INTERVIEW • CEO TALK

CEO Talk : สุทัศน์ คงดำรงเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำประเทศไทย กัมพูชา เมียนมา และลาว บริษัท เอ็นทีที จำกัด

สุทัศน์ คงดำรงเกียรติ
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำประเทศไทย
กัมพูชา เมียนมา และลาว
บริษัท เอ็นทีที จำกัด
 
NTT เดินหน้า ICT Service
หนุนธนาคารพิชิต Digital Disruption

 

Digital Disruption เป็นเรื่องที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกต่างตระหนัก เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีผลรุนแรงเป็นอย่างมาก ธุรกิจดั้งเดิมที่เคยมั่นคงถูกท้าทายด้วยผู้เล่นหน้าใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัย ต้นทุนที่ต่ำกว่า ทั้งยังขยายธุรกิจสร้างบิสซิเนสโมเดลใหม่ๆ ออกไปได้ทั่วโลก เราจึงเห็นการปรับตัวอย่างเร่งด่วนในทุกอุตสาหกรรม แต่ Digital Disruption นั้นเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นั่นจึงทำให้องค์กรทุกอุตสาหกรรมต้องพร้อมรับมือความท้าทายที่จะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ สุทัศน์ คงดำรงเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำประเทศไทย กัมพูชา เมียนมา และลาว บริษัท เอ็นทีที จำกัด ผู้ให้บริการด้านไอซีทีครบวงจร ที่มีเป้าหมายสนับสนุนทุกอุตสาหกรรมในประเทศไทย ให้สามารถผ่านคลื่น Digital Disruption ที่กำลังจะถาโถมในอนาคตไปให้ได้

 

Digital Disruption ลูกใหม่กำลังมา

5G ขับเคลื่อนโลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ

สุทัศน์ เริ่มให้สัมภาษณ์พิเศษว่า ในโลกดิจิทัลที่ทุกอย่างขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว Digital Disruption ยังคงเป็นความท้าทายขององค์กรธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และในอนาคตจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอีก เนื่องจากยังมีเทคโนโลยีใหม่เตรียมออกสู่ตลาดมากมาย โดยเฉพาะการมาถึงของเทคโนโลยี 5G ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการนำไปสู่โลกดิจิทัล ยิ่งเมื่อผสานการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้ง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งการใช้เทคโนโลยี การทำงาน และชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้เริ่มทยอยออกมาให้เห็นแล้ว แม้ตอนนี้จะยังไม่เต็มรูปแบบแต่ในอนาคตอันใกล้นี้จะมาแน่นอน

วันนี้เราต้องเริ่มคิดแล้วว่า เราจะรับมืออนาคตเหล่านี้อย่างไร เพราะหากเทคโนโลยีพร้อมเมื่อไหร่ ก็สามารถจะ Disrupt ธุรกิจได้ทันที ที่น่ากังวลคือเราอาจไม่รู้ล่วงหน้าชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด สิ่งที่ทำได้คือต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ และมองให้รอบด้านว่าต้องเตรียมตัวอะไรบ้างทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบซีเคียวรีตี้ ที่สำคัญคือต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ให้ได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้คือการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เนื่องจากปัจจุบันมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นตลอด ความเชี่ยวชาญที่มีไม่ควรหยุดอยู่ที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเก่งเรื่องเดียวกลายเป็นข้อจำกัดในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วไปแล้ว สิ่งที่องค์กรธุรกิจควรทำคือการพัฒนาบุคลากรให้มีความเก่งที่หลากหลาย และต้องไม่ใช่แค่ผิวเผิน ใช้พื้นฐานความเชี่ยวชาญเดิมที่มีต่อยอดไปสู่สิ่งใหม่ และต้องพร้อมเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ฝึกฝนติดตามและนำมาปรับใช้

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NTT คาดการณ์ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในช่วง 3-5 ปีนี้ การเชื่อมต่อของเซ็นเซอร์จะมีจำนวนมหาศาล ซึ่งจะทำให้การทำงานง่าย เร็ว และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น นอกจากนี้จะเกิดรูปแบบของบริการใหม่ๆ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ ที่จะมีเซ็นเซอร์เชื่อมต่อระหว่างกันมากมาย และส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลขึ้นไปประมวลผลบนระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ ก่อนส่งคำสั่งกลับมาที่ตัวรถ ซึ่งหากไม่มีเทคโนโลยี 5G และคลาวด์ที่พร้อมรองรับ แทบจะไม่สามารถทำได้เลย สิ่งที่องค์กรธุรกิจต้องค้นหาให้เจอก็คือจะมีอะไรที่สร้างอิมแพ็กให้กับธุรกิจบ้าง

