ทริส หั่นเรทติ้ง GRAND ลดหนี้ช้า ผลงานอ่อนแอ เกาะติดขายทรัพย์สิน

344
GRAND แกรนด์ แอสเสท

ทริส ลดอันดับเครดิตองค์กร แกรนด์ แอสเสทฯ เป็น “B+” จาก “BB-”แนวโน้ม “Negative”แผนลดภาระหนี้ล่าช้า ผลการดำเนินงานอ่อนแอกว่าคาด

วันที่ 26 มีนาคม 2567 ทริสเรทติ้งประกาศลดอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ. แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND) เป็นระดับ “B+” จากระดับ “BB-” โดยแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทยังคง “Negative” หรือ “ลบ”

การลดอันดับเครดิตเป็นผลมาจากการที่บริษัทดำเนินการตามแผนการลดภาระหนี้ล่าช้าและผลการดำเนินงานของบริษัทอ่อนแอกว่าการคาดการณ์

ทั้งนี้ ระดับภาระหนี้ในปัจจุบันของบริษัทนั้นสูงเกินไปเมื่อเทียบกับผลกำไรที่ทำได้จนทำให้เงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทติดลบอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งผลการดำเนินงานของบริษัทยังคงได้รับแรงกดดันจากยอดขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ซบเซาตลอดจนค่าใช้จ่ายดำเนินงานและต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative” หรือ “ลบ” สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของแผนการลดภาระหนี้ของบริษัท

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต : ความล่าช้าของแผนการลดภาระหนี้

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้พิจารณาที่จะขายสินทรัพย์บางส่วนออกไปเพื่อลดภาระหนี้ลง อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวยังไม่สำเร็จผลจนถึงปัจจุบัน ภาระหนี้ของบริษัทอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ณ เดือนธันวาคม 2566 ซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนทางการเงินที่จำนวน 1 พันล้านบาทเมื่อเทียบกับกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่บริษัททำได้ที่จำนวน 0.6 พันล้านบาทเท่านั้น

สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะดำเนินการขายโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ภายในปี 2567 โดยคาดว่าบริษัทจะได้เงินจากการขายสินทรัพย์ดังกล่าวที่จำนวนประมาณ 5 พันล้านบาทจากการประเมินมูลค่าครั้งล่าสุด

บริษัทมีแผนที่จะชำระคืนหุ้นกู้ส่วนใหญ่ของบริษัทภายในสิ้นปี 2567 ด้วยเงินที่ได้รับจากการขายสินทรัพย์ โดยสินทรัพย์หลักประกอบไปด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทในบมจ. โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) (ROH) และเงินลงทุนของบริษัทในบริษัท แกรนด์ ริเวอร์ ฟอร์เรสท์ จำกัด (GRF)

ความสำเร็จของบริษัทในการลดภาระหนี้ลงอย่างมีนัยสำคัญจะเป็นปัจจัยบวกต่ออันดับเครดิตของบริษัท อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าของธุรกรรมการขายเงินลงทุนดังกล่าวยังคงต้องติดตามต่อไป

การฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมจะยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ทริสเรทติ้งคาดว่าธุรกิจโรงแรมของบริษัทจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีข้างหน้าโดยเป็นไปในทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่คาดว่าจะฟื้นตัว

ส่วนรายได้จากกิจการโรงแรมของบริษัทนั้นคาดว่าจะอยู่ที่ 2.2-2.5 พันล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2567-2569

ยอดขายอสังหาริมทรัพย์มีสัญญาณที่ดีขึ้น

ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทจะปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงระหว่างปี 2567-2569 ปัจจุบันบริษัทเป็นเจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่บริษัทพัฒนาเองจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียม “ไฮด์ สุขุมวิท 11” และโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน (Mixed-use) ในจังหวัดระยอง

โดยสมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ายอดขายของโครงการทั้ง 2 แห่งจะอยู่ที่ประมาณ 450 ล้านบาทต่อปีในช่วงปีประมาณการการขายยูนิตที่เหลือของโครงการไฮด์ สุขุมวิท 11 ยังคงเป็นไปด้วยความท้าทายในปี 2566 แม้ว่าอุปสงค์คอนโดมีเนียมจะฟื้นตัวก็ตาม

โดยบริษัทบันทึกยอดขายที่จำนวนทั้งสิ้น 169 ล้านบาทหรือประมาณ 4% ของมูลค่าโครงการในปี 2566 โครงการดังกล่าวมีห้องชุดเหลือขายมูลค่าทั้งสิ้น 0.9 พันล้านบาทหรือคิดเป็น 22% ของมูลค่าโครงการ ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์และพร้อมโอนให้แก่ลูกค้าเมื่อปี 2560

ส่วนโครงการในจังหวัดระยองนั้นยังคงไม่มียอดขายในปี 2566 เช่นเดียวกับปีก่อนหน้าเนื่องจากความล่าช้าที่ต่อเนื่องในการก่อสร้างสาธารณูปโภคส่วนกลางของโครงการ

