NEWS UPDATE • Special Article

ลงทุนในหุ้นขอฟื้นฟูกิจการ ... ต้องระวังถูกลดทุน

สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ "ชำแหละหุ้นฟื้นฟูกิจการ หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยขวากหนาม" ว่า ท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 และการใช้มาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายภาคส่วนต้องหยุดชะงักลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคบริการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เห็นได้จากจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศที่แทบจะเป็นศูนย์ในเดือน เมษายนที่ผ่านมา และคาดว่าจะย่ำแย่ต่อเนื่องตลอดทั้งไตรมาส 2/63 จากการขยายเวลาปิดน่านฟ้าจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ 

แม้ภาคธุรกิจจะพยายามปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่เราเชื่อว่าจะมีหลายกิจการจำเป็นต้องปิดตัวลง หรือต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้ศาลล้มละลาย จากปัญหาการขาดสภาพคล่องและเผชิญกับภาวะขาดทุน ดังนั้น กิจการที่มีฐานะการเงินไม่แข็งแกร่ง จะทำให้มีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบนั่นเอง

การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการภายใต้ศาลล้มละลายเป็นเรื่องเจ็บปวดของผู้ถือหุ้น เพราะโดยหลักการทั่วไปแล้วจะต้องดำเนินการลดทุน ตัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมเพื่อรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนเป็นลำดับแรก หลังจากนั้นจึงจะมีการเจรจากับเจ้าหนี้ ทั้งเรื่องแนวทางการฟื้นฟูกิจการและการปรับโครงสร้างหนี้ อาจมีทั้งการยืดระยะเวลาชำระหนี้ออกไป, การยกหนี้ดอกเบี้ยให้-จ่ายเฉพาะเงินต้น, การลดเงินต้นให้บางส่วน (Hair-cut), การแปลงหนี้เป็นทุน, การเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมหรือผู้ถือหุ้นรายใหม่ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแผนฟื้นฟูกิจการของแต่ละบริษัทที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะจากฝั่งของเจ้าหนี้

ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจที่ราคาหุ้นของบริษัทที่มีแนวโน้มเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจะปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจนแทบจะไม่มีค่าเลย เพราะเป็นการสะท้อนความเสี่ยงในภาวะล้มละลายของกิจการ และความไม่แน่นอนของแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งจะสำเร็จหรือไม่ ต้องใช้เวลานานในการพิสูจน์

จากการรวบรวมข้อมูลของเรานับตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997 มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยื่นขอฟื้นฟูกิจการภายใต้ศาลล้มละลายกว่า 52 บริษัท แบ่งเป็น

  1. บริษัทที่ฟื้นฟูกิจการไม่สำเร็จ ถูกเพิกถอนออกจากตลาดไปแล้ว 20 บริษัท หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 38%
  2. บริษัทที่ยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ 9 บริษัท ซึ่งปัจจุบันถูกตลาดหลักทรัพย์ฯ ระงับการซื้อขาย และ
  3. บริษัทที่ฟื้นฟูกิจการสำเร็จ สามารถกลับมาซื้อขายได้ตามปกติ 23 บริษัท คิดเป็นสัดส่วนที่ 44% หรือไม่ถึงครึ่งหนึ่ง และโดยเฉลี่ยจะใช้เวลาฟื้นฟูกิจการราว 7 ปี (ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP สูงสุด 18 ปี, น้อยสุด 1 ปี) ในแง่ผลตอบแทนจากการลงทุน ราคาหุ้นของบริษัทที่กลับมาซื้อขายได้ในวันแรกจะเปิดกระโดดขึ้น โดยให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยสูงถึง +30 เท่าจากราคาปิดก่อนขึ้นเครื่องหมาย SP อย่างไรก็ดี หลังจากนั้น แนวโน้มราคาหุ้นส่วนใหญ่จะถอยหลังลงอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีราคาหุ้นอยู่ต่ำกว่าราคาปิด ณ วันซื้อขายวันแรกเกือบทุกบริษัท เฉลี่ย -75%

ถึงแม้การลงทุนในหุ้นที่ขอฟื้นฟูกิจการในอดีตจะให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่สูงมากหากสามารถฟื้นฟูกิจการได้สำเร็จ แต่ก็แฝงด้วยความเสี่ยงที่สูงมากเช่นกัน ทั้งในแง่ของการสูญเสียเงินลงทุนไปทั้งหมด และมีระยะเวลาการลงทุนที่ไม่แน่นอน ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงสูงมากได้เท่านั้น และนักลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