NEWS UPDATE • BANKING

Private Banking รุ่ง รับครอบครัวเศรษฐีไทย เตรียมส่งต่อมรดกรุ่นสู่รุ่น

การส่งผ่านความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นเป็นเรื่องที่ครอบครัวเศรษฐีให้ความสำคัญ โดยมีภาษีมรดกเป็นแรงผลักดัน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง แต่ความมั่งคั่งของกลุ่มเศรษฐียังสามารถเติบโตได้ จึงเป็นโอกาสสำหรับ Private Banking พร้อมเข้าไปช่วงชิง

วิวัฒนาการของธุรกิจ Private Banking คู่ขนานไปกับการเติบโตของลูกค้ามั่งคั่งสูง (High Net WorthIndividual: HNWIs) หรือที่เรียกว่า กลุ่มลูกค้าเศรษฐีที่มักจะเป็นเจ้าของกิจการหากย้อนไปในอดีต ลูกค้าเศรษฐีเริ่มจากธุรกิจที่ก่อร่างสร้างตัวพอเติบโตก็จะเข้าสู่บริการสินเชื่อของธนาคาร จนเมื่อธุรกิจใหญ่ขึ้นมากพอจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ธนาคารก็พัฒนาตัวเองมีสายงานธุรกิจวาณิชธนกิจไว้คอยให้บริการลูกค้า

จนกระทั่งมาถึงจุดที่ลูกค้ามีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ต้องการบริหารจัดการทรัพย์สินธุรกิจธนาคารจึงต้องมีบริการ Private Banking รองรับโดยความมั่งคั่ง (Wealth) ของลูกค้ากลุ่มนี้เติบโตอย่างต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 9-10%


ภาษีมรดกและภาษีที่ดินฯบังคับใช้

กดดันครอบครัวเศรษฐีเร่งจัดการมรดก


นายณฤทธิ์ โกสาลาทิพย์ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล บล.เกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า จำนวนคนไทยที่เข้าข่ายกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งสูง (HNWIs) เพิ่มขึ้นปีละ 9-10% และสินทรัพย์ที่กลุ่มนี้ถือครองเติบโต 9% ต่อปีเช่นกัน ซึ่งความมั่งคั่งของลูกค้ากลุ่มนี้จะเติบโตได้มากกว่าเศรษฐกิจรวมของแต่ละประเทศซึ่งเป็นภาพเดียวกันทั้งโลก ด้วยโอกาสในการเติบโตที่สูงส่งผลให้สถาบันการเงินหันมาให้ความสำคัญกับบริการด้าน Private Banking

นายณฤทธิ์กล่าวอีกว่า สำหรับ บล.เกียรตินาคินภัทร ทำธุรกิจ Private Wealth มากว่า 20 ปี ซึ่งเริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เข้ามาทำธุรกิจนี้มากขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าเป็นข้อดีเพราะทำให้ลูกค้ารู้จักและเข้าใจบริการด้าน Private Wealth มากกว่าเดิม ทั้งนี้การแข่งขันที่มีมากขึ้น มีส่วนทำให้บล.เกียรตินาคินภัทรเติบโตด้านธุรกิจ Private Banking ได้ดีมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดีการแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้การทำธุรกิจยากกว่าแต่ก่อนแต่เชื่อมั่นในข้อแตกต่างที่ บล.เกียรตินาคินภัทรมี โดยเฉพาะการที่ให้ฝั่งบล.ทำธุรกิจ Private Banking ทำให้ที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Consultant) หรือ FC สามารถดูแลลูกค้าได้แบบคนเดียวจบ (One Stop Service) ทั้งการลงทุนในหุ้น กองทุน รวมทั้งเงินฝาก

สำหรับบริการด้าน Private Banking ของบล.เกียรตินาคินภัทรจะให้บริการกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) เริ่มต้น 30 ล้านบาท ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมของลูกค้ากลุ่มนี้ที่อยู่ในการบริหารของบล.เกียรตินาคินภัทรทั้งที่เป็นเงินลงทุนและเงินฝากรวมมูลค่า 718,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นสถาบันการเงินเดียวที่มีสินทรัพย์ในการดูแลของลูกค้าใหญ่กว่าสินทรัพย์ของตัวเอง ส่วนจำนวนรายมีลูกค้า 10,000 บัญชีและนับเป็นครอบครัวได้ 3,000 ครอบครัว

การแข่งขันกับสถาบันการเงินต่างชาติในวันนี้ถือว่าธุรกิจในประเทศสามารถลดช่องว่างได้มาก เป็นผลมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดกว้างให้นักลงทุนสามารถลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้นทำให้สถาบันการเงินในประเทศสามารถแข่งขันได้และได้เปรียบตรงที่สามารถใกล้ชิดลูกค้ามากกว่าต่างชาติ ซึ่งบล.เกียรตินาคินภัทร มีเป้าหมายที่จะสร้างการลงทุนในรูปแบบที่ทำให้การลงทุนของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศสามารถผสมผสานได้อย่างไร้รอยต่อ

ทั้งนี้ บล.เกียรตินาคินภัทร มีโครงการ KK NeXtGen หลักสูตรเตรียมความพร้อมสำหรับทายาทเพื่อสร้างแรงบัลดาลใจในการสืบทอดธุรกิจ และสานต่อความมั่งคั่งที่ยั่งยืนเพราะบางคนมีความสับสน บางคนไม่อยากทำธุรกิจครอบครัว บางคนไม่อยากทำแต่รู้หน้าที่ว่าต้องทำ โดยโครงการนี้ทำให้ทายาทรู้จักธุรกิจครอบครัวของตัวเอง เพื่อให้เกิดการซึบซับ

หลายครั้งหลายโอกาสทายาทไม่สานต่ออยากขายกิจการเราก็จะหาคนที่สนใจมารับช่วงต่อ บางคนก็ไม่อยากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แต่อยากซื้อกิจการเราก็จะหาให้ซึ่ง Financial Consultant จะไม่ได้ช่วยเรื่องการลงทุนอย่างเดียวแต่จะเชื่อมบริการไปยังธุรกิจในกลุ่มเกียรตินาคินภัทรได้ครบถ้วนเพราะมีความแข็งแกร่งในธุรกิจวาณิชธนกิจ มีความแข็งแรงเรื่องบุคลากรในองค์กรอยู่แล้ว

 

ผสานการลงทุนในและนอก

ชู Private Market เพิ่มโอกาส

นอกจากเรื่องจัดการมรดกแล้วอีกปัจจัยที่ทำให้บริการด้าน Private Banking ได้รับความสนใจจากลูกค้าเศรษฐี คือเรื่องผลตอบแทน เนื่องจากในอดีตมูลค่าดอกเบี้ยเงินฝากของลูกค้ากลุ่มนี้จะเพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิต แต่ด้วยปัจจุบันผลตอบแทนจากเงินฝากอาจจะไม่เพียงพออีกแล้ว ลูกค้าจึงต้องมองหาการลงทุนที่จะสามารถเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้น และด้วยทิศทางของดอกเบี้ยในตลาดที่เคลื่อนไหวระดับต่ำ ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าจะกลับเป็นขาขึ้นได้เมื่อไหร่จึงยิ่งเป็นแรงกดดันให้ลูกค้าเศรษฐีที่มีเงินฝากจำนวนมากต้องการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

หากดูปริมาณเงินฝากที่อยู่ในระบบธนาคารพบว่า บัญชีที่มีเงินฝากมากกว่า 10 ล้านบาทต่อบัญชีมีมูลค่ารวม 7 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าอาจจะมีลูกค้าบุคคลที่มีเงินฝากมากกว่า 10 ล้านบาทราว 20-25% แสวงหาการลงทุนเพิ่มเติม โดยกระแสต้องการลงทุนของลูกค้ากลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ

นายณฤทธิ์กล่าวอีกว่า ความท้าทายสำหรับธุรกิจ Private Banking คือการนิยมลงทุนที่ยังยึดติดในประเทศเป็นส่วนใหญ่เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ปีก่อน การลงทุนตลาดหุ้นในประเทศเพื่อคาดหวังผลตอบแทน10% ต่อปีเหมือนในรอบทศวรรษที่ผ่านมาคงเป็นไปได้ยาก

