INTERVIEW • CEO TALK

CEO : เผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ ประธานสายธุรกิจรายย่อย บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

เผดิมภพ สงเคราะห์

กรรมการผู้จัดการ

ประธานสายธุรกิจรายย่อย

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

 

ปั้น บล.หยวนต้า

เป็นที่ ในใจนักลงทุน

 

ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัดได้ประกาศเสริมทัพทีมผู้บริหารครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับการแข่งขันอย่างเต็มรูปแบบท่ามกลางแรงกดดันและการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในธุรกิจการเงินการลงทุนของประเทศไทย

หนึ่งในผู้บริหารแถวหน้าของวงการโบรกเกอร์ที่เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งของหยวนต้า คือ เผดิมภพ สงเคราะห์ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงโบรกเกอร์มาอย่างยาวนาน ซึ่งได้เข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ประธานสายธุรกิจรายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด และมีเป้าหมายที่ต้องการผลักดันให้แบรนด์หยวนต้าเข้าไปนั่งเป็นที่ 1 ในใจนักลงทุน

การเงินธนาคารได้สัมภาษณ์พิเศษ เผดิมภพ สงเคราะห์ถึงบทบาทการทำงานในก้าวย่างที่สำคัญ และเปิดแผนกลยุทธ์การทำงานกับภารกิจสุดท้าทายครั้งนี้

 

ดันหยวนต้าเป็นที่ ในใจลูกค้า

ตั้งเป้า 2 ปี เพิ่มบัญชีใหม่ 1 เท่าตัว

สำหรับเป้าหมายของบริษัทในอนาคต เผดิมภพกล่าวว่า ในแง่ของบัญชีการซื้อขายของลูกค้าก็ต้องการให้ Active มากขึ้น โดยเฉพาะการทำให้ลูกค้าเดิมมั่งคั่งมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มของลูกค้าใหม่ในอนาคต ด้านจำนวนบัญชีการซื้อขายปัจจุบันมีอยู่ประมาณกว่า 5 หมื่นบัญชี และมีเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนบัญชีลูกค้าอีก 5 หมื่นบัญชี หรือเพิ่มขึ้น 1 เท่าภายใน 2 ปีข้างหน้า

 เผดิมภพกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือ การทำให้หยวนต้าเป็นที่ 1 ในใจลูกค้า ในอนาคตถ้าเป็นเรื่องการลงทุนก็อยากให้ลูกค้านึกถึงหยวนต้า ซึ่งไม่ใช่แค่การลงทุนในหุ้นเท่านั้น แต่รวมถึงทุกผลิตภัณฑ์การลงทุน นอกจากลูกค้าแล้วถ้าคนที่เรียนจบใหม่ หรือคนที่เป็น IC หากต้องการทำงานในด้านการลงทุนก็อยากให้นึกถึงหยวนต้า

ส่วนเรื่องมาร์เก็ตแชร์เป็นเป้าหมายรอง เพราะมองว่า ปัจจุบันมาร์เก็ตแชร์ไม่ได้เป็นตัวสะท้อนคุณภาพของบริการหรือการเติบโตของกำไรบริษัท แต่การตั้งเป้าว่าจะเป็นที่ 1 ในใจลูกค้า จะทำให้ได้มาทั้งเรื่องคุณภาพและปริมาณ

ด้านทิศทางของการลงทุนในปี 2563 เผดิมภพประเมินว่า จากปัจจัยการลงทุนเรื่องตัวเลขสินค้าคงคลังทั่วโลกที่เหลืออยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าการบริโภคจะชะลอตัวแต่ผู้ผลิตน่าจะเริ่มเข้าสู่วัฏจักรการผลิตสินค้ารอบใหม่ ส่วนปัจจัยเรื่องสงครามการค้าก็ยังไม่มีความแน่นอน แต่คาดว่าไม่น่าจะมีความรุนแรงดังนั้น เศรษฐกิจในปี 2563 น่าจะค่อยๆ ฟื้นตัว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหุ้นสหรัฐฯ และสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างตราสารหนี้มีราคาแพงกว่าพื้นฐานในปัจจุบัน ทำให้อาจจะมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 ไปจนถึงช่วงไตรมาส 1 ปี 2563 เพื่อถือเงินสดรอทำกำไรจากเศรษฐกิจขาขึ้นรอบใหม่ในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2563

 

ติดตามคอลัมน์ CEO Talk  ฉบับเต็ม ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนธันวาคม 2562 ฉบับที่ 452 บนแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือในรูปแบบดิจิทัล https://goo.gl/U6OnIi