ที่ริสเรทติ้งคาดว่ายอดขายของโครงการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเนื่องจากยังคงมีความไม่แน่นอนว่าบริษัทจะสามารถขายวิลล่าระดับหรูดังกล่าวได้ตามราคาเป้าหมายและในกรอบเวลาที่สมเหตุสมผลได้หรือไม่

ทั้งนี้ โครงการแบบผสมผสานที่จังหวัดระยองนั้นประกอบไปด้วยโครงการอสังหาริมทรัพย์ 3 ประเภท ได้แก่ วิลล่าเพื่อขายจำนวน 61 หลัง โรงแรมขนาด 205 ห้อง 1 แห่ง และคอนโดมิเนียมอีก 1 โครงการ

บริษัทได้ก่อสร้างวิลล่าบริเวณริมชายหาดแล้วเสร็จไปแล้วจำนวน 9 หลังตั้งแต่ในช่วงต้นปี 2564 และตั้งราคาขายไว้ที่ 50-60 ล้านบาทต่อยูนิต ในการนี้ บริษัทวางแผนจะพัฒนาโรงแรมและคอนโดมีเนียมต่อหลังจากที่การก่อสร้างวิลล่าแล้วเสร็จ โดยคาดว่าโครงการโรงแรมจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2568

นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดตั้งกิจการร่วมค้าขึ้นมาจำนวน 2 แห่งเพื่อพัฒนาโครงการคอนมิเนียม 2 โครงการในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งประกอบด้วยโครงการ “ไฮด์ เฮอริเทจ ทองหล่อ” ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท และโครงการ “ไฮด์ ริเวอร์ เบย์” ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเจริญนครบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้วยเช่นกัน

โดยโครงการไฮด์ เฮอริเทจ ทองหล่อ มีความพร้อมในการโอนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 และในปี 2566 โครงการดังกล่าวรับรู้รายได้ที่จำนวนทั้งสิ้น 1.3 พันล้านบาท ซึ่งลดลงจากปี 2565 ประมาณ 10%

ทั้งนี้ ณ เดือนธันวาคม 2566 โครงการมียอดขายที่รอรับรู้รายได้รวมทั้งสิ้น 365 ล้านบาทซึ่งทั้งหมดคาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2567 โครงการมีห้องชุดเหลือขายมูลค่าทั้งสิ้น 3 พันล้านบาทหรือคิดเป็น 49% ของมูลค่าโครงการ

ส่วนโครงการไฮด์ ริเวอร์ เบย์ นั้นยังคงอยู่ในระหว่างการปรับรูปแบบโครงการและอยู่ในขั้นตอนการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment — EIA)

ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าโครงการไฮด์ เฮอริเทจ ทองหล่อ จะรับรู้รายได้ที่ประมาณ 0.6-1.0 พันล้านบาทต่อปีในช่วงระหว่างปี 2567-2569 และคาดว่าโครงการไฮด์ ริเวอร์ เบย์ จะยังคงสถานะปัจจุบันต่อไปในช่วงปีประมาณการเนื่องจากยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มของกิจการร่วมค้าว่าโครงการจะดำเนินต่อไปหรือบริษัทจะขายเงินลงทุนของบริษัทในกิจการร่วมค้าดังกล่าว

ธุรกิจผลิตถุงมือยางจะยังคงเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทาย

ณ เดือนธันวาคม 2566 บริษัทมีสายการผลิตถุงมือยางที่พร้อมดำเนินงานจำนวน 3 สาย ส่วนการติดตั้งสายการผลิตที่ 4 นั้นได้เลื่อนออกไปในปี 2568 เนื่องจากอุปสงค์ยังคงต่ำกว่าอุปทาน

ในปี 2566 กิจการร่วมค้ามีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 167 ล้านบาทเนื่องจากราคาถุงมือยางยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าที่บริษัทคาดการณ์ไว้เมื่อเริ่มต้นโครงการอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ราคาถุงมือยางที่ลดต่ำลงนั้นเป็นผลมาจากสถานการณ์อุปทานล้นตลาดของอุตสาหกรรมถุงมือยางในช่วงที่มีอุปสงค์ที่สูงมาก ณ จุดสูงสุดของภาวะการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19)

ทริสเรทติ้งคาดว่ากิจการร่วมค้าจะยังคงมีผลขาดทุนต่อไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเนื่องจากคาดว่าราคาถุงมือยางจะยังคงได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์อุปทานถุงมือยางที่ล้นตลาด

ในช่วงปลายปี 2563 บริษัทได้ร่วมมือกับหุ้นส่วนทางธุรกิจรายหนึ่งซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 30 ปีในการผลิตถุงมือยางเพื่อจัดตั้ง บริษัท แกรนด์ โกลบอล โกลฟส์ จำกัด (GGG) โดยแผนเดิมนั้นบริษัทจะก่อสร้างโรงงาน 2 แห่งซึ่งมีสายการผลิตจำนวนทั้งหมด 16 สายให้แล้วเสร็จและเริ่มดำเนินงานให้ได้ในปี 2564

ความล่าช้าของโครงการและสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงในเชิงลบส่งผลให้บริษัทต้องปรับลดแผนการดำเนินงานลงและตัดสินใจที่จะหยุดการขยายกำลังการผลิตหลังจากที่ติดตั้งสายการผลิตทั้ง 4 สายแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ ณ เดือนธันวาคม 2566 บริษัทได้ลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้นไปเป็นจำนวนประมาณ 82 ล้านบาทและลงทุนในส่วนของเงินให้กู้ยืมจากผู้ถือหุ้นใน GGG ไปประมาณ 375 ล้านบาท เนื่องจากกิจการร่วมค้ามีผลขาดทุนเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน มูลค่าทางบัญชีของเงินลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงลดลงจนเป็นศูนย์

ภาระหนี้มีแนวโน้มจะยังคงอยู่ในระดับสูง

จากสมมติฐานที่บริษัทจะขายกิจการโรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ภายในปี 2567 ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทจะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 8.0-8.7 พันล้านบาทในระหว่างปี 2567-2569 จากระดับประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2566

สมมติฐานกรณีพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าเงินลงทุนในธุรกิจโรงแรมและต้นทุนในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ที่จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 2.0 พันล้านบาทในช่วงเวลา 3 ปีข้างหน้า ด้วยค่าใช้จ่ายดำเนินงานในระดับสูงและความคืบหน้าของการขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อยเป็นค่อยไป EBITDA ของบริษัทจึงคาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 0.6-0.7 พันล้านบาทต่อปีด้วยอัตรา EBITDA Margin ที่ระดับประมาณ 22%-23% ในช่วงระหว่างปี 2567-2569

ดังนั้น อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทจึงคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 11-14 เท่าในช่วงปีประมาณการ

ทริสเรทติ้งคาดว่าต้นทุนทางการเงินของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูงโดยมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ปรับปรุงแล้วที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 1 พันล้านบาทในปี 2567 ก่อนที่จะปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.7 พันล้านบาทต่อปีในช่วงระหว่างปี 2568-2569 ดังนั้น เงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทจึงคาดว่าจะยังคงติดลบในช่วงปีประมาณการ

เงื่อนไขทางการเงินของหุ้นกู้ของบริษัทกำหนดให้บริษัทต้องรักษาอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินสุทธิต่อทุนให้อยู่ที่ระดับไม่เกิน 3.5 เท่า บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 2.0 เท่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 หากบริษัทยังคงมีผลขาดทุนจากการดำเนินงานตามที่คาดการณ์ ส่วนของผู้ถือหุ้นที่อ่อนแอลงอาจส่งผลให้ส่วนเผื่อสำหรับการรักษาเงื่อนไขทางการเงินดังกล่าวมีแนวโน้มลดลง

ณ เดือนธันวาคม 2566 บริษัทมีภาระหนี้สินรวมจำนวน 1.22 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวนประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาทซึ่งประกอบด้วยเงินกู้และหุ้นกู้ที่มีหลักประกันของบริษัทและภาระผูกพันที่จะต้องซื้อสินทรัพย์โรงแรมกลับคืนมาจากทรัสต์ฯ

ทั้งนี้ เนื่องจากอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 92% ซึ่งสูงกว่าระดับ 50% ตาม “เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้” ของทริสเรทติ้งเป็นอย่างมาก

ทริสเรทติ้งจึงมองว่าเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันมีความด้อยสิทธิกว่าเจ้าหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนอย่างมีนัยสำคัญเมื่อพิจารณาจากสิทธิเรียกร้องในสินทรัพย์ของบริษัท

ความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากแผนการลดภาระหนี้ที่ล่าช้า

ทริสเรทติ้งคาดว่าสภาพคล่องของบริษัทจะยังคงตึงตัวอย่างมาก ทั้งนี้ ณ เดือนธันวาคม 2566 บริษัทมีแหล่งเงินทุนซึ่งประกอบไปด้วยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวนประมาณ 1.4 พันล้านบาท

ในขณะที่บริษัทมีหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 5 พันล้านบาท ซึ่งรวมถึงหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนจำนวน 4.8 พันล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานที่ติดลบประมาณ 0.3 พันล้านบาทและงบลงทุนที่ประมาณ 0.8 พันล้านบาทในปี 2567

หากบริษัทไม่สามารถดำเนินการขายสินทรัพย์เพื่อลดภาระหนี้ได้ตามแผน ทริสเรทติ้งมองว่าบริษัทจะเผชิญกับความท้าทายเพิ่มมากขึ้นในการหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ติดลบและกู้ยืมใหม่ (รีไฟแนนซ์) เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนของบริษัท

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

  • รายได้จากธุรกิจโรงแรมจะอยู่ที่ประมาณ 2.2-2.5 พันล้านบาทต่อปีในช่วงระหว่างปี 2567-2569
  • รายได้จากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะอยู่ที่ประมาณ 450 ล้านบาทต่อปีในช่วงระหว่างปี 2567-2569
  • อัตรา EBITDA Margin จะอยู่ที่ประมาณ 22%-23% ในช่วงระหว่างปี 2567-2569
  • เงินลงทุนรวมจะอยู่ที่ประมาณ 2.0

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :