

นอกจากนี้ สถานการณ์ดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่ม ทำให้มีภาระผ่อนชำระต่อเดือนเพิ่มขึ้น ในขณะที่ศักยภาพในการหารายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ราคาสินค้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น กระทบขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา กระทบการส่งออก และกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม

ดังนั้น รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่ประชาชนและผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาหนี้ทั้งระบบตามที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินให้กับประชาชนทั้งหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบเป็นวาระแห่งชาติ

โดยที่ผ่านมาแบงก์รัฐทุกแห่งได้ช่วยกันตรึงดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปี 2565 และชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปี 2566 ถึงแม้ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นหลายครั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

โดยตั้งแต่เดือนมกราคม 2567

  • ธนาคารออมสิน ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลูกค้า รายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate: MRR) ลง 0.15% ต่อปี
  • ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีโครงการบ้าน ธอส. สุขสบาย เพื่อให้ลูกหนี้เดิมของ ธอส. สามารถยื่นขอเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงได้
  • ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) มีโครงการสินเชื่อ SME Refinance เพื่อลดต้นทุนให้กับลูกหนี้ นอกจากนี้ แบงก์รัฐทุกแห่งได้ช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้และลดอัตราดอกเบี้ยให้แก่กลุ่มลูกหนี้รายย่อยและกลุ่มลูกหนี้ SMEs รวมทั้งมีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการทุกกลุ่ม

“จากมาตรการที่ได้ทำมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการที่แบงก์รัฐทุกแห่งได้ช่วยกันตรึงดอกเบี้ยจนถึงสิ้นปี 2565 และชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปี 2566 เป็นการลดภาระประชาชนแล้วไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท ขณะที่การรวมตัวของแบงก์รัฐเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ในครั้งนี้ จะเป็นการส่งสัญญานไปถึงสถาบันการเงินต่าง ๆ ให้หันมาช่วยเหลือลูกหนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การลดดอกเบี้ย การพักหนี้ การช่วยปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เพื่อช่วยลดภาระให้ประชาชน เพิ่มสภาพคล่องมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการบริโภคและการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

นายพรชัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐเตรียมนำเสนอแพ็คเกจมาตรการเพื่อช่วยเหลือด้านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ รวม 5 โครงการ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประมาณต้นเดือนเม.ย.2567ประกอบด้วย

1. สินเชื่อตามโครงการ IGNITE THAILAND โดยดำเนินการผ่านธนาคารออมสิน สนับสนุนเอสเอ็มอี กลุ่มศูนย์กลางการท่องเที่ยว สินเชื่อศูนย์กลางการแพทย์ และศูนย์กลางอาหาร

2. สินเชื่อฉุกเฉินเพื่อผู้ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐโดยธนาคารออมสิน เป้าหมายคือกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 10 ล้านคน

3. สินเชื่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

4. สินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อบุคลากรภาครัฐ โดยธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

5. สินเชื่อเพื่อการเริ่มต้นส่งออก โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)

อย่างไรก็ตามในการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจดังกล่าว นอกจากการขับเคลื่อนมาตรการของภาครัฐซึ่งเป็นมาตรการกึ่งการคลังแล้ว ยังต้องอาศัยการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินของทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

“เรามีข้อมูลว่าการลดดอกเบี้ย 0.25% จะช่วยสนับสนุนการบริโภคเพิ่มขึ้น 0.15% และสนับสนุนให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น 0.16%”

นายพรชัย เปิดเผยว่า สถานการณ์ลูกหนี้ประเภทกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention : SM) โดยภาพรวมทั้งระบบยังอยู่ที่ประมาณ 5% ขณะที่พบว่าบางธนาคารอยู่ในระดับสูงถึง 7% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ในกลุ่มสินเชื่อ SME และสินเชื่อที่อยู่อาศัย

“ต้องยอมรับว่าเป็นผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงจนกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของประชาชน โดยตอนนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐได้ออกมาเริ่มดำเนินการตรึง และ ลดดอกเบี้ยก่อน เพื่อเป็นการรับภาระบางส่วนให้กับพี่น้องประชาชน”

ทั้งนี้กระทรวงการคลังได้ติดตามสถานการณ์หนี้ที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ มีการปล่อยสินเชื่ออย่างรับผิดชอบตามกฎกติกาของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงการติดตามคุณภาพสินเชื่อ และคุณภาพของลูกหนี้ ซึ่งจะช่วยให้ SM อยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้

 

อ่านข่าวเพิ่มเติม :