สุทัศน์กล่าวว่า ในด้านของธนาคารและสถาบันการเงินนั้น สิ่งที่เห็นชัดเจนเวลานี้คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการให้บริการทางการเงิน ที่เปลี่ยนรูปแบบจากสาขามาสู่โมบายล์ ซึ่งหากดูไปยังเบื้องหลังของธนาคารแล้วจะพบว่ามีเวิร์กโหลดในการประมวลผลธุรกรรมสูงขึ้นมากกว่า 100 เท่า จากเดิมที่ลูกค้าธนาคารไปสาขาเดือนละ 3 ครั้ง แต่ปัจจุบันลูกค้าทำธุรกรรมออนไลน์แทบทุกวัน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ธนาคารจะเน้นการลงทุนด้านไอทีสูงมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการลงทุนที่ได้ประโยชน์อย่างมาก เพราะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ใกล้ชิดมากขึ้น บริการได้อย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่ธนาคารต้องคิดต่อก็คือ เมื่อลงทุนระบบจนสามารถเข้าถึงลูกค้าอย่างใกล้ชิดแล้ว ต้องสามารถต่อยอดไปสู่การนำเสนอบริการอื่นๆ หรือสร้างธุรกิจใหม่ๆ ให้ได้นั่นจึงทำให้เห็นภาพของการที่ธนาคารปรับโมเดลธุรกิจจากเดิมที่เคยเป็นแค่ธนาคาร กลายเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการทำธุรกรรมรูปแบบอื่นๆที่ธนาคารไม่เคยอยู่ ด้วยโมเดลพาร์ตเนอร์ชิปกับบรรดาสตาร์ตอัพยักษ์ใหญ่

ธุรกิจธนาคารมีสเกลที่ใหญ่มาก จึงไม่แปลกที่ธนาคารจะถูกท้าทายจากผู้เล่นหน้าใหม่ที่เข้ามาช่วงชิงเค้กก้อนเดิมที่เคยมีด้วยเทคโนโลยีที่ใหม่กว่า ข้อจำกัดและต้นทุนที่น้อยกว่า ดังนั้นความยากของธนาคารคือจะต้องมีความสามารถปกป้องเค้กของตัวเองเอาไว้ให้ได้ การลงทุนเทคโนโลยีเพื่อสร้างแพลตฟอร์มของตัวเอง และต่อยอดจากความแข็งแกร่งที่ธนาคารมีไปสู่โมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้แบบใหม่

สุทัศน์กล่าวว่า เวลานี้ธนาคารในหลายประเทศเริ่มมีความกังวลกับธุรกิจที่ไม่ใช่คู่แข่งกับธนาคารโดยตรง แต่มีความสามารถบางอย่างที่อาจนำไปสู่การให้บริการทางการเงินในอนาคตได้ เช่น การที่ร้านกาแฟ Starbucks มียอดการเติมเงินเข้าบัตรเงินสดจำนวนมหาศาล แถมยังมีต้นทุนต่ำ ไม่ถูกควบคุมจากธนาคารผู้กำกับดูแล และยังไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเหมือนธนาคาร นั่นทำให้ Starbucks มีโอกาสที่จะผลักดันตัวเองไปสู่ผู้ให้บริการทางการเงินในอนาคตได้ ด้วยการที่เทคโนโลยีมีความพร้อมและทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยความสามารถของซอฟต์แวร์ ซึ่งในทางเทคนิคหาก Starbucks ต้องการมุ่งไปในทางนี้ก็สามารถทำได้ทันที

ที่ผ่านมาหากมีแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้จำนวนมากพอก็อาจเป็นผู้ชนะในโลกดิจิทัล แต่เวลานี้โลกธุรกิจได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว การมีฐานผู้ใช้จำนวนมากแบบฉาบฉวย ด้วยการเทเงินเข้าไปเพื่อเรียกลูกค้าและเก็บข้อมูลเยอะๆอาจไม่ใช่ทางที่ถูกในขณะนี้ เพราะปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่ามีธุรกิจเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่สามารถต่อยอดจากข้อมูลไปสู่ธุรกิจใหม่ๆได้