ขณะที่มองไปข้างหน้าก็ไม่สามารถคาดหวังการเติบโตของตลาดหุ้นไทยได้แบบอดีต การลงทุนในตลาดที่มีความหลากหลายจึงเหมาะกับที่จะแสวงหาการลงทุนมากกว่า เพราะผลกระทบจากCovid-19สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยว่ากระจุกตัวอยู่ที่การท่องเที่ยวและบริการสูงมาก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นประเทศอื่นที่กว้างและลึกกว่าจะพบว่ามีหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้อยู่บ้างแต่ในประเทศไทยไม่มี

ขณะเดียวกันรูปแบบการลงทุนในเมืองไทยมีค่อนข้างจำกัดจึงต้องพยายามมองหาการลงทุนใหม่ๆซึ่งบล.เกียรตินาคินภัทร ได้เคยนำเสนอ Private Market ที่เป็นการพาลูกค้าเข้าไปลงทุนในบริษัทที่ไม่ได้เป็น Listed Company เพราะความจริงแล้วจำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อาจจะไม่เยอะมาก โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แต่ละประเทศทั่วโลกรวมกันไม่ถึง 1% ของกิจการที่มีทั่วโลก การลงทุนในบริษัทอยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนได้เช่นกัน

“Private Market เป็น Asset Class ที่ดูแล้วมีความน่าสนใจ หากลูกค้านำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Portfolio ได้ จะสามารถสร้างผลตอบแทน ลดความผันผวนเพราะจะไม่มีการ Mark To Market แบบ Listed Company แต่อาจจะมีข้อเสียคือต้องลงทุนระยะยาว 7-10ปี ซึ่งสอดคล้องกับเงินที่ลูกค้าเศรษฐีมีที่มักเป็นเงินเย็น ซึ่งการลงทุนแบบนี้ในประเทศไทยมีน้อยมาก จึงต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศ

 

ยุคเปลี่ยนผ่านเจเนอเรชั่น

เศรษฐีรุ่นใหม่เน้นยั่งยืน


ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ Managing Director Private Banking Business Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า สำหรับลูกค้า KBank Private Banking เป็นลูกค้าบุคคลที่มีสินทรัพย์ลงทุนและเงินฝาก 50 ล้านบาทขึ้นไป ปัจจุบันมีทรัพย์สินภายใต้การดูแลของธนาคาร(AUM) 810,000 ล้านบาท

จากการสำรวจของ Knight Frank พบว่าในประเทศไทยมีกลุ่มบุคคลสินทรัพย์สูงในกลุ่มนี้ประมาณ 70,000 ราย โดยปัจจุบันเป็นลูกค้าของ KBank Private Banking ประมาณ 10,800 รายหรือนับเป็นจำนวนครอบครัวใหญ่ 7,000 ครอบครัว และเป้าหมายคือเพิ่มจำนวนลูกค้าให้ได้ 500 รายต่อปี

การดูแลลูกค้าในเรื่องครอบครัวจะมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้คอยสนับสนุน บางครอบครัวใหญ่ต้องการนักกฎหมายที่จะจัดโครงสร้างธุรกิจหรือไม่ก็อยากมีธรรมนูญครอบครัว แต่ละครอบครัวมีความหลากหลาย บางกลุ่มจัดโครงสร้างธุรกิจครอบครัวเรียบร้อยแล้ว บางกลุ่มยังเป็นกงสีก็ต้องมีการก้าวสู่ยุคใหม่ ต้องแยกเงินของธุรกิจเงินของครอบครัวต้องมีการแยกให้ชัดเจน ซึ่ง KBank Private Banking เข้าไปมีส่วนร่วมช่วยเหลือ

อย่างไรก็ดี เมื่อทายาทของครอบครัวเริ่มกลับมารับช่วงต่อกิจการครอบครัวทำให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนว่า ลูกค้าเจเนอเรชั่นรุ่นใหม่กลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการลงทุนแบบยั่งยืน แม้ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ แต่หากลงทุนแล้วสร้างผลบวกต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ช่วยทำให้สังคมดีขึ้นจะยิ่งดีกว่าเดิม โดยเฉพาะกลุ่มGen x และ GenY ให้น้ำหนักกับเรื่องเหล่านี้มาก

ดร.ตรีพล กล่าวอีกว่า ด้วยกลยุทธ์ Sustainable Investment Approachซึ่งเป็นกลยุทธ์แรกของKBank Private Bankingจึงได้ออกกองทุนที่สอดรับกับวิสัยทัศน์ของลูกค้า โดยล่าสุดได้ออกกองทุนK Climate Transition ซึ่งเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ LO Funds - Climate Transition , (USD), I Class A (กองทุนหลัก) โดยเป็นกองทุนที่คำนึงถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมุ่งเน้นลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศซึ่งเป็นปัญหาใกล้ตัวและต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน พร้อมสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวจากธุรกิจหลากหลายทั่วโลก

ถ้าถามว่าผลตอบแทนกับการรักษาสิ่งแวดล้อมจะไปด้วยกันได้หรือไม่นั้น ดูได้จากกองทุน K-CHANGE ที่ออกไปกลางปีก่อนหน้านี้ก็มีผลตอบแทนที่สูงเรื่อยๆ สามารถสะท้อนได้ชัดเจนและปีนี้มีเรื่อง Covid-19 เข้ามายิ่งทำให้คนเน้นความสำคัญในเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เพราะเห็นได้ชัดว่าระหว่างธุรกิจที่เน้นพลังงานสกปรกกับพลังงานสะอาดกลุ่มไหนสามารถเติบโตได้

 

Wealth Sharing ตั้งมูลนิธิ

แบ่งปันความมั่งคั่งให้สังคม

นอกจากเรื่องการลงทุนอย่างยั่งยืนและให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมแล้ว กลยุทธ์เรื่องที่สอง ที่เป็นกุญแจสำคัญของ KBank Private Banking ในปีนี้คือเรื่องของ Wealth Sharing ด้วยสภาวะการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นในปัจจุบันไม่ได้ส่งผลต่อเพียงการดำเนินธุรกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงกิจกรรมเพื่อสังคมด้วย เนื่องจากองค์กรสาธารณกุศลขนาดใหญ่ในประเทศไทย ที่มีสินทรัพย์รวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท ยังคงเลือกบริหารจัดการกองทุนโดยรับความเสี่ยงต่ำเป็นหลัก ซึ่งไม่เอื้อให้เกิดผลตอบแทนต่อเนื่อง และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมต่อได้อย่างเต็มศักยภาพ

ลูกค้าที่มั่งคั่งสูงให้ความสนใจกับการก่อตั้งมูลนิธิเพราะอยากจะแบ่งปันเพื่อสังคมมากขึ้น ลูกค้าบางรายที่มีสินทรัพย์เยอะแต่ไม่มีทายาท ธนาคารจึงต้องกลับมามองเรื่องการบริจาคจะทำอย่างไรให้มูลนิธิมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งได้ร่วมมือกับมูลนิธิต่างๆ ศึกษามีการทำงานอย่างไร และแนะนำลูกค้าที่สนใจบริจาคจะไปมูลนิธิไหนได้บ้างและใครที่ควรจะได้รับบริจาค โดยการบริจาคต้องทำอย่างยั่งยืน

ดร.ตรีพลกล่าวว่า คนที่มีความมั่งคั่งสูงสนใจเรื่องมูลนิธิมากแต่อาจจะไม่ได้อยู่ในวงการการเงิน KBank Private Banking จึงเตรียมเดินหน้าเปิดมิติใหม่ในการบริหารจัดการสินทรัพย์เพื่อสาธารณกุศล เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกโดยตรงต่อสังคม ผ่านการเพิ่มศักยภาพให้กับมูลนิธิในการบริหารจัดการความเสี่ยงและการเงินอย่างเหมาะสม พร้อมร่วมกับ Lombard Odier ในการให้คำปรึกษาในการจัดการกองทุน ระดมทุน และวางโครงสร้างองค์กร รวมถึงจัดงานสัมมนาร่วมกับกองทุนระดับโลก เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องการบริหารจัดการกองทุนมูลนิธิแก่องค์กรของไทย

ส่วนกลยุทธ์ที่สามของ KBank Private Banking คือ การช่วยลูกค้ามองหา S-Curve หรือหาการเติบโตใหม่ๆ ให้กับลูกค้า ดร.ตรีพล กล่าวว่าเพราะเศรษฐกิจไทยและธุรกิจไทยอยู่ในช่วงเติบโตเต็ที่แล้ว ทำให้เริ่มมองว่าจะต้องหา S-Curve ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า เพราะในท้ายที่สุดความมั่งคั่งของลูกค้าก็จะเติบโตช้าลง โดยจะนำความรู้ของธนาคารกสิกรไทยที่มี รวมไปถึงคอนเน็คชั่นของธนาคารสามารถแบ่งปันให้ลูกค้ามี S-Curve ใหม่ๆ ได้

รุ่นลูกของกิจการต่างๆต้องการทำอะไรใหม่ๆ ซีอีโอธุรกิจรุ่นใหม่ก็อยากจะสร้าง footprint ทางธุรกิจที่เป็นของตัวเอง S-Curve ใหม่ถือเป็นเรื่องดี ซึ่งบ้างก็อาจจะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีลูกค้ารายที่มีทุนเพียงพอที่จะขยายไปทางเทคโนโลยีแต่ก็ทำได้แต่อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด S-Curve มีในหลายมุม และเป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจต้องเตรียมเอาไว้รับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่จะมาในอนาคต

ดร.ตรีพล กล่าวอีกว่า ลูกค้ามองหาโอกาสในการลงทุนและรอจังหวะรอโอกาสเหมาะสมในการลงทุน ด้วยบรรยากาศในการลงทุนแบบนี้ต้องเล็งเห็นว่าธุรกิจไหนจะเป็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์มองแล้วเห็นทางรอดไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรก็ตาม ซึ่งธุรกิจที่มองหาอาจจะอยู่นอกต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดีบริการของ KBank Private Banking มีความแตกต่างจากรายอื่น คือเรื่องของบุคคลากรด้าน RM (Relation Management) มีความสำคัญมากเพราะเป็นตัวเชื่อมทำให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลอย่างรวดเร็ว ซึ่งธนาคารให้ความสำคัญในเรื่อง RM เป็นอย่างมากเริ่มตั้งแต่หาทีมโดยต้องเลือกคนที่มีเรื่องทักษะการลงทุน มนุษยสัมพันธ์ที่ดีและการมีทักษะทางความคิดที่ดี เพราะบางคนเก่งมากสอบผ่านใบอนุญาตได้หมดแต่ไม่สามารถเรียบเรียงความคิดสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจได้ก็อาจจะยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งธนาคารเชื่อในการฝึกฝนโดยกว่า 20% ของเวลางานจะเน้นการฝึกทักษะที่เติมความรู้ให้ RM ตลอดเวลา เพราะการบริหารจัดการคนเป็นแกนหลักที่สำคัญที่สุด ปัจจุบันธนาคารมีทีมงานรวมกัน 140 คนเป็น Private Banker 64 คน


14,000 ครอบครัวเศรษฐี

ส่งผ่านเจเนอเรชั่นใหม่


นางสาวลลิตภัทร ธรณวิกรัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จูเลียสแบร์ จำกัด เปิดเผยว่า หากย้อนมองกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อนพบว่าอายุเฉลี่ยของลูกค้าบุคคลที่มีความมั่งคั่งสูงในประเทศไทยจะอยู่ที่ 70 ปี แต่มาถึงปัจจุบันอายุเฉลี่ยของกลุ่มนี้อยู่ที่ 50-60 ปี นับว่าอายุเฉลี่ยของลูกค้ากลุ่มนี้น้อยลงมามากเป็นการเปลี่ยนผ่านเจเนอเรชั่นใหม่

ทั้งนี้ ไทยพาณิชย์ จูเลียสแบร์ มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญเรื่องวางแผนความมั่งคั่งให้ครอบครัวลูกค้าประจำอยู่ในสิงคโปร์ และยังมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในหลายด้านที่พร้อมเข้ามาให้คำแนะนำแก่ลูกค้าในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีนักกฎหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากครอบครัวมีความมั่งคั่งสูงยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไรก็อาจจะเริ่มให้คำแนะนำในการจัดโครงสร้างธุรกิจให้เป็นระบบก่อนจะขยายไปด้านอื่นๆซึ่งต้องใช้เวลาบางยากง่ายต่างกันออกไป

นางสาวลลิตภัทร กล่าวอีกว่า ไทยพาณิชย์ จูเลียสแบร์แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นบริษัทลูกของธนาคารในประเทศไทยแต่หลังบ้าน (Back Office) เป็นทีมงานจากฝั่งต่างประเทศทั้งหมดที่ล้วนมีประสบการณ์ระดับสากลที่อยู่ในโลก Private Bank มานานเข้าใจใน Pain Point ของลูกค้ากลุ่มนี้เป็นอย่างดี ว่าลูกค้าอยากมีทางเลือกมากขึ้น อยากได้ผลตอบแทนที่ดี

สำหรับ ไทยพาณิชย์ จูเลียสแบร์ ถือว่าเป็นองค์กรลูกครึ่งที่มีทั้งความแข็งแกร่งจากฐานรากธุรกิจในประเทศไทยของธนาคารไทยพาณิชย์ในฐานะบริษัทแม่และความเป็นมืออาชีพระดับสากลของ จูเลียสแบร์ จากสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งทั้งสองแห่งมีคล้ายตรงที่เป็นองค์กรที่ความเก่าแก่ยาวนานเหมือนกัน โดยไทยพาณิชย์ จูเลียสแบร์ มีทีมงานในประเทศและต่างชาติที่จะคอยดูแลลูกค้าทั้งนี้ไทยพาณิชย์ จูเลียสแบร์ ยึด 3 แกนหลักสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่

       1. Expert Advisoryทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่มีความรู้ความสามารถ เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์ รวมถึงบริการอันหลากหลายและความสามารถด้านการบริหารความมั่งคั่งมาตรฐานระดับโลกของจูเลียสแบร์

       2. Personal Touchบริการที่เข้าใจกลุ่มลูกค้าคนไทยอย่างแท้จริง ด้วยผู้จัดการธุรกิจสัมพันธ์ (Relationship Manager - RM) คนไทยที่มีความรู้ ความเข้าใจตลาดเมืองไทย เข้าใจความต้องการของลูกค้าทั้งในเชิงวัฒนธรรม วิถีชีวิตและแนวคิดของคนไทยด้วยกัน พร้อมที่จะให้บริการได้ทันทีเนื่องจากประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ในประเทศไทย

        3. Seamless Accessการให้บริการผ่าน Open Product Platform ที่มาพร้อมผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุด เพื่อช่วยให้ลูกค้าในประเทศไทยสามารถลงทุนได้อย่างอิสระ ทำให้สามารถกำหนดกลยุทธ์การลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุด ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้ และเข้าถึงการลงทุนทั่วโลกได้อย่างแท้จริง เพราะผลิตภัณฑ์และบริการของ ไทยพาณิชย์ จูเลียสแบร์ มีความโดดเด่น คือ แกนหลักในการบริหารการลงทุนให้กับลูกค้ามีความหลากหลายถึง 26 กลยุทธ์ ลูกค้าสามารถเลือกลงทุนได้ตามความเหมาะสม

นางสาวลลิตภัทร กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายของ ไทยพาณิชย์ จูเลียสแบร์ คือการมีส่วนแบ่งในตลาด Private Banking ในประเทศไทย 10% ของมูลค่าตลาด Private Banking รวม ซึ่งมองว่าแนวโน้มของตลาดลูกค้าบุคคลมั่งคั่งสูงในประเทศไทยมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก


ติดตามคอลัมน์  Cover Story ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนตุลาคม 2563 ฉบับที่ 462 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi