PwC เผย ซีอีโอไทย หวั่นธุรกิจไปไม่รอดในอีก 10 ปีข้างหน้า ภูมิอากาศ-เทคโนโลยีเปลี่ยน

350

PwC เผยพบว่ากว่า 67% ซีอีโอไทย หวั่นธุรกิจไทยไปไม่รอดในอีก 10 ปีข้างหน้า เผชิญแรงกดดันจากสภาพภูมิอากาศ-เทคโนโลยี AI ส่วนปี 67 ส่วนใหญ่มั่นใจเศรษฐกิจไทยดีกว่าปีก่อน ตามแนวโน้มส่งออก-ท่องเที่ยวฟื้นตัว

นายพิสิฐ ทางธนกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท PwC ประเทศไทย เปิดเผยรายงานผลสำรวจซีอีโอทั่วโลกประจำปี ครั้งที่ 27 ฉบับประเทศไทย พบว่า 67% ของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ชาวไทย ไม่คิดว่าธุรกิจของพวกเขาจะสามารถอยู่รอดได้เชิงเศรษฐกิจในอีก 10 ปีข้างหน้า หากยังดำเนินธุรกิจรูปแบบเดิมๆ เพราะจะเจอแรงกดดันจากกระแสการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเข้ามาของเทคโนโลยี AI

“การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นอีกสองเมกะเทรนด์โลกที่จะยิ่งเข้ามาเพิ่มแรงกดดันในการทำธุรกิจให้กับซีอีโอมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเรามองไม่ต่างจากซีอีโอไทยส่วนใหญ่ว่า หากยังไม่มีการพลิกโฉมธุรกิจเพื่ออนาคตข้างหน้า ก็มีความเป็นไปได้สูงว่า หลาย ๆ ธุรกิจไทยก็อาจจะไปไม่รอดในอีก 10 ปีข้างหน้า” นาย พิสิฐ กล่าว

อย่างไรก็ตาม 52% ของซีอีโอไทย ประเมินว่า แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้จะเติบโตกว่าปีก่อน ตามแนวโน้มการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการค้าโลกที่เริ่มฟื้นตัว เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวภายหลังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพิ่มขึ้นจากปัจจัยส่งเสริมการเดินทาง เช่น การยกเว้นวีซ่าให้แก่นักท่องเที่ยวในหลาย ๆ ประเทศ

แต่มีซีอีโอไทยเพียง 27% เท่านั้น ที่มั่นใจว่ารายได้ของบริษัทตนปี 67 จะเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา โดยอัตราเงินเฟ้อ (30%) ความเสี่ยงทางไซเบอร์ (24%) และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (21%) จะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญสามอันดับแรกที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจในอีก 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณฯ ปี 67 และอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอตัวลง รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่ต้องติดตาม

นอกจากนี้ 73% ของซีอีโอไทย มองว่าการขาดความสามารถด้านเทคโนโลยี ถือเป็นอุปสรรคอันดับแรกที่จะส่งผลต่อการพลิกโฉมองค์กร (ในระดับปานกลาง มาก หรือมากที่สุด) ตามมาด้วยสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ การลำดับความสำคัญของการปฏิบัติงานที่แข่งขันกัน และพนักงานขาดทักษะความสามารถที่ 57% เท่ากัน

สำหรับข้อมูลจากรายงานผลสำรวจ ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาซีอีโอไทยได้เร่งดำเนินการในด้านต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยน แปลงสภาพภูมิอากาศ เช่นเดียวกับซีอีโอทั่วโลกและในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แต่แม้ว่า 79% ของซีอีโอไทยจะกล่าวว่า ตนกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว

แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่ซีอีโอไม่มีแผนที่จะดำเนินการ เช่น 36% กล่าวว่า พวกเขาไม่ได้วางแผนที่จะลงทุนในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโดยอิงธรรมชาติเป็นพื้นฐาน และอีก 36% ก็ไม่มีแผนที่จะนำความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศมาผนวกเข้ากับการวางแผนทางการเงินของตนแต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้น ซีอีโอไทย 58% ไม่ยอมรับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ต่ำกว่าจากการลงทุนที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่องว่างที่ยังคงมีอยู่ของการออกนโยบาย หรือมาตรการส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนของประเทศ

สำหรับการเข้ามาของ AI ในภาคธุรกิจนั้น รายงานผลสำรวจของ PwC ระบุว่า 36% ของซีอีโอไทยได้มีการนำ AI ไปใช้ในบริษัทของตนแล้ว ขณะที่ 24% ได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของบริษัทอันเนื่องมาจาก AI ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สอดคล้องกับตัวเลขทั่วโลกที่ 32% และ 31% และเอเชียแปซิฟิกที่ 33% และ 28%

ทั้งนี้ ซีอีโอไทยมีมุมมองเชิงบวกต่อ AI โดย 52% เห็นด้วยว่า AI จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการในอีก 12 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 61% กล่าวว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีที่ธุรกิจสร้าง ส่งมอบ และรวบรวมคุณค่าอย่างมีนัยสำคัญในอีก 3 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ดี 58% ของซีอีโอไทยต่างเห็นตรงกันว่า AI จะส่งผลให้พนักงานภายในองค์กรของตนต้องหันมาพัฒนาทักษะใหม่ ๆ เพื่อรองรับกับการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

“ถึงเวลาแล้วที่ซีอีโอไทยจะต้องนำพาธุรกิจของตนสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อจัดการกับความท้าทายและจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนและการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเพื่ออนาคต รวมทั้งควรต้องบรรจุประเด็นเรื่องความยั่งยืนเข้าไปในกระบวนการทำงานทั่วทั้งองค์กร และที่สำคัญ คือ การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และควรผนวกกรอบการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบเข้ากลยุทธ์ขององค์กร” นาย พิสิฐ กล่าว

“รายงานผลสำรวจซีอีโอทั่วโลกประจำปี ครั้งที่ 27 ของ PwC” ทำการศึกษาและรวบรวมความคิดเห็นของซีอีโอทั่วโลกจำนวนทั้งสิ้น 4,702 ราย จาก 105 ประเทศและอาณาเขตต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงซีอีโอจากประเทศไทย จำนวน 33 ราย (เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มียอดขายมากกว่า 3,500 ล้านบาทต่อปี) ในระหว่างวันที่ 2 ต.ค. – 10 พ.ย.66

โดยตัวเลขของแต่ละประเทศและอาณาเขตในรายงานนี้ ได้รับการถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน (nominal GDP) ของประเทศที่ระบุ เพื่อให้แน่ใจว่ามุมมองของซีอีโอได้สะท้อนภาพรวมของภูมิภาคหลัก ๆ

นอกจากนี้ ตัวเลขระดับอุตสาหกรรมและระดับประเทศมาจากข้อมูลที่ไม่ได้ถ่วงน้ำหนักจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดของซีอีโอจำนวน 4,702 รายซึ่งประกอบไปด้วย ผู้ชาย 4,088 ราย ผู้หญิง 521 ราย และผู้ที่ระบุว่าเป็นเพศอื่น หรือไม่ประสงค์ที่จะระบุอีก 93 ราย