Crypto Level Up จัดพอร์ตรับ Bitcoin Halving

1590
Crypto Level Up จัดพอร์ตรับ Bitcoin Halving

เปิด 6 เทรนด์โลก 2024 ยิงตรงสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ชี้ Bitcoin คือโอกาสการลงทุนในเจนนี้ กูรูชี้เข้าสนามลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล ความรู้ต้องพร้อม พื้นฐานเทคนิคอลต้องมี ส่อง 6 ธีมเหรียญโอกาส moon ใน Bull Run ครั้งใหม่

Bitcoin สร้างสถิติราคาสูงสุดตลอดการ (All Time High) ใหม่ที่ 73,777 ดอลลาร์ไปแล้ว ก่อนย่อแรงลงมาที่ 60,000-67,000 ดอลลาร์ ตั้งท่าเตรียมทดสอบแนวต้าน 73,000 ดอลลาร์อีกครั้ง

ท่ามกลางปัจจัยสนับสนุนอย่างการอนุมัติกองทุน Spot Bitcoin ETF ที่เอื้อให้กลุ่มนักลงทุนสถาบันที่มีเงินลงทุนมหาศาล สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลหลักอย่าง Bitcoin ได้ง่ายมากขึ้น รวมถึงการที่ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน เตรียมเปิดให้มีการซื้อขายกองทุน Exchange Traded Note (ETN) ของ Bitcoin และ Ethereum ภายในเดือนพฤษภาคม 2567 นี้ด้วย

ด้านมูลค่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่ ณ วันที่ 27 มีนาคม 2567 ขยับขึ้นมาสู่ระดับ 2.65 ล้านล้านดอลลาร์ โดยหลายฝ่ายคาดว่าความร้อนแรงนี้ยังไม่จบลงง่าย ๆ เพราะสถานีต่อไปคืออีเวนท์สำคัญอย่าง Bitcoin Halving ที่ตามสถิติแล้ว นี่คือสัญญาณเริ่มต้นของภาวะ Bull Run เต็มตัว

วารสารการเงินธนาคาร จัดงานสัมมนาหัวข้อ “Crypto Level Up จัดพอร์ตรับ Bitcoin Halving” เติมความรู้ด้านการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลในแก่นักลงทุนที่เตรียมเข้าสู่ตลาดในรอบนี้ พร้อมเจาะลึก 3 หัวข้อหลัก โดย 3 วิทยากรแถวหน้าของประเทศ

1. เจาะเทรนด์โลกคริปโทฯ 2024 นับถอยหลังสู่ Bitcoin Halving โดย จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด

2. “Halving ซิ่งแบบโปร” เปิดตำราคริปโทฯสาย Technical โดย กิตติทัศน์ เบญจเจริญพัฒน์ CEO I Learn A Lot Partnership Limited

3. จัดพอร์ตคริปโทฯ สายซิ่ง สาย Hodl ต้องรู้ โดย สัญชัย ปอปลี ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cryptomind Group Holding


Bitcoin Halving

เจาะเทรนด์โลกคริปโทฯ 2024 นับถอยหลังสู่ Bitcoin Halving

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เริ่มต้นฉายภาพใหญ่ของเทรนด์โลก โดยอ้างอิงถึงข้อมูลจากงานประชุม World Economic Forum 2024 ที่มีการพูดถึงแนวโน้มที่น่าสนใจหลายด้าน แบ่งเป็น 6 แนวโน้มดังนี้

1. Climate Disruption รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

ปี 2023 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่มีผลกระทบด้าน Climate Disruption รุนแรงที่สุด มีผู้เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศถึง 7 ล้านคน ด้านภาวะเงินเฟ้อก็อยู่ในจุดสูงที่สุด ทำให้ในปี 2024 ถูกคาดว่าจะเป็นปีแห่งการลดดอกเบี้ย เพราะประเทศส่วนใหญ่เริ่มควบคุมภาวะเงินเฟ้อได้แล้ว ทำให้จะมีการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง

2. อาเซียนจะเข้าสู่ยุคทองคำ

หลังจากปี 2024 เม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้ามาในตลาด จะมุ่งมาที่อาเซียนเป็นหลัก จะไม่เหมือนอดีตที่มุ่งไปที่อเมริกา, จีน, ยุโรป และอินเดีย โดยมี 2 เหตุผลที่สนับสนุนให้เงินลงทุนทะลักเข้ามาที่อาเซียนคือ

ในระยะสั้น :

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ ที่เปลี่ยนแปลงไป ความเชื่อใจระหว่างประเทศแย่ลงในทุกด้าน เป็นโลกพหุภาคี หรือ Multilateral World ที่ขั้วอำนาจหลักไม่ได้มีแค่อเมริกา แต่มีประเทศตะวันออก ตะวันตก จีน อเมริกา รัสเซีย ยูเครน พยามแบ่งขั้วอำนาจ แต่แท้จริงแล้วประเทศที่ขัดแย้งกันกลับพึ่งพาอาศัยกันมากกว่าที่คิด อเมริกาไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวคนเดียวถ้าไม่มีจีน และจีนก็อยู่รอดไม่ได้ถ้าไม่มีอเมริกา ทำให้ตอนนี้โลกของเรากำลังมุ่งสู่ การเป็น Fragmented World หรือโลกที่ถูกแบ่งเป็นเศษส่วนมากขึ้น แต่ทั้งหมดก็ยังพึ่งพาอาศัยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

นายจิรายุส เน้นว่า เมื่อความเชื่อใจลดลง สิ่งที่ประเทศอเมริกา จีน รวมถึงประเทศอื่น ๆ เริ่มทำคือ “การกระจายความเสี่ยง” ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลอย่างมากต่อการที่เงินจะไหลเข้าอาเซียน โดยตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเกิดคำว่า China +1 ซึ่งหมายถึงการมีจีนเป็นฐานการผลิต และต้องมีอีก 1 ประเทศเพื่อรองรับเป็นแผนสำรอง หากเกิดกรณีอย่าง Covid-19 ที่จีนต้องปิดประเทศ หรือเกิดความขัดแย้ง ธุรกิจจะได้ยังเดินหน้าต่อได้ ส้มหล่น จึงตกมาที่ “ไทย” และ “เวียดนาม” ที่มีโอกาสเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมการผลิต

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ค่าแรงของคนจีน เริ่มสูงขึ้นเกินกว่าจะเป็นผู้ผลิตให้ Secondary Market หรือ Primary Market แต่จะไปผลิตสินค้าเทคโนโลยีเป็นหลัก ที่มีพรีเมี่ยมสูง เพื่อให้สามารถรองรับการจ่ายค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ด้านอุตสาหกรรมการผลิตที่เป็น Secondary Market หรือ Primary Market รวมถึงผลผลิตทางเกษตร จะถูกผลักออกจากประเทศจีน และจะไหลมาที่ประเทศไทย เวียดนาม ที่มีค่าแรงต่ำกว่าประเทศจีน

ระยะยาว :

คำว่า Digital และ Green จะมีบทบาทกับทุกประเทศอย่างมหาศาล ภายใน 10 ปีข้างหน้า หากไม่ตระหนักถึง 2 คำนี้ อาจทำให้ประเทศ หรือองค์กร ไม่มีที่ยืนบนโลกอีกต่อไป นอกจากนี้ยังมีคำว่า Revolution ซึ่งหมายถึงการมาของสิ่งใหม่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สิ่งใหม่นี้จะแทนที่สิ่งเก่า และจะเข้ามาเปลี่ยนทั้งฝั่งของ Digital และ Green รวมถึงวิธีการทำงานและ Business Model ใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น

นายจิรายุส ยกตัวอย่างว่า ในยุค Web 2.0 หากนำ Infrastructure เช่น สมาร์ตโฟน, อินเทอร์เน็ต 4G และ GPS ระบบแผนที่ Google Map มารวมกัน สามารถทำให้เกิดเป็นบริษัท UBER ขึ้นมา แต่ในยุค Web 3.0 จะเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด เช่น Internet from sky, AR/VR/MR, Metaverse, Blockchain, AI, Big Data, 3D Printing, IoT เทคโนโลยีเหล่านี้คือเครื่องมือใหม่ ๆ ที่หากมีคนนำมาผสานกันจะสามารถสร้างเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าระดับ Billion Dollars ได้

“อาเซียนจะเข้าสู่ยุคทองคำ เม็ดเงินจะเข้ามามากที่สุดกว่ารุ่นไหน ๆ เงินลงทุนที่เคยเข้ามาในอดีตจะเทียบไม่ติดกับเงินลงทุนที่จะเข้ามาในอาเซียนช่วง 10 ปีข้างหน้า”

3. ประเทศคู่ค้าจะเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากความไม่เชื่อใจกัน

แต่ละประเทศจะเปิดประเทศคู่ค้าใหม่ ๆ มากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง ในระยะสั้นอาเซียนจะเป็นภูมิภาคที่ได้ส้มหล่น ในระยะยาวเม็ดเงินจะไหลไปยังประเทศที่มุ่งเน้นเรื่อง Digital และ Green อย่างมหาศาล และประเทศที่มี Revolution หรือการมาของสิ่งใหม่ที่ไม่ได้เกิดจาก Infrastructure เก่า

นายจิรายุส ระบุว่า มี 2 เหตุผลรองรับว่าทำไมอาเซียนจะเข้าสู่ยุคทองคำในระยะยาว เหตุผลแรกคือ ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างเป็นประเทศ Aging Economy แต่ในอาเซียน ยกเว้นประเทศไทย เป็นประเทศของคนหนุ่มสาวทั้งหมด ทุกคนจึงมองมาที่อาเซียน ว่าเป็น The Next Growth Opportunities เหตุผลต่อมาคือ นักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว 10-15 ปี จะมองไปที่แอเรียที่สามารถคาดการณ์ได้ ไม่มีความขัดแย้งที่ทำให้เกิดความผันผวนสูง ซึ่งอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีสันติสุขและความมั่นคงที่หนึ่งของโลก ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

4. อาเซียนจะเป็นปึกแผ่น จากความร่วมมือ Digital Economy ASEAN Integration

ภายในปี 2025 จะมีสิ่งที่เรียกว่า Digital Economy ASEAN Integration เกิดขึ้น เป็นการรวมประเทศอาเซียนเป็นปึกแผ่นเหมือนยุโรป ทำให้เกิด 3 เรื่องในแอเรียนี้คือ

1. การโอนเงินจะทำได้สะดวกในทุกประเทศอาเซียน

2. 1 พาสปอร์ต 1 วีซ่า เดินทางได้ทั่วอาเซียน

3. การส่งออกจะไหลลื่น ทำได้ทั่วอาเซียน

5. GDP จะเปลี่ยนไป Digital จะมีสัดส่วนมากขึ้น

โดยสัดส่วนของ GDP จากเดิมที่เน้นเรื่อง Physical Trade เช่น การส่งออกข้าว ยางพารา ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว 44% ของ GDP จะมาจากสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งเป็น Digital Trade, Service Trade, Digital Service Trade ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะ ขณะที่ Green Trade เติบโตถึง 300% ในปีที่ผ่านมา นี่เป็นสิ่งที่ประเทศไทยไม่เคยทำมาก่อน

นายจิรายุส อธิบายว่า ในอนาคตการเติบโตของ GDP จะไม่ได้มาจากเศรษฐกิจเก่า เช่น การท่องเที่ยว การผลิตรถยนต์สันดาป การส่งออกยางพาราและข้าวหอมมะลิ อุตสาหกรรมเหล่านี้จะเติบโตอย่างช้า ๆ แต่ส่วนที่จะโตเร็วมากคือ Digital Trade, Service Trade, Digital Service Trade และ Green Trade ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้จะกลายเป็นสัดส่วนใหม่ของ GDP ประเทศไทย

6. Growth Factor ใหม่ของโลก คือ AI

หลายปีที่ผ่านมาโลกไม่มี Growth Factor ใหม่เกิดขึ้น จนกระทั่งมีสิ่งที่เรียกว่า Artificial Intelligence หรือ AI เกิดขึ้นมา สิ่งนี้เหมือนสาธารณูปโภค ที่มีผลกระทบตั้งแต่ชาวบ้านถึงผู้นำประเทศ และนี่คือเทคโนโลยีที่จะมาปลดล็อค Productivity ให้โลกเติบโตต่อไปได้

“ปี 2023 ที่ผ่านมา เป็นปีของการทดลองใช้ AI แต่ปี 2024 จะเป็นปีของการใช้จริง ในทุกแอปพลิเคชั่น จะมีฟังก์ชั่นด้าน AI เกิดขึ้นมา ทั้งใน Line, Slack, Microsoft Team คำแนะนำก็คือ ให้พยายามเข้าถึงการใช้งานฟังก์ชั่นด้าน AI เพราะจะปฏิวัติการทำงานของเราทั้งหมด เพิ่มความสามารถของเราได้อย่างมหาศาล”

นายจิรายุส เน้นว่า ในอนาคตทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด คือ การสั่งการคอมพิวเตอร์ให้ทำงานตามที่ต้องการได้ เป็นทักษะด้าน Prompt Engineering เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ตามต้องการ เพื่อใช้ประโยชน์จากการที่ AI มี Marginal Cost of Computing เท่ากับศูนย์ แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นได้ ทุก ๆ Resource ที่มีอยู่จะต้องเปลี่ยนรูปแบบให้เป็น Digital เสียก่อน

เทรนด์เหล่านี้บ่งชี้ชัดเจนว่าโลกกำลังมุ่งหน้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมกับความมุ่งมั่นในเรื่อง Net Zero ดังนั้นเงินในอนาคตจะเป็นเงินดิจิทัลอย่างแน่นอน ซึ่งเมื่อดูมูลค่าของเงินดิจิทัลในโลกวันนี้อยู่ที่ 2.46 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้เล็กมาก เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ลงทุนอื่น ๆ ทั้งโลกรวมกันซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 500 ล้านล้านดอลลาร์

นายจิรายุส ฉายภาพต่อว่า การเกิดขึ้นของ Spot Bitcoin ETF เป็นเหมือนตะกร้าที่เอา Bitcoin ไปใส่ ขณะเดียวกันก็มี ETF อื่น ๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์, หุ้น, ตราสารหนี้ ทำให้นักลงทุนที่ไม่มีเวลา แต่มีเงินเยอะ สามารถกระจายความเสี่ยงไปยังแต่ละตะกร้า ETF ที่มี เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งหายไป ซึ่งคำถามก็คือจะกระจายความเสี่ยงมาที่ตะกร้าใหม่อย่าง Bitcoin ในสัดส่วนเท่าไหร่

“ถ้าทุกคนรู้ว่าโลกกำลังเดินไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และทุกคนกระจายความเสี่ยงแค่ 1% ของพอร์ทโฟลิโอ ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่จะสามารถโตเป็นเท่าตัวได้เลย และจากนี้ทุกอย่างในโลกจะถูกทำให้เป็นดิจิทัล (Tokenize) ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน เพชร ทอง จะถูก Tokenize ทั้งหมด”

โลกกำลังขับเคลื่อนไปสู่อุตสาหกรรมที่ทุกอย่างจะกลายเป็น Digital Asset ทุกอย่างที่มีมูลค่าจะกลายเป็น Digital ด้วยความสามารถของ Blockchain ที่สามารถสร้าง Digital Scarcity ที่ช่วยจำกัดจำนวน และเป็นตัวแทนของมูลค่า เชื่อมโยงไปยังการทำให้ AI สามารถทำงานและสร้างแอปพลิเคชั่นมาให้บริการลูกค้าโดยไม่ต้องใช้คนในการทำงาน นี่คือโอกาสครั้งใหญ่ ที่โลกกำลังเดินไปข้างหน้า

“ผมมองว่า Bitcoin เป็น 1 ในโอกาสการลงทุนที่ดีที่สุดในเจนเนอเรชั่นผม ที่นาน ๆ จะเกิดขึ้นมา วันนี้เป็นวันที่ดีมากในการเตรียมขันตักน้ำ ให้ทุกคนรู้ว่าน้ำกำลังจะขึ้นในอาเซียน เราจะต้องเปลี่ยนสไตล์การลงทุนอย่างไร ต้องหาธุรกิจอย่างไร หรือคนที่ทำธุรกิจอยู่แล้วต้องเปลี่ยน Supply Chain อย่างไรให้อยู่รอดในอีก 10 ปีข้างหน้าได้”


Bitcoin Halving

Halving ซิ่งแบบโปร เปิดตำราคริปโทฯ สาย Technical

นายกิตติทัศน์ เบญจเจริญพัฒน์ CEO I Learn A Lot Partnership Limited ฉายภาพการมองภาพเทรนด์จากกราฟ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่มีความสนใจจะเริ่มเทรดคริปโทเคอร์เรนซี่แบบ Technical โดยได้แบ่ง ความรู้พื้นฐานที่ต้องมีในการเทรดแบบ Trend Following ไว้ด้วยกัน 3 อย่าง ได้แก่

