NEWS UPDATE • ECONOMIC

ธปท. ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL มีผลตั้งแต่ 1 เม.ย.63

ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า  ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับการให้สถาบันการเงินดูแล ให้ความช่วยเหลือกับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19  และได้ออกแนวปฏิบัติตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยในช่วงสองสัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมมีลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือประมาณ 3 หมื่นราย วงเงิน 234,000ล้านบาท และหลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์มีความช่วยเหลือเพิ่มมากขึ้นโดยวงเงินช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 310,000 ล้านบาท ขณะที่ลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือ เพิ่มขึ้นเป็น 156,000 ราย

อย่างไรก็ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่มีการขยายวงกว้างมากขึ้นและส่งผลกระทบมากขึ้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้มีการหารือกับผู้เกี่ยวข้องในการออกมาตรฐานขั้นต่ำเพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่คณะกรรมการนโยบายการเงินให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่องว่าการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนและภาคธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีได้


ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ทำงานร่วมกับสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารต่างชาติ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ รวมถึงหน่วยงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้กำกับโดยตรง เช่น สมาคมลีสซิ่งไทย สมาคมธุรกิจเช่าซื้อ สมาคมผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อประเภทต่างๆที่ประชาชนใช้บริการ รวมถึง ชมรมบัตรเครดิต และชมรมสินเชื่อส่วนบุคคล โดยมีความเห็นตรงกันว่าในภาวะปัจจุบันจำเป็นต้องมีมาตรฐานกลางในการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL ซึ่งจะให้มีผลตั้งแต่งวดการชำระเงิน ในวันที่ 1 เมษายน 2563

รายละเอียดมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL

        1. บัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสดหมุนเวียน (revolving loan)  ลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำจากเดิม 10% เหลือ 5% (ในปี 63-64), 8% (ในปี 65), 10% (ในปี 66) นอกจากนี้ ลูกหนี้สามารถแปลงหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาวที่ดอกเบี้ยต่ำลงได้

        2. สินเชื่อส่วนบุคคล ที่ผ่อนชำระเป็นงวด (installment)และ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ    ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFI)เลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือนสำหรับผู้ให้บริการอื่น เลือกดำเนินการระหว่าง เลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือลดค่างวดอย่างน้อย 30% ของค่างวดเดิม เป็นเวลา 6 เดือน

         3. สินเชื่อเช่าซื้อ (Hire purchase)ได้แก่ รถมอเตอร์ไซค์  วงเงินไม่เกิน 35,000 บาท  และรถทุกประเภท  วงเงินไม่เกิน 250,000 บาท ผู้ให้บริการเลือกดำเนินการระหว่างเลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือ พักชำระหนี้เงินต้น เป็นเวลา 6 เดือน

         4. ลีสซิ่ง(Leasing)มูลหนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ผู้ให้บริการเลือกดำเนินการระหว่างเลื่อนการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือ พักชำระหนี้เงินต้น เป็นเวลา 6 เดือน

         5. สินเชื่อบ้าน วงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาทพักชำระเงินต้น 3 เดือน และพิจารณาลดดอกเบี้ยให้ตามสถานการณ์ของแต่ละราย

         6. สินเชื่อธุรกิจ SMEs ไมโครไฟแนนซ์ นาโนไฟแนนซ์วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท พักชำระเงินต้น 3 เดือน และพิจารณาลดดอกเบี้ยให้ตามสถานการณ์ของแต่ละราย

ทั้งนี้สำหรับลูกหนี้ที่ชำระหนี้ได้ตามปกติและไม่ขอรับความช่วยเหลือ ผู้ให้บริการจะให้เงื่อนไขสินเชื่อเป็นการพิเศษความเหมาะสม ส่วนลูกหนี้ที่มีสินเชื่อหลายประเภท สามารถได้รับความช่วยเหลือทุกประเภทตามเงื่อนไข

อย่างไรก็ตามสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีโครงการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้เฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้จากผู้ให้บริการ

ลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการขั้นต่ำครั้งนี้ รวมทั้งโครงการพิเศษที่แต่ละสถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบนี้ จะไม่มีผลต่อข้อมูลเครดิตของลูกหนี้ ส่วนลูกหนี้ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ แนะนำว่าควรจะชำระเงินตามเงื่อนไขปกติ ซึ่งสถาบันการเงินต่างๆ จะมีเงื่อนไขพิเศษให้ในช่วงนี้ เพื่อช่วยจูงใจให้ชำระเงินได้ตามปกติ ธปท.เชื่อมั่นว่ามาตรการเหล่านี้จะลดภาระให้ประชาชน และธุรกิจ SMEs ได้มาก ในภาวะที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน"