โบรกฯ มอง ขยายเวลาเทรด ครึ่งชั่วโมงไม่มีผลต่อวอลุ่มซื้อขาย

444
ขยายเวลาเทรด

นักวิเคราะห์มอง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายเวลาเทรด ภาคบ่ายเร็วขึ้น 30 นาที หรือเพิ่มขึ้น 11% ช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อขาย แต่ไม่มีผลต่อวอลุ่มเทรดที่จะถูกขับเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐาน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน สภาพแวดล้อม โครงสร้างบริษัทจดทะเบียน

วันที่ 25 มี.ค. 2567 เป็นวันแรกที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ขยายเวลาทำการซื้อขาย หรือ ขยายเวลาเทรด ภาคบ่ายเร็วขึ้น 30 นาที เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคมากขึ้น และช่วยให้ผู้ลงทุนมีเวลาในการซื้อขายหลักทรัพย์และปรับกลยุทธ์ได้ทันกับความเคลื่อนไหวของข่าวสารที่มีมากขึ้น โดยปรับเวลาการซื้อขาย ดังนี้

  • ช่วงก่อนเปิดตลาดภาคบ่าย ( Pre Open Session II) เวลา 13:30 – 14:00 น.
  • ช่วงเวลาทำการซื้อขายช่วงบ่าย (Trading Session II) เวลา 14:00 – 16:30 น.

ด้านความเห็นของนักวิเคราะห์ โดย นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า วันนี้เป็นวันทำการแรกที่ตลาดหุ้นไทยขยายระยะเวลาซื้อขาย จาก 270 นาทีต่อวัน เป็น 300 นาทีต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 11%

หากคาดหวังมูลค่าการซื้อขายมองว่าไม่ทำให้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 44,000 ล้านบาท โดยหากไม่ได้เพิ่มไปจากเดิมหรือเพิ่มไปถึง 50,000 ล้านบาทต่อวัน แปลว่าไม่ได้มีผลอะไร

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า การเพิ่มมูลค่าการซื้อขายไม่ได้มาจากการขยายเวลาเทรด แต่มาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่

1. สภาพแวดล้อม ในปัจจุบันยังไม่มีปัจจัยมาขับเคลื่อนตลาด อีกทั้งเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ยังไหลออก และ

2. โครงสร้างบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ยังไม่มีกลุ่มที่นำตลาด และยังไม่มีอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อน

“แนวโน้มอีก 1- 2 เดือนข้างหน้า หากตลาดหุ้นไทยมีสภาพแวดล้อมที่ดี มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น งบประมาณเริ่มทำการเบิกจ่ายแล้ว คาดว่าไตรมาส 2 ดัชนีหุ้นไทยอาจปรับตัวดีขึ้น สำหรับหุ้นที่ บล.เอเซีย พลัส มองว่าได้ประโยชน์จากมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 หากงบประมาณถูกทำการเบิกจ่ายแล้ว แนะนำกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น TASCO กลุ่มพลังงาน เช่น BGRIM”

ขยายเวลาเทรด

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มีความเห็นที่สอดคล้องกันว่า การขยายระยะเวลาเทรดหุ้นเพิ่มขึ้น 30 นาที คาดว่ายังไม่มีผลต่อการเพิ่มวอลุ่มเทรดแต่อย่างใด และไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นผันผวน  รวมถึงไม่น่าจะมีผลต่อดัชนีหุ้นไทย เนื่องจากระยะเวลาเทรดหุ้นทั้งวันยังเหมือนเดิม

ส่วนปัจจัยที่จะเพิ่มวอลุ่มเทรดในตลาดหุ้นไทยได้จริงนั้น นายณัฐพล มองว่า มาจากปัจจัยพื้นฐานและความเชื่อมั่นของนักลงทุนเท่านั้น ในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน เช่น ราคาหุ้นไทยตอนนี้ต่ำกว่าตลาดอื่นๆ

ตลอดจนมาตรการที่เข้มขึ้นของตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) หากเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้สูงมากจริงจะทำให้วอลุ่มเทรดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นแน่นอน

นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก มองว่า การขยายเวลาซื้อขาย จะช่วยให้ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น แต่ในเชิงปัจจัยการซื้อ-ขาย ยังไม่ส่งผลกระทบมากนัก

อย่างไรก็ตามมองว่าทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ มีปัจจัยบวกในประเทศ เรื่องสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างงบประมาณปี 2567 เตรียมส่งวุฒิสภาพิจารณา ส่วนปัจจัยภายนอก เรื่องดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่นักวิเคราะห์ให้น้ำหนักมากขึ้นว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ย จากเดิม 56% เป็น 71%

ด้านบล.กรุงศรี ระบุว่า ไม่ได้ให้น้ำหนักกับประเด็นนี้ มองเป็นเพียงการเพิ่มมูลค่าซื้อขายต่อวันเท่านั้น ไม่มีผลต่อทิศทางของดัชนีตลาดหุ้นในวันนั้นๆ ดัชนีที่ลดลงยังมองเป็นโอกาสสะสมหุ้นที่ได้ผลบวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่า

 

อ่านข่าวเพิ่มเติม :