บลจ.ยูโอบี เดินหน้าธุรกิจเพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมเป็นพันธมิตรที่ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกการลงทุน

357

บลจ.ยูโอบี ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้านการจัดการลงทุน เน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่สามารถตอบโจทย์ให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม ครอบคลุมลูกค้าสถาบัน นิติบุคคลและรายบุคคล ผ่านธุรกิจกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและด้วยเครือข่ายของกลุ่มยูโอบี

เชื่อว่าจะทำให้สามารถขยายขีดความสามารถการให้บริการที่ไม่ได้จำกัดแต่เพียงมิติของการลงทุน แต่ยังสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้อย่างครอบคลุมด้วย ทั้งนี้ เพื่อยกระดับการให้บริการการลงทุนที่ครบวงจรมากขึ้น ด้านเศรษฐกิจโลก มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่ ภาพรวมการลงทุนเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่เศรษฐกิจกลุ่มประเทศยุโรปที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง จากการหดตัวของภาคการผลิต รวมถึงจีนที่ยังคงมีความเปราะบางของภาคอสังหาริมทรัพย์ จึงแนะนำกระจายพอร์ตการลงทุนไปยังหุ้นกู้เอกชนที่มีคุณภาพ หุ้นในภูมิภาคเอเชีย หุ้นกลุ่มที่เป็นกระแสหลักของโลก ได้แก่ หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ ESG, นวัตกรรม และกลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพ

นายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด (“บลจ. ยูโอบี”) ได้เปิดเผยว่า บลจ. ยูโอบี มีความมุ่งมั่นให้คำปรึกษาจัดการลงทุนกับนักลงทุนไทย ด้วยความเชี่ยวชาญ พร้อมศักยภาพภายใต้เครือข่ายของกลุ่มยูโอบีในภูมิภาคเอเชีย และพันธมิตรการลงทุนทั่วโลก ส่งผลทำให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนที่ตอบโจทย์การลงทุนในแต่ละภาวะตลาดได้อย่างเหมาะสม ให้กับกลุ่มลูกค้าสถาบันและลูกค้ารายบุคคล

ทำให้ในปีที่ผ่านมา ทาง บลจ.ยูโอบี ได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุน ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ณ ธันวาคม 2023 ที่ 248,000 ล้านบาท (ที่มา AIMC) เติบโตเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปี 2022 ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าสถาบันเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเราสามารถสร้างผลตอบแทนย้อนหลังให้กับการลงทุนของกลุ่มลูกค้าสถาบันได้ดีอย่างต่อเนื่อง และริเริ่มนำเอาปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ามาสู่กระบวนการลงทุนนั้น สอดคล้องกับนโยบายของกลุ่มลูกค้าสถาบัน

ภายใต้แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืนด้วยปัจจัย ESG นั้น เป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นที่ UOB Group ได้นำเอาแนวทางระดับสากลของ PRI (Principles for Responsible Investment) มาปรับใช้ในทุกมิติขององค์กร โดยในปีที่ผ่านมา บลจ. ยูโอบี ได้รับรางวัลด้าน ESG ถึง 3 รางวัลจากสถาบันทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่

  1. Best Asset Management Company Awards : ESG, SET award จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้รับเมื่อ ปี 2023
  2. Best Sustainable Investments Thailand จาก Citywire Asia ได้รับเมื่อ ปี 2023
  3. Best ESG Manager (Thailand), จาก Asia Asset Management ได้รับเมื่อ ปี 2023

รางวัลดังกล่าวสะท้อนความเป็นผู้นำในการผลักดันนโยบาย ESG ในอุตสาหกรรมกองทุนรวม ไม่เพียงแต่ในระดับของธุรกิจ ในระดับนโยบายภาครัฐเองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัจจัย ESG ล่าสุดจึงได้มีการสนับสนุนการจัดตั้งกองทุน THAIESG เพื่อเป็นการส่งเสริมการลงทุนเพื่อความยั่งยืนของประเทศไทย และ บลจ.ยูโอบี ได้มีส่วนร่วมสนับสนุนนโยบายดังกล่าว โดยได้นำเสนอ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด หุ้นไทย ซัสเทนเนเบิล – ชนิดหน่วยลงทุนไทยเพื่อความยั่งยืนและไม่จ่ายเงินปันผล (UTSEQ-THAIESG) ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งการพัฒนาการของ ESG ในตลาดทุนไทย

ด้วยความร่วมมือกันภายใต้เครือข่าย UOB Group เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารายบุคคลของธนาคารยูโอบี จึงร่วมกับทีม UOB Private Banking CIO ของสิงคโปร์ นำเสนอ 2 เป้าหมายการลงทุนผ่าน CIO Funds คือ เพื่อโอกาสสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ (Income) ได้แก่ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม ฟันด์ TH หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UIFT-N) และ เพื่อสร้างโอกาสเติบโตของเงินลงทุน ได้แก่ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกรท ฟันด์ TH หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (UGFT) ซึ่งมีจุดเด่นลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก สามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมในแต่ละภาวะตลาด

สำหรับกลุ่มลูกค้าสถาบัน โดยร่วมมือกับทีม Group Wholesale Banking ของธนาคารยูโอบี เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศผ่านการให้บริการของธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

นอกจากนี้ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนทางเลือกใหม่ให้กับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ บลจ.ยูโอบี ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปแบบกองทุนรวมทรัพย์สินทางเลือกลงทุนในหน่วย Private Equity หรือหุ้นนอกตลาดที่มีศักยภาพผ่านกองทุนหลัก ซึ่งคัดเลือกพันธมิตรการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกความสำเร็จในการสรรหาผลิตภัณฑ์การลงทุนในรูปแบบใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนและต่อยอดความมั่งคั่งในระยะยาว

นอกจากนี้ ภายใต้การบริหารกองทุนอย่างมืออาชีพ ล่าสุด บลจ.ยูโอบี ได้รับ รางวัล Best Multi-Asset Manager จาก Asia Asset Management เมื่อต้นปี 2024 นับเป็นครั้งแรกของ บลจ.ยูโอบี ที่ได้รับรางวัลสาขานี้ และ กองทุนเปิด ยูโอบี ชัวร์ เดลี – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อการออม (UOBSD-SSF) ได้รับรางวัล Best Fund of the Year 2023, SSF Fixed Income Fund จากวารสารการเงินธนาคาร ซึ่งได้รับในปี 2023 เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นบริษัทชั้นนำในด้านการจัดการทั้ง 3 ธุรกิจ ได้แก่ กองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินครอบคลุมกลุ่มลูกค้าสถาบันและลูกค้ารายบุคคล

นายวนา ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางกลยุทธ์ในปี 2024 บลจ.ยูโอบี จะมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์กองทุนที่เหมาะสมกับแต่ละสภาวะตลาด และให้คำปรึกษาการลงทุนแบบครบวงจร (One-stop advisory services) ส่วนการขยายธุรกิจในกลุ่มลูกค้าสถาบันจะเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์การเงินแบบองค์รวม มุ่งหวังตอบโจทย์ครอบคลุมทุกมิติด้านการเงิน ที่ไม่ได้จำกัดเพียงแต่การจัดการลงทุนเท่านั้น (Beyond Investment) โดยร่วมมือกันภายใต้เครือข่าย UOB Group และได้นำปัจจัย ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บลจ.ยูโอบี อยู่ระหว่างการพิจารณานำเอาแนวคิด Artificial Intelligence (AI) มาใช้ในกระบวนการลงทุนอีกด้วย เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวและเป็นการต่อยอดการพัฒนาอุตสาหกรรมกองทุนของไทยให้มีความยั่งยืน

ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคปี 2023 และมุมมองการลงทุนปี 2024

เศรษฐกิจโลกในปี 2023 เติบโตที่ 3.10% และคาดการณ์จะปรับลดลงที่ 2.70% ในปีนี้ และจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.00% ในปีหน้า (ที่มา : Bloomberg Analyst Consensus as of 8 February 2024) จากที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตได้ต่อเนื่องและชะลอตัวในลักษณะน้อยกว่าที่ตลาดกังวล (Better Than Fear) รวมถึงทิศทางอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจนและภาคการจ้างงานที่ชะลอตัวลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปช่วยสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณยุติการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

โดยมีโอกาสสูงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวแบบไม่รุนแรง (Soft Landing) และเปลี่ยนผ่านเข้าสู่วัฏจักรเศรษฐกิจระยะปลาย (Late Cycle) สำหรับตลาดหุ้นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อนแรง จากอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงชัดเจน รวมถึงภาคการจ้างงานที่ชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ในขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียมีความผันผวนมากขึ้นหลังจากแนวโน้มการฟื้นตัวจากการเปิดประเทศเริ่มหมดไปและเผชิญกับความท้าทายจากอุปสงค์ภายนอกที่ชะลอตัวลงจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตลดลง

โดยมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ ความเปราะบางของภาคอสังหาริมทรัพย์โดยแม้ว่าจะมีการกระตุ้นจากภาครัฐออกมาแล้ว แต่ยังมีความท้าทายของรัฐบาล คือ การหาจุดสมดุลทางนโยบายในการแก้ปัญหาระยะสั้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์กับการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจ

ส่วนตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET ในไตรมาสที่ 4/2023 ปรับตัวลดลง โดยเผชิญกับแรงขายต่างชาติอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นที่ลดลงและความกังวลในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจจะไม่ตรงจุดและเพิ่มภาระทางการคลังในระยะยาว รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับเข้ามาช้ากว่าที่คาด และความกังวลเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลกที่กระทบต่อภาคการส่งออก

จากภาพรวมเศรษฐกิจดังกล่าว ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามดังนี้

    1. อัตราเงินเฟ้อที่แม้ว่าจะปรับตัวลดลงแล้วแต่ต้องติดตามดูพัฒนาการว่าจะสามารถปรับตัวลดลงได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่
    2. ความสอดคล้องกันระหว่างการดำเนินนโยบายทางการเงินของ Fed ที่ต้องสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมอัตราเงินเฟ้อ และการบริหารความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย
    3. จับตาดูผลจาก Credit Conditions ที่เข้มงวดก่อนหน้านี้มากขึ้น ว่าจะส่งผ่านไปยัง Real Sector มากน้อยแค่ไหน

บลจ.ยูโอบี มีมุมมองว่าการบริหารความเสี่ยงท่ามกลางสภาวะความไม่แน่นอนเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญและต้องอาศัยการคัดสรรและการกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายสินทรัพย์ควบคู่กันไปด้วย จึงแนะนำให้ลดน้ำหนักการถือครองเงินสดและตราสารหนี้ภาครัฐระยะสั้น เนื่องจากวัฏจักรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนทั่วโลก เนื่องจาก Treasury ที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วทำให้ระดับ Yield ในฝั่ง Credit มีความน่าสนใจมากกว่า

ในขณะเดียวกันแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่า จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ Credit Spread ปรับตัวลดลงได้อีก ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ยังคงต้องอาศัยการคัดสรรตราสารที่มากขึ้น (Selection) เช่น การใช้ปัจจัย ESG เพื่อคัดกรองบริษัทที่มีคุณภาพและช่วยลดความผันผวน และ Downside จากการลงทุน ในขณะเดียวกันได้เพิ่มน้ำหนักหุ้นกลุ่มประเทศในฝั่งเอเชียที่มี Valuation ที่น่าสนใจและมีโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนจะไหลกลับหลังจากทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

โดยการจัดสรรการลงทุนดังกล่าว เราเชื่อว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงได้แม้ในช่วงเวลาที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลง

บลจ. ยูโอบี ขอแนะนำทางเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุน ตามวัตถุประสงค์ในการลงทุนของผู้ลงทุน ดังนี้

1. เพื่อบริหารสภาพคล่อง

    • กองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (TCMF) ระดับความเสี่ยง 1
    • กองทุนเปิด ไทย แคช แมเนจเม้นท์ ชนิดเพื่อผู้ลงทุนนิติบุคคล (TCMF-I) ระดับความเสี่ยง 1 เป็นกองทุนรวมตลาดเงิน ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีคุณภาพและมีสภาพคล่อง ลงทุนในเงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล และพันธบัตรภาคเอกชนที่อยู่ในระดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ A- ขึ้นไป กองทุนกลุ่มนี้มีสภาพคล่องสูงและมีความเสี่ยงต่ำ เหมาะสำหรับการบริหารสภาพคล่องในภาวะที่ตลาดผันผวน

2. เพื่อโอกาสกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ และรับความผันผวนได้ปานกลาง

    • กองทุนเปิด ยูไนเต็ด โกลบอล อินคัม สตราทีจิค บอนด์ ฟันด์ (UGIS) ระดับความเสี่ยง 5 ซึ่งเป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่ลงทุนผ่านกองทุนหลัก PIMCO GIS Income Fund (Class I) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้หลากหลายประเภททั้งภาครัฐและเอกชนทั่วโลก เพื่อกระจายแหล่งที่มาของรายได้ และสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ

3. เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย (CIO Funds) และรับความผันผวนได้ปานกลาง

    • เพื่อโอกาสสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ (Income) : กองทุนเปิด ยูไนเต็ด อินคัม ฟันด์ TH หน่วยลงทุนชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนแบบปกติ (UIFT-N) ระดับความเสี่ยงกองทุน 6 ลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกผ่านกองทุนหลัก กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ

อ่านข่าวอื่น ๆ