NEWS UPDATE • Special Article

ผู้นำธนาคารกสิกรไทย ไม่จำเป็นต้อง“ล่ำซำ”

ภายหลังการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 108 ของธนาคารกสิกรไทยเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563 บัณฑูร ล่ำซำ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการและประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของธนาคารกสิกรไทย ที่คีย์แมนคนสำคัญก้าวลงจากตำแหน่งในรอบ 40 ปี 


การรื้อปรับกระบวนการทำงาน หรือ Re-Engineering เป็นคำที่พลิกโฉมวงการธนาคารที่ธนาคารกสิกรไทย โดย “บัณฑูร ล่ำซำ” เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 นับว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ธนาคารมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวจนผ่านพ้นภาวะวิกฤตมาได้ 

แม้จุดเริ่มต้นของธนาคารกสิกรไทย คือ “ล่ำซำ” แต่บัณฑูร กลับไม่ได้มองว่าคนที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้จะต้องเป็น ล่ำซำไปตลอด ย้อนกลับไปในปี 2552 บัณฑูร ล่ำซำ ที่ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของธนาคารกสิกรไทยในสมัยนั้น ได้ให้สัมภาษณ์ กับ “วารสารการเงินธนาคาร” ฉบับเดือนธันวาคม 2552 ในวาระที่ได้รับตำแหน่ง นักการเงินแห่งปี 2552 ( Financier of the year 2009) ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 3 ที่ บัณฑูร  ได้ตำแหน่งนี้ โดยใจความหนึ่งกล่าวถึงการมองหาผู้ที่จะเข้ามารับไม้ต่อจากเขาในธนาคารกสิกรไทย ว่า 


ธุรกิจธนาคารที่เป็น ธนาคารพาณิชย์ Commercial Banking และจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน  Public Company ไม่ควรเป็นธุรกิจครอบครัว เพราะการที่ธุรกิจไปเกี่ยวข้องกับเงินฝากของประชาชน มีรัฐเข้ามาดูแลจะเป็นธุรกิจครอบครัวไม่ได้ ดังนั้นจึงเปิดกว้างถึงการวางตัวผู้นำในการบริหารธนาคารกสิกรไทยในระยะต่อไปว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทจากตระกูล “ล่ำซำ” เพราะคำนึงถึงความมีเสถียรภาพและความก้าวหน้าขององค์กร

“องค์กรใหญ่เราไปเอา Public Money เขามาใช้ ผมว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการหาคนที่ทำได้จริงๆ และสามารถประคองให้ธุรกิจมีเสถียรภาพและความก้าวหน้า ไม่ได้ตัดสินว่าจะต้องเป็นคนในครอบครัว เพราะวันนี้ก็ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เป็นธุรกิจครอบครัว แต่ตั้งใจทำให้เป็นสถาบันการเงินที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มีความก้าวหน้า และเป็นประโยชน์”

นอกจากนี้ บัณฑูรได้เคยฉายภาพของธุรกิจธนาคารท่ามกลางวิกฤตเอาไว้เมื่อ 9 ปี ก่อน ที่เป็นยุควิกฤตการเงินโลก 2008 และกำลังเกิดภาพซ้อนทับกับวิกฤตโรคระบาดในวันนี้ว่า การทำธุรกิจธนาคารในยุคนี้ต้องยึดหลักต้องคิดของใหม่ตลอดเพื่อให้ลูกค้าเดินเข้าร้านได้ เพราะ Banking มี Product เหมือนกันสองเรื่องบริหารต้นทุน หมายถึงกระบวนการผลิต ระบบต่างๆก็ต้องRe-Engineering ตลอดเวลา ไม่ใช่สูตรตายตัวแน่นอน สามคือ เรื่องการบริหารความเสี่ยง สำหรับสถาบันการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

“เป็นโจทย์ที่ไม่มีคำตอบง่ายๆเพราะเมื่อไหร่แบงก์ระวังตัว คนจะมองว่าแบงก์ไม่ยอมปล่อยกู้ เศรษฐกิจก็ไม่หนุน แม้เมื่อเราทำเต็มที่เกิดพังขึ้นมาก็โดนด่าว่าไม่ระวังตัวหรือปล่อยมั่วซั่ว ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ที่ไม่มีคำตอบว่าถูกหรือผิด”


นับเป็นเวลาเกือบ 10 ปี กับการมองหา “คนที่ทำได้จริงๆ”ในแบบที่ บัณฑูร วางใจพอจะมอบหน้าที่ให้สานต่อ เพื่อทำให้ธนาคารกสิกรไทย เป็นสถาบันการเงินที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มีความก้าวหน้า และเป็นประโยชน์ต่อไป


และประชุมคณะกรรมการธนาคารกสิกรไทย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563 มีมติแต่งตั้งให้ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร  รองประธานกรรมการ (อิสระ) เป็นรักษาการประธานกรรมการ ที่รอความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อผ่านความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว กอบกาญจน์ จะเป็นประธานกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระคนแรกของธนาคาร และไม่ใช่คนในตระกูลล่ำซำคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้ นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทย เพิ่งมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ไม่ใช่ล่ำซำไปแล้วคือ ขัตติยา อินทรวิชัย ซึ่งทั้งสองคนเป็นผู้หญิงที่ขึ้นรับตำแหน่งนี้เป็นครั้งแรกในธนาคารกสิกรไทย 

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 ได้พิจารณาแล้วมีมติเอกฉันท์ในการประกาศยกย่อง โดยมอบฉายา “ประธานกิตติคุณ (Chairman Emeritus)” ให้แก่ บัณฑูร ล่ำซำ ซึ่งฉายานี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของธนาคาร แต่เป็นการยกย่องให้เกียรติ

และในฐานะที่ได้ร่วมงานกับธนาคารกสิกรไทยเป็นเวลา 40 ปี บัณฑูร ล่ำซำ  สามารถนำธนาคารผ่านวิกฤตสำคัญของประเทศและของโลกได้หลายครั้ง จนทำให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบที่เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