WEALTH BEING • TAX

เจาะลึกค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เพื่อยื่นเสียภาษีอย่างถูกต้อง : รู้ประเภทเงินได้ รู้สิทธิหักค่าใช้จ่าย

ก่อนที่มนุษย์เงินเดือน หรือผู้ที่มีรายได้อย่างเราๆจะไปขอยื่นเสียภาษีตามกฎหมายนั้น สิ่งที่สำคัญที่ต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างเสียก่อนก็คือ เงื่อนไขของค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนที่เราจะต้องนำมาหักออกจากเงินได้พึงประเมิน ก่อนนำไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปีภาษี 2559 (สำหรับเงินที่ได้รับระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2559-31ธันวาคม 2559) มีกำหนดการยื่นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ถึง วันที่ 31 มีนาคม 2560 การทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน สิ่งที่จะต้องรู้คือประเภทของเงินได้ที่มีอยู่ 8 ประเภท เนื่องจากเงินได้แต่ละประเภทหักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน และหักภาษี ณ ที่จ่ายแตกต่างกัน สำหรับเงินได้แต่ละประเภท มีดังนี้


เงินได้ประเภทที่ 1 คือเงินได้ทุกอย่างที่ได้รับจากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 40% แต่สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท


เงินได้ประเภทที่ 2 คือ เงินได้ที่ได้รับจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำ หรือจากการรับทำงานให้ เช่น ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า เบี้ยประชุม ค่าที่ปรึกษา ค่าวิทยากร ค่ารับจ้างที่ใช้แรงเป็นสำคัญ หักค่าใช้จ่ายได้ 40% สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท เงินได้ประเภทนี้หากมีเกิน 1.8 ล้านบาท ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%


เงินได้ประเภทที่ 3 คือ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เช่น ค่าทรัพย์สินทางปัญญา ค่าสิทธิบัตร เงินได้ประเภทนี้มีแค่ค่าลิขสิทธิ์เพียงรายการเดียวเท่านั้นที่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้แบบเหมา 40% สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท


เงินได้ประเภทที่ 4 คือ เงินได้ประเภท Passive income เช่น เงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก เงินปันผลเงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือตราสารที่แสดงสิทธิในหนี้ เงินได้ประเภทที่ 4 ไม่มีค่าใช้จ่ายให้หักออกได้ แต่จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย เช่น เงินปันผล หักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ถ้าเป็นดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ทั้งนี้ ผู้มีเงินได้จะนำเงินได้ประเภทที่ 4 ไปรวมกับเงินได้ในการยื่นภาษีตอนสิ้นปี และคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า หรือจะใช้สิทธิเลือกเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยไม่ต้องนำเงินได้ดังกล่าวไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อื่นก็


เงินได้ประภทที่ 5 คือ เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน หักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี คือ หักตามจริง และหักแบบเหมาได้ตั้งแต่ 10-30% ขึ้นอยู่กับการให้เช่าทรัพย์สินในแต่ละประเภท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11), และรายได้จากการที่มีคนผิดสัญญาเช่าซื้อหรือผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อน จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 20%


เงินได้ประเภทที่ 6 คือ เงินได้จากวิชาชีพอิสระ 6 ประเภท ได้แก่ การประกอบโรคศิลปะ เช่น แพทย์ที่รักษาคน ส่วนแพทที่รักษาสัตว์ไม่นับเป็นวิชาชีพอิสระ หักค่าใช้จ่ายได้ 60% หรือหักตามจริง อีก 5 วิชาชีพคือ วิชาชีพวิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี วิชาชีพประณีตศิลปกรรม วิชากฎหมาย หักค่าใช้จ่ายได้ 30% หรือหักตามจริง


เงินได้ประเภทที่ 7 คือ เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญนอกจากเครื่องมือ หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 70% หรือหักตามจริง


เงินได้ประเภทที่ 8 คือ เงินได้อื่นนอกจากที่ระบุไว้ในเงินได้ประเภทที่ 1 ถึง 7 หักค่าใช้จ่ายได้ตามจริง หรือหักแบบเหมาได้ 40-92% ตามที่มาของเงินได้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน (ฉบับที่ 11)

ข้อมูลโดย : นางสาว วิชริณี คุปตานนท์ นิติกรปฏิบัติการ สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร วิทยากรในงานสัมมนา “ก้าวทันกฎหมายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” จัดโดยกรมสรรพากร

ติดตามได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ฉบับที่ 418