หากมองย้อนมาที่ธนาคารซึ่งมีฐานลูกค้าจำนวนมาก ลูกค้ามีความเชื่อมั่น มีปริมาณธุรกรรมมหาศาล คำถามสำคัญตอนนี้ก็คือ ธนาคารจะสร้างโมเดลรายได้ใหม่จากจุดแข็งที่มีได้อย่างไร ซึ่งในอนาคตภาพนี้จะชัดขึ้น และอาจมีเพียงไม่กี่รายที่สามารถไปต่อได้

 

เวิร์กโหลดมหาศาลจ่อขึ้นคลาวด์

แนะสร้างแพลตฟอร์มต่อยอดธุรกิจ

สุทัศน์กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้คลาวด์คอมพิวติ้งในประเทศไทยนั้นถือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้ว่าองค์กรธุรกิจจะเริ่มให้ความสำคัญในเทคโนโลยีนี้ขึ้นมากแล้วก็ตาม แต่หากเจาะลึกไปที่ไอทีเวิร์กโหลดที่ย้ายขึ้นไปบนคลาวด์นั้นถือว่ายังน้อยอยู่ คาดว่ายังไม่ถึง 20% ของไอทีเวิร์กโหลดในองค์กร ยังคงมีเวิร์กโหลดทั้งในปัจจุบันและอนาคตอีกมหาศาลที่สามารถขึ้นสู่คลาวด์ได้

ธนาคารและสถาบันการเงินที่ตั้งมานานหลายปีมีระบบไอที แอปพลิเคชั่น และกระบวนการทำงานที่ถูกพัฒนามาอย่างยาวนาน แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในปัจจุบัน หากมองในทางเทคนิคแล้ว บริษัทสตาร์ตอัพสามารถเปิดธนาคารแห่งใหม่โดยที่โครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดอยู่บนคลาวด์ได้เลย ทั้งการสมัครก็สามารถทำได้ผ่านโมบายล์ ทำธุรกรรมการเงิน 100% ไม่ต้องไปสาขา แต่การที่ธนาคารและสถาบันการเงินจะยกของเดิมทั้งหมดมาบนคลาวด์ทันทีเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ การเปลี่ยนจะต้องทยอยเพิ่มของใหม่เข้าไป เช่น ค่อยๆโยกเวิร์กโหลดบางแอปพลิเคชั่นขึ้นไปบนคลาวด์ และต้องเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสม ขณะเดียวกันในแต่ละขั้นตอนก็ต้องใช้เวลาในการ Implement ด้วย

สุทัศน์ให้ความเห็นว่า หากดูแนวโน้มของโลกที่ก้าวไปอย่างรวดเร็ว การจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็ไม่สามารถทำได้ ดังนั้นจึงต้องประเมินให้ชัดว่าอะไรที่ต้องเร็ว ตัวอย่างเช่น มีบางธนาคารที่สร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาเป็นแบบดิจิทัลแบงก์เต็มตัว ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วโดยเริ่มทุกอย่างใหม่ทั้งหมด ซึ่งแนวทางนี้ก็เป็นอีกวิธีที่ธนาคารใช้ในการก้าวให้ทันเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็เร่งปรับตัวแบรนด์ธนาคารหลักไปด้วย

ขณะที่ภาพของดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นในฝั่งธนาคารและสถาบันการเงินก็ถือว่าทำได้เร็ว มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาปรับใช้และค่อยๆขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางที่ดี แต่ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีไปเร็วกว่า ยิ่งธนาคารมีระบบงานขนาดใหญ่ การปรับตัวจึงต้องทำอย่างต่อเนื่องไม่สามารถที่จะทำได้แบบรวดเดียว

5 ปีที่แล้วแต่ละธนาคารอาจยังไม่เห็นภาพของ Digital Disruption ว่าจะรุนแรงขนาดไหน หรือว่าจะเกิดโมเดลธุรกิจอะไร แต่วันนี้ทุกธนาคารมีความพร้อมมากเพราะเห็นภาพชัดเจนแล้ว แต่ด้วยความใหญ่ของธนาคารทำให้ต้องคิดอย่างรอบคอบในการปรับเปลี่ยน และต้องใช้เวลา เราจึงเห็นธนาคารมีการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเป็น VC ลงทุนในฟินเทคสตาร์ตอัพหรือเป็นบริษัทที่ดูแลด้านไอทีและคิดค้นนวัตกรรมที่ Disrupt ตัวเองโดยเฉพาะ วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบ เรียนรู้ และนำมาปรับใช้

สุทัศน์กล่าวต่อว่า หากเทียบสเกลของตลาดในประเทศไทยกับตลาดโลกนั้น ด้วยจำนวนประชาการที่มี 70 ล้านคนนั้นถือว่าเล็กมาก การแข่งขันกับคู่แข่งต่างประเทศ เช่น สตาร์ตอัพในจีน ที่ให้บริการลูกค้าระดับพันล้านคน หากธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดให้คู่แข่งเหล่านี้เข้ามาให้บริการในประเทศไทยได้ แล้วสตาร์ตอัพจีนนำแพลตฟอร์มนั้นมาทำธุรกิจในประเทศไทย ต้องยอมรับว่าด้วยสเกลที่ใหญ่กว่าอาจทำให้ธนาคารไทยแข่งขันลำบาก ทั้งในแง่ของแพลตฟอร์มที่ใหญ่กว่า ต้นทุนในการซื้อเทคโนโลยีก็ถูกกว่า รวมไปถึงการมีพันธมิตรที่รอบด้านอีกด้วย

ธนาคารในประเทศไทยขณะนี้มองถึงการออกไปทำธุรกิจนอกประเทศ เป็นการทำลายข้อจำกัดในด้านของสเกลตลาดที่จำกัดแค่ 70 ล้านคน ขณะเดียวกันก็สร้างแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น แม้จะยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับบิสซิเนสโมเดลใหม่ๆ แต่ก็เริ่มมีหลายธนาคารที่มองตรงจุดนี้แล้ว เป็นการต่อยอดธุรกิจด้วยแพลตฟอร์มที่มีและออกไปหาโอกาสใหม่จากนอกประเทศ

 

มุ่งเป็น ICT Service Company

ดูแลไอทีอินฟราฯครบวงจร

สุทัศน์กล่าวว่า โพสิชั่นของ NTT คือการเป็น ICT Service Company พร้อมช่วยให้ทุกอุตสาหกรรมสามารถเผชิญกับความท้าทายในโลกดิจิทัลได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลากร เทคโนโลยี หรือความต้องการใดๆขององค์กรธุรกิจ NTT ก็พร้อมจะนำความเชี่ยวชาญในทุกด้านที่มีเข้ามาช่วยสนับสนุน เพื่อให้องค์กรธุรกิจ ธนาคารและสถาบันการเงิน สามารถมุ่งเน้นกับการทำธุรกิจของตัวเองได้อย่างเต็มที่

“NTT มุ่งเน้นการเป็น ICT Service Company พร้อมสนับสนุนองค์กรธุรกิจทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการศักยภาพทางด้านเทคโนโลยีในทุกมิติ ดูแลพื้นฐานของเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการทางธุรกิจ สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับการขับเคลื่อนองค์กร เพื่อช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนธุรกิจในยุคดิจิทัลได้เร็วขึ้น

โดย NTT จะทำหน้าที่บริหารจัดการด้านไอทีให้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเกิดการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ซึ่งไม่ใช่แค่ความเสี่ยงแค่ชีวิตและสุขภาพ แต่มีความเสี่ยงทางธุรกิจเพิ่มเข้ามาด้วย องค์กรต้องทำให้ธุรกิจยังคงเดินต่อไปได้ ซึ่งในทางเทคนิคแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายที่องค์กรขนาดใหญ่จะต้องพร้อมรองรับการเชื่อมต่อจากทั้งพนักงานที่ทำงานนอกสถานที่ และการเชื่อมต่อลูกค้าจำนวนมาก หากผู้ช่วยที่มีศักยภาพเข้ามาดูแล ก็จะทำให้องค์กรยังคงเดินหน้ามุ่งเน้นในเรื่องธุรกิจได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องระบบหลังบ้าน

โจทย์สำคัญขององค์กรธุรกิจในประเทศไทยคือการที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยี การจะนำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรให้เร็ว ครอบคลุมทั้งเรื่องซอฟต์แวร์ ทักษะการพัฒนา เนื่องจากเวลานี้ทุกอย่างได้กลายเป็นซอฟต์แวร์ ดังนั้นทักษะด้านซอฟต์แวร์เป็นเรื่องสำคัญมาก ต่อมาคือเรื่องของซีเคียวรีตี้ รวมถึงทักษะในการใช้คลาวด์คอมพิวติ้ง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้องค์กรพร้อมกับการต่อยอดไปสู่การสร้างโมเดลรายได้ใหม่ๆ

 

ติดตามคอลัมน์  CEO Talk  ได้ใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนเมษายน 2563 ฉบับที่ 456 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi