NEWS UPDATE • TECHNOLOGY & FINTECH

ศาลยุติธรรมขึ้นแท่น Digital Court ลุยระบบ e-Filing เต็มรูปแบบ

สำนักงานศาลยุติธรรมผนึก ธนาคารกรุงไทย พัฒนาระบบ e-Filing V.3 เปิดให้ยื่นคำร้องออนไลน์ 100% ตั้งเป้าสู่การเป็น Digital Court ยกระดับการทำงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเข้มข้น เดินหน้าสู่การเป็นแพลตฟอร์มกลาง พร้อมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Blockchain

สำนักงานศาลยุติธรรม ถือเป็น 1 ในองค์กรรัฐที่มีการปรับตัวให้ทันกับยุคดิจิทัลอย่างเข้มข้น หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เพราะมีการปรับปรุงพัฒนาระบบงานด้วยการนำไอทีเข้ามาช่วยหลายด้าน เพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้รวดเร็วมากขึ้น ช่วยลดขั้นตอนการทำงานให้น้อยลง รองรับปริมาณคดีความที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยิ่งน่าสนใจมากขึ้น เมื่อสำนักงานศาลยุติธรรมตั้งเป้าก้าวสู่การเป็น Digital Court พัฒนาระบบ e–Filing เพื่อใช้ในกระบวนการยุติธรรม ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแถวหน้าที่ใช้ระบบนี้อย่างเต็มรูปแบบ


การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการ สำนักงานศาลยุติธรรม ถึงการพัฒนาระบบ e-Filling V.3 เวอร์ชั่นล่าสุด เป้าหมายของสำนักงานศาลยุติธรรม และมุมมองเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยี Blockchainมาปรับใช้กับกระบวนการยุติธรรม

 

ศาลยุติธรรมพัฒนาระบบ e-Filing

ผนึกกรุงไทยเสริมแกร่งช่องทางดิจิทัล

นายสราวุธ กล่าวว่า ศาลยุติธรรมเป็นศาลที่มีเขตอำนาจทั่วไป เช่น คดีแพ่ง คดีอาญา คดีภาษี คดีแรงงาน คดีทรัพย์สินทางปัญญา คดีการค้าระหว่างประเทศ คดีล้มละลาย คดีเยาวชนและครอบครัว คดีอาญาทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งคดีเหล่านี้อยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมทั้งหมด โดยคดีความที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมแต่ละปีนั้นสูงถึงปีละ 2,000,000 คดี และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่การจัดเก็บเอกสารก็ต้องมีการลงทุนสร้างห้องจัดเก็บ และซื้อตู้คอนเทนเนอร์มาใช้จัดเก็บเอกสาร คิดเป็นเงินจำนวนมหาศาล

ที่ผ่านมาสำนักงานศาลยุติธรรมมีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้หลายด้าน โดยเฉพาะการบริหารจัดการคดี มีการนำระบบไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความได้ตกลงกันมาใช้ในคดีแพ่ง ที่มีจำนวนราว 1.5 ล้านคดีต่อปี เป็นคดีผู้บริโภคราว 700,000 คดี ซึ่งกฎหมายกำหนดว่าคดีผู้บริโภคต้องมีการไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกันก่อนหากคู่ความไม่อาจตกลงกันได้จึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบหมายจับหมายค้น ที่สามารถส่งผ่านระบบอีเมล รวมถึงการผัดฟ้องฝากขัง ที่ใช้ระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ สิ่งที่กำลังพัฒนาต่อคือระบบหมาย ที่ในอนาคตจะใช้เทคโนโลยี Biometric เช่น ระบบจดจำใบหน้า ลายนิ้วมือ เพื่อความแม่นยำในการระบุตัวตน

สำหรับระบบ e-Filing ของสำนักงานศาลยุติธรรมนั้น มีการพัฒนาเวอร์ชั่นแรกตั้งแต่ปี 2560 คดีความที่ใช้ระบบนี้เพียงแค่หลักพันคดี สำนักงานศาลยุติธรรมจึงดำเนินการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวอร์ชั่น 2 ในปี 2561 และเวอร์ชั่น 3 ในปี 2562 จนถึงปัจจุบันถือได้ว่าประเทศไทยนับเป็นประเทศแนวหน้าของโลกที่มีการใช้เทคโนโลยีกับกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะระบบ e-Filing อย่างเต็มรูปแบบ

นายสราวุธ กล่าวว่า ยอดผู้ใช้ระบบ e-Filing ทยอยเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนในช่วงที่ไวรัส Covid-19 ระบาด ผู้คนต้องลดการเดินทาง ทำให้มีคดีที่ยื่นผ่านระบบ e-Filing มากถึง 160,000 คดี โดยมีทนายความที่ลงทะเบียนในระบบจำนวน 9,500 คน

เราคิดแล้วว่าถึงเวลาที่ศาลยุติธรรมต้องพัฒนาระบบจัดเก็บสำนวนคดีแบบอิเล็กทรอนิกส์ นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ประชาชน และผู้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีมีความสะดวกมากที่สุด

นายสราวุธ อธิบายว่า ระบบ e-Filing Version 3 เป็นการร่วมมือกันระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมกับธนาคารกรุงไทย เพื่อให้ประชาชนสามารถยื่น-ส่งและรับคำคู่ความผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเอกสารแบบกระดาษเพียงอย่างเดียว ปัจจุบัน e-Filing v.3 เปิดให้บริการประชาชนครอบคลุมทุกพื้นที่ รวม 164 ศาล และจะเปิดใช้ในคดีอาญาต่อไป (ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำร่องที่ศาลต้นแบบ) หากประสบความสำเร็จจะเกิดประโยชน์กับระบบการทำงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด เพราะสามารถตรวจหาลำดับของกระบวนการได้ตั้งแต่แรกเริ่ม และในระยะต่อไปจะเป็นการขยายไปใช้งานในศาลชำนาญพิเศษทั้งหมดภายในเดือนกันยายน 2563 โดยเริ่มจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก่อน

สาเหตุที่ศาลยุติธรรมทำงานร่วมกับธนาคารกรุงไทยในการพัฒนาระบบ e–Filing เพราะเป็นธนาคารที่ดูแลเรื่องธุรกรรมของสำนักงานศาลยุติธรรม และในการยื่นเอกสารต่อศาลนั้นต้องมีขั้นตอนการชำระเงินอยู่แล้ว เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าปรับต่างๆ ซึ่งธนาคารก็มีช่องทางชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน และยังช่วยลดภาระของศาลในการจ่ายเงินคืนให้ประชาชนด้วย โดยระบบจะรองรับการทำธุรกรรมจากทุกธนาคาร ทั้งบัตรเครดิต เดบิต หรือการชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ โดยธนาคารกรุงไทยได้เข้ามาช่วยพัฒนาในส่วนของ Front-end ที่ติดต่อกับประชาชน

นายสราวุธ อธิบายต่อว่า ส่วนระบบ Back-end ยังเป็นความดูแลของสำนักงานศาลยุติธรรม โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูง พร้อมทีมงานที่ดูแลด้านความปลอดภัยไซเบอร์โดยเฉพาะ มีการตั้งอนุกรรมการด้านเทคโนโลยีและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมดประจำอยู่ที่สำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยสำนักงานศาลยุติธรรมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก เพราะตระหนักดีว่าข้อมูลที่จัดเก็บนั้นมีความละเอียดอ่อนสูง จึงต้องดูแลอย่างเข้มงวดเพื่อให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของข้อมูล

ในระบบe–Filing นั้น ทุกอย่างทำบนระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ขณะเดียวกันสำนักงานศาลยุติธรรมก็ยังมีระบบควบคู่คือระบบ Case Information Online System (CIOS) ซึ่งเป็นระบบติดตามสำนวนคดีเป็นระบบคู่ขนานที่ช่วยให้การยื่นคำร้องหรือคำขอคัดถ่ายคำพิพากษาได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมาสำนักงานศาลยุติธรรมได้เก็บคำพิพากษาเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ประชาชนสามารถยื่นคำขอแบบออนไลน์ได้เลย

ทั้งนี้ ระบบ e-Filing Version 3 เป็นทางเลือกให้ทนายความสามารถยื่นคำฟ้องคำร้องขอได้โดยไม่ต้องเดินทางมาที่ศาลผ่านช่องทางhttps://efiling3.coj.go.th/eFiling/ หรือ application COJ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทาง app store หรือ google play ทั้งจำเลยยังสามารถยื่นคำให้การขอคัดถ่ายและดูเอกสารสำนวนคดีต่างๆได้ส่วนเจ้าหน้าที่ศาลก็สามารถตรวจสอบเอกสารยื่นคำฟ้องคำร้องพร้อมให้ความเห็นในระบบรวมถึงผู้พิพากษาก็สามารถพิจารณาสั่งคำฟ้องคำร้องผ่านระบบได้เช่นเดียวกันนอกจากนี้คู่ความยังสามารถติดตามคดีได้ตลอด 24 ชั่วโมงสนับสนุนให้ระบบยุติธรรมของประเทศมีความทันสมัยและเป็นสากลสอดคล้องกับวิถีชีวิตและพฤติกรรมของประชาชนในปัจจุบัน

 

เดินหน้าสู่การเป็นแพลตฟอร์ม

เล็งใช้ Blockchainเพิ่มความโปร่งใส

นายสราวุธ กล่าวว่า สำนักงานศาลยุติธรรมจะขับเคลื่อนตัวเองด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยให้ทันสมัย มีกระบวนการที่รวดเร็ว ลดความผิดพลาดที่เกิดจากคน ให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว อันเป็นเป้าหมายสำคัญของการก้าวไปสู่ D-Court

สำนักงานศาลยุติธรรมกำลังทำงานอย่างเข้มข้น เพื่อผลักดันให้ตัวเองกลายเป็นแพลตฟอร์มกลาง ที่เชื่อมต่อกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และใช้เทคโนโลยี Blockchainเข้ามาช่วยขับเคลื่อน เพิ่มความโปร่งใส ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการหารือกับหลายหน่วยงานเพื่อทำให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบโดย

เรามองว่าทุกอย่างต้องมีการเรียนรู้ ต้องมีการนับ 1 หากไม่ลองแต่รอให้พร้อมจะเริ่มต้นได้ยาก การที่เราพัฒนาระบบ e-Filing มาถึงเวอร์ชั่น 3 เพราะเราทำและพัฒนาต่อเนื่อง ถ้าผิดพลาดก็ต้องรู้ตัวให้เร็วและเริ่มใหม่ทันที เพราะโลกวันนี้ก้าวไปเร็วมาก เราต้องตามให้ทัน แม้วันนี้หลายอย่างจะยังอยู่ในขั้นของการพัฒนา แต่เชื่อว่าในอนาคตเทคโนโลยีอย่าง Blockchainจะเข้ามามีบทบาทในกระบวนการยุติธรรม เพื่อยืนยันกระบวนการในแต่ละฝ่าย และทุกอย่างสามารถตรวจสอบได้ มีความโปร่งใส ลดข้อผิดพลาด ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมก็จะมุ่งไปในทางนี้เช่นกัน