KGI รุกธุรกิจ “DR” เพิ่มทางเลือกนักลงทุนที่ต้องการลงทุนต่างประเทศ

655
บล.เคจีไอ

บล.เคจีไอ ลุยตลาด “DR” เพิ่มทางเลือกนักลงทุนที่ต้องการลงทุนต่างประเทศออก 3 หลักทรัพย์เข้าเทรดคือ “JAPAN13” – “HK13” – “HKTECH13” อ้างอิงกองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นชั้นนำขนาดใหญ่ของ ญี่ปุ่น-จีน-ฮ่องกง

นายเจนวิทย์ ชินกุลกิจนิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจตราสารอนุพันธ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) มีมุมมองต่อตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ประเทศไทย ว่า

ภาพในอดีตที่ว่าดัชนีตลาดหุ้นหลักปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ดัชนีหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลกปรับขึ้นตาม อาจจะไม่เป็นไปตามนั้นแล้วในสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในสกุลเงินดอลลาร์อยู่ในระดับที่สูง เพราะอัตราดอกเบี้ยที่สูงนั้นมีผลกระทบกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจแต่ละประเทศแตกต่างกัน

ทำให้ในปี 2023 เราได้เห็นการเคลื่อนตัวแยกจากกันอย่างชัดเจนของดัชนีตลาดหุ้นประเทศหลัก ๆ ทั่วโลก ดัชนี S&P500 และดัชนี Nikkei225 ปรับเพิ่มขึ้น 24% และ 30% ในขณะที่ดัชนี Hang Seng รวมทั้งดัชนี SET กลับปรับตัวลงกว่า 15% การกระจายความเสี่ยงของเงินลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศจึงมีความสำคัญมากขึ้น

อย่างไรก็ตามการลงทุนในต่างประเทศโดยตรงอาจมีข้อติดขัดบางอย่าง เช่น ต้องเปิดบัญชีหุ้นที่ต่างประเทศ และต้องมีการเสียภาษีบนกำไรที่นำกลับเข้ามา เป็นต้น การลงทุนต่างประเทศผ่าน DR จึงถือเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

โดย DR ซื้อขายบนตลาดหุ้นไทย มีราคา Bid-Offer ที่ราคาอ้างอิงกับราคาหุ้นต่างประเทศที่แปลงมาเป็นสกุลเงินไทยบาท นักลงทุนสามารถใช้บัญชีซื้อขายหุ้นปกติลงทุน DR ได้ จึงมองเห็นแนวโน้มของ DR ที่ยังสามารถเติบโตในตลาดได้อีกค่อนข้างมาก ทั้งในแง่ของการกระจายตัวของหลักทรัพย์อ้างอิงที่จะเพิ่มขึ้น และมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่น่าจะเพิ่มขึ้นตาม

นายเจนวิทย์ กล่าวถึง แผนการออก DR ปีนี้ของ บล.เคจีไอ ว่า ความต้องการการลงทุนของนักลงทุนไปในตลาดต่างประเทศแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกที่สนใจตลาดหุ้นที่ร้อนแรงในปี 2023 คือตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่ถูกมองว่ามีความโดดเด่นไม่แพ้ตลาดหุ้นอเมริกา และความคาดหวังจากมาตรการเชิงรุกของ Tokyo Stock Exchange ที่กระตุ้นให้บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นส่งแผนแนวทางในการเพิ่มมูลค่าของบริษัท (อ้างอิงจาก ประกาศของ Tokyo Stock Exchange “Action to Implement Management that is Conscious of Cost of Capital and Stock Price”)

และกลุ่มนักลงทุนที่สนใจลงทุนในตลาดหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจีนหลังราคาหุ้นปรับลงมาแรงต่อเนื่อง 3 ปีมากกว่า 50% และเชื่อว่าดัชนีที่ปรับลงมาได้สะท้อนข่าวลบเพียงพอแล้ว ในปีนี้ทาง บล.เคจีไอได้ออก DR 3 ตัวให้ครอบคลุมความต้องของนักลงทุนทั้ง 2 กลุ่ม ได้แก่ JAPAN13 ที่ลงทุนในกองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น และมีการปิดความเสี่ยงค่าเงินเยนไปเป็นสกุลเงินดอลลาร์ และ HK13 และ HKTECH13 ที่ลงทุนในกองทุนอีทีเอฟที่ลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจีนและฮ่องกง

HK13 และ HKTECH13 จะแตกต่างกันในส่วนของหุ้นที่เลือกลงทุน โดย HK13 จะเป็นการกระจายการลงทุนตามดัชนี Hang Seng ที่ครอบคลุมหุ้นมากกว่า 80 ตัว เช่น HSBC Holding, TENCENT, AIA Group และ ALIBABA Group เป็นต้น ในขณะที่ HKTECH13 จะเป็นการลงทุนตามดัชนี Hang Seng TECH ที่เน้นลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี 30 ตัว เช่น XIAOMI, TENCENT, NETEASE และ BAIDU เป็นต้น

“ในอนาคต หลัก ๆ แผนการออก DR ของเรา จะยังคงให้ความสำคัญกับความต้องการของนักลงทุนเป็นหลัก ว่าต้องการลงทุนในหุ้น หรือ ETF ของประเทศไหน เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกการลงทุนในหุ้นต่างประเทศให้กับนักลงทุนในวงกว้างได้” นายเจนวิทย์ กล่าว

ทั้งนี้หุ้นอ้างอิงของ DR จะแบ่งเป็นหุ้นอ้างอิงรายตัว กับหุ้นอ้างอิงที่เป็น ETF ทาง บล.เคจีไอมองว่านักลงทุนควรเริ่มลงทุนต่างประเทศผ่าน DR ที่อ้างอิงกับ ETF ก่อน เพราะจะได้ลดความเสี่ยงของการเลือกหุ้นต่างประเทศรายตัวซึ่งการติดตามข่าวสารให้ทันท่วงทีอาจทำได้ยาก ทาง บล.เคจีไอจะเน้นออก DR ที่อ้างอิงกับ ETF ก่อนในระยะแรก

แนวทางในการเลือกหุ้นอ้างอิงที่คาดว่าจะออก จะให้ความสำคัญกับ ETF ที่นำมาอ้างอิงจะต้องมีสภาพคล่องเพียงพอในต่างประเทศ โดยดูจากส่วนต่างของราคา Bid-Offer ของหุ้นอ้างอิง, ช่วงเวลาในการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศและตลาดหลักทรัพย์ไทยต้องไม่แตกต่างจนเกินไป

รวมถึงอ้างอิงกับอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความน่าเชื่อถือและมีเสถียรภาพ ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้จะทำให้ DR ที่ทาง บล.เคจีไอจะออกในอนาคตจะมีสภาพคล่องที่สูงเพียงพอให้นักลงทุนซื้อขายได้อย่างคล่องตัว

สำหรับจุดเด่นของ DR ที่ออกโดยบล. เคจีไอ นายเจนวิทย์ กล่าวว่า จะเป็นเรื่องความสามารถในการดูแลสภาพคล่องของ DR ให้สะท้อนกับราคาหลักทรัพย์อ้างอิงในต่างประเทศ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ทางการเงิน DW (Derivative Warrant) ที่ทางบริษัทได้ออกมาเป็นรายแรกตั้งแต่ปี 2009 ภายใต้ชื่อ “DW13” ที่นักลงทุนคุ้นเคยกัน

โดยทางทีมงาน DW13 ได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการดูแลสภาพคล่องของ DR ด้วยมาตรฐานเดียวกับการดูแลสภาพคล่องของ DW โดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จะมีการปรับปริมาณ Bid-Offer ของ DR ตามสภาพคล่องของหุ้นอ้างอิงในต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนสามารถมั่นใจได้ว่าสามารถซื้อขาย DR ในปริมาณมาก ๆ ได้ แม้ว่าในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวน

นายเจนวิทย์ กล่าวปิดท้ายว่า นักลงทุนส่วนใหญ่จะมีความรู้และความคุ้นเคยเกี่ยวกับตราสารทางการเงินที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางการลงทุนอยู่แล้ว เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า TFEX และ DW เป็นต้น

แนวทางการขยายฐานการลงทุนใน DR จะเป็นการให้ความรู้นักลงทุนต่อเนื่องและเพิ่มเติมจากตราสารทางการเงินเหล่านี้ที่นักลงทุนคุ้นเคย เช่น DR เป็นตราสารการเงินที่เป็นตัวกลางการลงทุนให้นักลงทุนคล้ายกับ DW ก็จริง แต่การลงทุนใน SET50 DW จะมีการใช้ Leverage ทำให้ราคา SET50 DW จะขึ้นลงเคลื่อนไหวที่มากกว่าดัชนี อีกทั้ง DW มีอายุจำกัดและมีค่าเสื่อมราคาทางเวลา (Time Decay) ทำให้เหมาะสำหรับลงทุนระยะสั้น

ในขณะที่การลงทุนใน DR ก็จะเสมือนนักลงทุนลงทุนในหุ้นต่างประเทศแต่จะไม่มีการใช้ Leverage ราคาของ DR จึงขึ้นลงใกล้เคียงกับดัชนี และ DR เหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะไม่มีหมดอายุ และไม่มีค่าเสื่อมราคาทางเวลา



TagsDRKGI