1. โครงสร้างราคา เป็นสิ่งแรกที่นักลงทุนมือใหม่ควรทำความรู้จักก่อนเนื่องจากในการเทรดแบบ Trend Following สิ่งที่นักลงทุนต้องเข้ามาเจอเป็นอย่างแรกคือ กราฟแสดงทิศทางของสินทรัพย์ที่ต้องการจะเทรด ซึ่งการดูทิศทางก็อาศัยการพิจารณาจากกราฟได้เลยว่าสภาวะตลาดอยู่ในช่วงไหนได้แก่ Up Trend หรือช่วงขาขึ้น, Down Trend หรือช่วงขาลง, Sideway หรือช่วงที่ราคาเคลื่อนที่อยู่ในกรอบ

2. แท่งเทียน เป็นอีกสิ่งที่นักลงทุนจะต้องรู้จักเป็นอย่างดีในการเทรดเพราะสามารถบอกข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับราคาของสินทรัพย์ที่จะเทรดได้ โดยแท่งเทียนจะแสดงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับราคาภายในกรอบเวลาที่ต้องการจะทราบได้

ถ้าราคาเปิดต่ำกว่าราคาปิด แท่งเทียนจะเป็นสีเขียว แปลว่าสินทรัพย์นั้นมีราคาขึ้น แสดงว่ามีแรงซื้อมากกว่าแรงขาย กลับกันถ้าแท่งเทียนมีราคาเปิดสูงกว่าราคาปิดแปลว่าสินทรัพย์มีราคาที่ลดลง มีแรงขายมากกว่าแรงซื้อ

ในส่วนของราคาสูงสุดและราคาต่ำสุดจะบ่งบอกถึงช่วงราคาของสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงเวลาที่กำหนด เช่นในเวลา 1 ชั่วโมงสินทรัพย์หนึ่งอาจมีราคาเปิดอยู่ที่ 10 บาท แต่เวลาผ่านไปสักระยะ มีแรงซื้อเพิ่มมากขึ้น ราคาก็ขึ้นไปถึง 20 บาท เมื่อครบถึง 1 ชั่วโมงเริ่มมีแรงขายเกิดขึ้นทำให้ราคาปรับตัวลงมาที่ 18 บาท ทำให้ราคา 18 บาทกลายเป็นราคาปิด โดยจะเห็นเส้นเล็ก ๆ เพิ่มขึ้นไปจนถึงจุดที่ทำราคาสูงสุดหรือต่ำสุด ซึ่งเส้นนั้นเราเรียกว่าไส้เทียน

เทียนเล่มไหนที่มีใส้เทียนยาวนั้นแปลว่าในกรอบระยะเวลานั้นมีการต่อสู้กันระหว่างแรงซื้อและแรงขาย ดังนั้นแท่งเทียนที่จะบ่งบอกเทรนด์ได้ชัดเจนคือแท่งเทียนที่ Break สวยเต็มแท่งและมี Volume ในทิศทางขาขึ้นหรือขาลงที่ชัดเจน

3. MACD ย่อมาจาก Moving Average Convergence Divergence เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้ติดตามแนวโน้มและโมเมนตัมของราคาสินทรัพย์ สำหรับนักลงทุนมือใหม่ให้พิจารณาที่เส้นสีส้ม โดยหากเส้นสีสมอยู่ต่ำกว่าเส้นศูนย์แปลกราฟอาจเป็นขาลง และหากอยู่เหนือเส้นศูนย์แปลว่ากราฟอาจอยู่ในช่วงขาขึ้น

นายกิตติทัศน์ ได้แนะนำ 5 ขั้นตอนของนักเทรดมือใหม่ที่ต้องการจะเข้ามาเริ่มเทรดในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล โดยหลังจากที่เริ่มรู้จักกับ เทรนด์ของตลาด แท่งเทียนและ MACD แล้วว่าต้องเริ่มอย่างไร

1. เทรดแบบ Spot : เป็นการเทรดแบบจับคู่ซื้อโดยตรง แนะนำให้เลือกเล่นเฉพาะกระดาน Spot บนศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานก.ล.ต. เท่านั้น

2. หาสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มขาขึ้น : ฝึกมองกราฟกับแท่งเทียนให้มีความชำนาญเพื่อหาเทรนด์ขาขึ้นให้เจอ เพื่อทำกำไรหรือเก็บของเพิ่ม แต่ในกรณีที่อยู่ในช่วง Sideway แล้วเทรนด์ไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ ต้องรู้จักการทำ Stop Loss คือการประเมินความเสียหายสูงสุดที่รับได้ แล้วป้องกันการขาดทุนเกินที่จะรับได้ แล้วค่อยหาจังหวะใหม่ในการเข้าไปเก็บของอีกรอบตอนที่ราคาไม่สูงมาก

“นักลงทุนต้องตอบคำถามในใจตนเองให้ได้ก่อนลงทุนว่า ขาดทุนได้เท่าใดถึงจะอยู่ในช่วงที่รับได้ เช่นถ้าประเมินไว้ว่าขาดทุนไม่เกิน 10% ลงทุน 1,000 ขาดทุน 100 บาทรับได้หรือไม่ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นลงทุน 100,000 บาท ขาดทุนสูงถึง 10,000 บาท จะยังรับได้อยู่หรือไม่”

3. กำหนดจุดในการ Stop Loss เพื่อหา Position Size : วิธีกำหนดจุด Stop Loss แล้วยังคงเห็นภาพของเทรนด์ตลาดชัดที่สุดคือหาจุดต่ำสุดในช่วงเก็บสะสม ถ้าราคาวิ่งหลุดกรอบ แปลว่าเทรนด์นี้ใช้ไม่ได้ ต้องตัดใจยอมขาดทุนเพื่อไม่ให้เสียหายหนักเกินกว่าที่จะรับได้ แล้วค่อยหาจังหวะที่กราฟอยู่ในลักษณะ Sideway เพื่อหาจุดเก็บของใหม่

4. หากมีการ Retest Zone Accumulation อาจเก็บของเพิ่ม : ในบางกรณีที่กราฟมีการปรับตัวขึ้นเกินกว่ากรอบ Sideway ไปแล้ว อาจมีแรงขายกดกลับมาให้กราฟดิ่งกลับลงมาอยู่ในกรอบ Sideway อีกครั้ง ซึ่งเรียกเหตุการณ์ลักษณะนี้ว่าการเกิด Retest Zone หากราคาไม่หลุดจุดที่ทำการ Stop Loss ไว้ก็ถือเป็นอีกโอกาสที่จะเก็บของเพิ่มได้

5. ในกรณีที่กราฟวิ่งขาดจะใช้ EMA ในการรันเทรนด์ : EMA หรือ Exponential Moving Average เป็นอีกเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์เทรนด์ของกราฟว่าอยู่ในขาขึ้นหรือลง โดยวิธีการคือให้ตีเส้นแนวนอนที่ราคาต่ำสุดของแท่งเทียนย้อนหลังไปประมาณ 50 แท่งจากแท่งเทียนปัจจุบัน ซึ่งการตีเส้น EMA นี้ไม่มีหลักการตายตัว จะตีเส้นน้อยหรือมากกว่า 50 แท่งเทียนก็ได้ตามความเหมาะสม ถ้ากราฟขึ้นหนีจากเส้นมาก ๆ แปลว่าอยู่ในช่วงชาขึ้น แต่ถ้ากราฟวิ่งลงมาต่ำกว่าเส้นแปลว่าเทรนด์เริ่มเปลี่ยนเป็นขาลง

“การเทรดแบบ Technical ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษ ต้องอาศัยการดูกราฟบ่อย ๆเพื่อจับทิศทางของกราฟให้ถูก ขณะเดียวกันด้านปัจจัยพื้นฐานนั้นก็ยังถือว่ามีความสำคัญอยู่ อยากให้นักลงทุนศึกษาในสินทรัพย์ต้องการลงทุนให้ดีเสียก่อนที่จะเลือกลงทุน”


Bitcoin Halving

จัดพอร์ตรับ Halving สายซิ่ง สาย Hodl ต้องรู้

นายสัญชัย ปอปลี ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คริปโตมายด์ แอดไวซอรี่ จำกัด ได้สรุปภาพรวมของภาวะตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลตลอดช่วง 1 ปีที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันตลาดกำลังเข้าสู่ช่วง Bull Run อีกครั้ง หลังจากปี 2021 ซึ่งเห็นได้จากการปรับตัวขึ้นแรงทุก ๆ 4 ปีของ Bitcoin

โดยรูปแบบของ Cycle นี้เห็นตั้งแต่ปี 2017 ที่ Bitcoin มีราคาแค่ 2,000 ดอลลาร์ ก็มีการปรับตัวขึ้นมาจนถึง 20,000 ดอลลาร์แล้วก็เข้าสู่ภาวะตลาดหมีปรับตัวลงมาอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์ จนมาปรับตัวขึ้นอีกรอบในช่วงปี 2020-2021 จนมีราคา 69,000 ดอลลาร์

การเข้าสู่ Bull Run ในครั้งนี้มีเหตุการณ์ที่แตกต่างครั้งก่อน คือการที่ Bitcoin ทำ All Time High ก่อนการเกิด Halving ซึ่งโดยรวมแล้วมองว่าเกิดจากปัจจัยในการอนุมัติ 11 กองทุน Spot Bitcoin ETF ที่มี AUM รวมประมาณ 16.6 พันล้านดอลลาร์ และทำให้เงินลงทุนจากภายนอกไหลเข้ามาในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลได้มากขึ้น

นายสัญชัย กล่าวต่อว่า อีกเรื่องที่นับเป็นปัจจัยสำคัญคือ พฤติกรรมการปรับฐานครั้งใหม่ของเหล่าวาฬในตลาด เนื่องจากสถาบันส่วนใหญ่เข้าซื้อ Bitcoin เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 40,000-50,000 ดอลลาร์ ซึ่งโดยปกติสถาบันที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมักจะเริ่มเทขายช่วงได้กำไรประมาณ 1-2 เท่า

ส่วนปัจจัยสุดท้ายก็คือเรื่องของการเกิด Halving ที่ทำให้อุปทานของBitcoinมีน้อยลง ซึ่งเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐานเมื่ออุปสงค์มีมากขึ้น แต่อุปทานมีน้อยลง ราคาก็ต้องปรับตัวขึ้นด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุผลทั้งหมด ทำให้เงินที่จะไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลต่อจากนี้มีโอกาศกระจายไปสู่สินทรัพย์อื่นเนื่องจากอุปทานที่ไม่เพียงพอของ Bitcoin โดยมี 6 ธีมที่น่าสนใจ ดังนี้

1. Ethereum

หลังจากที่ Spot Bitcoin ETF ได้รับการอนุมัติแล้ว ทำให้ Ethereum เป็นอีกสินทรัพย์ที่หลายคนจับตามองว่าจะได้รับการอนุมัติจัดตั้งกองทุน Spot Ether ETF ด้วยเช่นกัน ซึ่ง Blackrock ได้ยื่นเรื่องขออนุมัติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

อีกส่วนที่น่าจับตาคือการอัพเกรด EIP 4844 ที่ทำให้ธุรกรรมบนเครือข่าย Ethereum มีความรวดเร็ว เสถียร และมีค่า Gas Fee น้อยลง ทำให้การเข้าถึงง่ายขึ้น โดยในอนาคตอาจมีการแก้ PainPoint ในเรื่องของการเปิด Wallet ที่ทำได้ยาก โดยเปลี่ยนเป็นการ Log in ผ่านโซเชียลมีเดีย หรืออีเมลแทน

2. Ethereum Layer 2

ปัจจุบันเหรียญในกลุ่ม Ethereum Layer 2 ได้รับความนิยมและมีเงินหมุนเวียนในกลุ่มนี้ประมาน 35,000 ล้านดอลลาร์ โดยพื้นฐานของ Layer 2 เกิดจากการที่ Layer 1 มีค่าธรรมเนียมที่แพง ทำให้นักสร้างนวัตกรรมเริ่มมอง Layer 2 เป็นอีกทางเลือกในการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งการจะระบุผู้ชนะในกลุ่มนี้ยังทำได้ยาก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นาน และมีการแข่งขันค่อนข้างสูง

Crypto Level Up จัดพอร์ตรับ Bitcoin Halving

3. Ethereum Killer

ในทุกรอบของตลาดมักจะมีคู่แข่งของ Ethereum เกิดขึ้น เช่น ADA, TRON, NEO หรือ SOL แม้เหรียญกลุ่มนี้จะยังไม่สามารถเอาชนะ Ethereum ได้ แต่ก็มีความนิยมจนบางโปรเจ็กต์สามารถ Perform ได้สูง ซึ่งในระยะสั้น กลุ่มนี้ถือว่าน่าลงทุนเพราะบางตัวได้รับความนิยมสูงมากในช่วงเปิดตัวและเริ่มมีเงินบางส่วนไหลเข้าไปในโปรเจ็กต์เหล่านี้ ขึ้นอยู่กับกรอบระยะเวลาที่วางไว้ว่าต้องการผลตอบแทนในช่วงเวลาระยะสั้นหรือไม่ อีกทั้งโปรเจ็กต์ในกลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มที่ทำ ROI ได้ดีกว่ากลุ่มอื่นเสมอ

Crypto Level Up จัดพอร์ตรับ Bitcoin Halving

4. DeFi

ระบบการเงินแบบไร้ตัวกลางที่ทุกอย่างถูกทำผ่านสัญญาอัจฉริยะ สร้างขึ้นบนเครือข่าย Blockchain ต่าง ๆ โดยปัจจุบันมีเทรนด์ในการนำ Real World Asset เข้ามาซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม DeFi นอกจากนี้ยังมีบริการทางการเงินอื่นที่ถูกทำบน DeFi มากมาย แม้ว่าปัจจุบันกระแสจะยังไม่แรง แต่ก็มีผู้ใช้งานต่อเนื่อง ทำให้ราคาของสินทรัพย์ในกลุ่มนี้บางตัวก็สามารถ Perform ได้ดีอยู่เช่นกัน เช่น DeFi ที่ให้บริการในกลุ่มผู้เทรดฟิวเจอร์ ก็มีคนนำเงินไปฝากไว้ใน Pool ของแพลตฟอร์มเหล่านี้ เพื่อรอให้เกิดการจับคู่ธุรกรรมแล้วได้รับผลตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียม

Crypto Level Up จัดพอร์ตรับ Bitcoin Halving

5. AI

ในโลกของคริปโทเคอร์เรนซี่ มักจะมีเหรียญที่เกิดขึ้นมาโดยมีความเกี่ยวข้องกับกระแสในโลกความจริงอยู่เสมอ โดยเทคโนโลยี AI กับโลกของ WEB3 ก็มีความเกี่ยวข้องกันในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลไกในการเทรด การใช้ AI ในการดูข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งก็คาดการณ์ว่าจะมีโปรเจ็กต์ที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มขึ้นมาอีก และจะเป็นอีกกระแสที่น่าจับตาในอนาคต

Crypto Level Up จัดพอร์ตรับ Bitcoin Halving

6. GameFi/Metaverse

ค่ายเกมใหญ่เริ่มหันมาพัฒนาเกมที่เล่นได้จริง มีความสนุก มีความดึงดูดให้ผู้คนเข้าไปเล่นจริง ๆ ไม่ใช่เข้าไปเล่นแค่เพื่อหารายได้ ซึ่งพฤติกรรมของคนเล่นเกมนั้นก็พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อแลกมาด้วยไอเทมหรือสกินที่มีจำหน่ายภายในเกมอยู่แล้วหากเกมนั้นมีความสนุกจริง นั่นทำให้สิ่งที่เกมในอนาคตจะสามารถมอบให้ผู้เล่นได้นั่นคือทั้งความสนุก รายได้ และสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในเกม ดังนั้นเหรียญในกลุ่มนี้จึงมีความน่าสนใจต่อการเติบโตในอนาคต

Crypto Level Up จัดพอร์ตรับ Bitcoin Halving

นายสัญชัย กล่าวต่อว่า จากเทรนด์ที่กล่าวมา สำหรับคนที่ต้องการจะลงทุนในช่วงต่อจากนี้สามารถสรุปปัจจัยบวกสำหรับตลาด Bull Run ในรอบนี้ได้ดังนี้

การอัพเกรดครั้งใหญ่ของ Ethereum EP 4844, การอนุมัติ Ethereum ETF, Bitcoin Halving, ดอกเบี้ยนโยบายที่เริ่มลดลง, การเลือกตั้งในอเมริกา ทำให้ตลาดมีความคึกคัก, การตั้งตัวเป็น WEB3 Hub ในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชีย, การเปิดกว้างของหน่วยงานกำกับดูแล และการอัพเกรดเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงคริปโทฯได้มากขึ้น

Crypto Level Up จัดพอร์ตรับ Bitcoin Halving

ไอเดียจัดพอร์ตคริปโทฯ สำหรับตลาด Bull Run รอบนี้

โดยการจัดพอร์ตรับเทรนด์ Bull Run นักลงทุนควรแบ่งเป็นกลุ่ม Large Cap ได้แก่ BTC และ ETH ที่ 50% กลุ่ม Middle Cap ได้แก่เหรียญในกลุ่ม Layer 2 และ Ethereum Killer 30% และกลุ่ม Small Cap ได้แก่กลุ่มอื่น ๆ เช่น DeFi GameFi Metaverse 20%

Crypto Level Up จัดพอร์ตรับ Bitcoin Halving

 

รายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook Fanpage : การเงินธนาคารMoney and Banking Channel
และ Youtube : Money and Banking Channel


อ่านข่าวอื่น ๆ