INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : บรรยง วิเศษมงคลชัย ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM)

บรรยง วิเศษมงคลชัย
ประธานคณะกรรมการบริหาร
บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM)
 
BAM มืออาชีพจัดการหนี้
เบื้องหลังจุดแกร่งระบบการเงิน

 

บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จํากัด (มหาชน) หรือ  BAM จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่14 สิงหาคม 2541 มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดยจดทะเบียนเป็นบริษัทจํากัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

BAM ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ประกอบกิจการเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์มีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรง และในเดือนธันวาคม 2562 BAM ได้เข้าเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่ว ไปเป็นครั้งแรก (IPO) หลังจากที่ใช้เวลาในการเตรียมความพร้อมมานานกว่า 10 ปี

บรรยง วิเศษมงคลชัย ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า BAM เป็นหน่วยงานที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตการเงินปี 2540 ต่อมา BAMได้ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจเพื่อให้ครอบคลุมการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขายที่ได้มาจากสถาบันการเงินอื่น รวมถึงธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์อื่่นด้วย


วิกฤติมาพร้อมโอกาส

BAM ช่วยแบงก์ขจัดหนี้

ท่ามกลางวิกฤติทางการเงิน BAM เป็นธุรกิจที่มีโอกาสและช่วยสร้างเสถียรภาพในระบบการเงินของประเทศ ปัจจุบัน BAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยธุรกิจของ BAM แบ่งได้ เป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย

สำหรับธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL) BAM จะซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากสถาบันการเงินอื่นในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารและบริษัทบริหารสินทรัพย์อื่น และบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพด้วยการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เป็นที่พึงพอใจของทุกฝ่ายเท่าที่เป็นไปได้ โดยสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ BAM รับซื้อหรือรับโอนมาส่วนใหญ่มีหลักประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้จดทะเบียนจำนองลำดับที่หนึ่งแก่ BAM โดยจะบันทึกบัญชีสินทรัพย์ด้อยคุณภาพเป็นเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้ในราคาทุนที่รับซื้อหรือรับโอนมา

ส่วนธุรกิจบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย (NPA)  BAM เน้นบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขายซึ่งส่วนใหญ่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินเปล่า ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์เพื่อการเกษตรกรรม โรงแรม อาคารเพื่อการพาณิชย์ และที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ และอาคารชุด รวมทั้งสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์อื่นๆ

โดย  BAM ได้ทรัพย์สินรอการขายมาโดยวิธีการต่างๆ เช่น การเจรจากับลูกหนี้เพื่อโอนหลักประกันหรือโอนทรัพย์ชำระหนี้ การบังคับทรัพย์หลักประกันเพื่อชำระหนี้ และการซื้อทรัพย์สินรอการขายจากสถาบันการเงินอื่นโดยตรง โดยจะบันทึกบัญชีทรัพย์สินรอการขายในราคารับโอนหรือต้นทุนที่รับซื้อมาจากกรมบังคับคดีหรือสถาบันการเงินอื่น และ BAM จะจำหน่ายทรัพย์สินรอการขายดังกล่าวในที่สุด

บรรยงกล่าวว่า ปัจจุบัน BAM มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่อยู่ในการบริหารจัดการ 468,000 ล้านบาทซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่มีหลักประกัน และมีทรัพย์รอการขาย NPA อีก 55,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นอันดับหนึ่งในตลาดบริษัทบริหารสินทรัพย์ แต่เริ่มเห็นการแข่งขันที่สูงขึ้นจากการมีคนสนใจเข้ามาทำธุรกิจบริหารหนี้มากขึ้น ทำให้บริษัทที่ทำธุรกิจบริหารสินทรัพย์เกิดขึ้นใหม่มากมาย

ทั้งนี้ตลาดที่ใกล้เข้าสู่ Red Ocean BAM ยังรักษาความได้เปรียบที่มี และคงจุดแข็งด้านความแม่นยำในการประเมินราคาและการปรับปรุงทรัพย์ให้มีมูลค่าและดึงดูดผู้ซื้อก่อนขายออก รวมทั้งจุดแข็งด้านความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นระหว่าง BAM กับสถาบันการเงินเจ้าหนี้กลุ่มต่างๆที่ต้องการจะขายหนี้ หรือแม้แต่ด้านการประนอมหนี้ ลูกหนี้ที่อยู่กับ BAMจะไม่มีการทวงหนี้แบบโหดๆแต่จะใช้การช่วยเหลือเป็นเหมือนที่ปรึกษาและพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ภายหลังจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว BAM ยังเดินหน้าภารกิจเดิมต่อไป คือการเป็นองค์กรบริหารหนี้เสียที่มีความสำคัญกับระบบการเงิน โดยจะไม่ได้มุ่งกำไรสูงสุดเป็นสำคัญ แต่เน้นปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้นเพื่อการเติบโตอย่ายั่งยืน

 

ยึดมั่นทำธุรกิจอย่างมิตร

พร้อมแสวงหาโอกาสใหม่

บรรยงกล่าวอีกว่า  BAM ทำธุรกิจซื้อหนี้มา 21 ปี ไม่เคยมีคดีความผู้ซื้อผู้ขายเพราะทำการซื้อขายในฐานะเพื่อน และต้องเตรียมพร้อมในการช่วยเหลือสถาบันการเงินพร่องหนี้เสียออกมา ซึ่งในปี 2563 สัญญาณหนี้เสียของระบบสถาบันการเงินมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดั่งที่เห็นว่าเริ่มขยับจาก 3%มาเป็น 3.1% แม้จะดูไม่มากแต่ก็มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท และโอกาสที่หนี้เสียเพิ่มยังมีอีก ด้วยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ Covid- 19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงและส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งยังไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าจะสิ้นสุดลงตรงไหน

ปีนี้มีของให้ซื้อมากกว่าปกติ เพราะแนวโน้มหนี้เสียที่เพิ่มมา เริ่มเห็นมากขึ้นจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และเอสเอ็มอี ที่ธนาคารหลายแห่งเร่งขายเพื่อพร่องของเก่าเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายพอร์ตของ BAM แต่ก็ต้องขยายด้วยความรอบคอบ

อย่างไรก็ดีปัจจุบัน BAM กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาหาโอกาสใหม่ๆทางธุรกิจที่จะต้องสร้างความแตกต่างโดยอาศัยจุดแข็งที่ BAM มีนำมาต่อยอด เช่น ธุรกิจด้านการเป็นที่ปรึกษาในการพัฒนาที่ดินหรือสร้างมูลค่าจากทรัพย์ที่มี เพราะ BAM มีความเชี่ยวชาญในเรื่องพัฒนาทรัพย์ให้ถูกใจผู้ซื้ออยู่แล้ว

ขณะเดียวกันจะมองหาโอกาสจากข้อมูลของ BAM ที่มีอยู่คือ การประเมินราคา เพราะ BAM มีความแม่นยำเรื่องราคาประเมินแต่ละพื้นที่และมีฐานข้อมูลอยู่มหาศาล แต่ที่ผ่านมาจะใช้ประโยชน์ด้านนี้กับธุรกิจของ BAM เองเท่านั้น โดยเล็งเห็นว่าถ้าสร้างแพลตฟอร์มด้านราคาประเมินขึ้นมาเป็นธุรกิจบริการให้คนทั่วไปที่อยากทราบราคาประเมินก็จะเป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ ธุรกิจใหม่ที่ BAM กำลังศึกษานั้นเกี่ยวข้องกับช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ทำให้มีการวางโครงสร้างองค์กรใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างให้ที่บริษัทที่ปรึกษาเข้ามาดูแล อาจจะต้องปรับโครงสร้างเป็นรูปแบบโฮลดิ้งตามความเหมาะสม ถ้าบางธุรกิจทำได้ด้วยตัวเองก็จะเดินหน้าเองหรือหากไม่สามารถทำเองได้ตามกฎหมายก็ต้องมีบริษัทลูก

BAM ไม่เคยย่ำอยู่กับที่แต่พยายามมองหาโอกาสใหม่ๆ เพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้ไม่ง่ายเหมือนก่อน  BAM ต้องมีความแตกต่าง แต่ต่อให้มีธุรกิจใหม่ๆก็ยังคงอยู่ภายใต้นิยามบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพที่เป็นพันธกิจของ BAM ซึ่งครอบคลุมทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้และหลักประกันแห่งหนี้

บรรยงกล่าวอีกว่า เหตุผลที่ BAM สามารถอยู่ได้อย่างมั่นคงจนถึงวันนี้ เพราะคิดแบบเอกชนแม้ว่ารูปแบบธุรกิจจะเป็นรัฐวิสาหกิจในตอนแรกก็ตาม BAM มองการทำธุรกิจไม่ต่างกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์เอกชนเลย การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นผลดีต่อ BAM เองเพราะสามารถลดขั้นตอนบางอย่างที่เคยยุ่งยากให้สั้นลง แต่ยังคงมุ่งเน้นสร้างประโยชน์ให้กับระบบการเงิน ซึ่งจะคืนสู่สังคม พนักงาน และผู้ถือหุ้นต่อไป

“BAM ไม่ได้มุ่งกำไรสูงสุดแต่จะยึดแนวทางวัฒนธรรมองค์กรดั้งเดิมที่เป็นมาตลอดคือการเป็นมิตรกับทุกฝ่าย มุ่งช่วยเหลือคน และเงินทุกบาททุกสตางคที่์ได้มาจากช่วยเหลือคนจะนำมาใช้ประโยชน์สูงสุดและส่งไปสู่ผู้ถือหุ้น พนักงาน และสังคม ซึ่งเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน

และในฐานะที่อยู่กับธุรกิจบริหารสินทรัพย์มาอย่างยาวนานทำให้มองเห็นวิกฤติทางเศรษฐกิจในหลายรูปแบบ บรรยง มองถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในภาวะปัจจุบันว่า มีสัญญาณชะลองตัวชัดเจนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของทั้งโลก ซึ่งประเทศไทยหนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญเช่นเดียวกัน แต่ภาพของความรุนแรงทางเศรษฐกิจเป็นการซึมลงยังไม่ถึงขั้นวิกฤตการเงินเหมือนกับที่ผ่านมาแน่นอน เพราะถ้ามองเทียบกับปัจจุบันและอดีต จะเห็นว่า วิกฤติในอดีตเกิดจากคุณภาพสินเชื่อที่ไม่มีคุณภาพ สถาบันการเงินในยุคนั้นไม่มีวินัยอย่างแรง แต่วันนี้แตกต่างกับอดีตเป็นอย่างมาก

สถาบันการเงินมีวินัยมากและเตรียมรับสถานการณ์เอาไว้อย่างดี หนี้เสียน้อยกว่าอดีต เอ็นพีแอลในช่วง 5-6 ปีแม้จะเศรษฐกิจไม่ดีนักก็ยังอยู่ในระดับ 2% ปลายๆ ขยับมาเป็น 3.2 % เท่านั้นถือว่ารักษาคุณภาพคุมไว้ได้ดี มีความพร้อมและระมัดระวัง

ขณะเดียวกันในเรื่องหนี้ต่างประเทศนั้นประเทศไทยก็แทบไม่มี หนี้สาธารณะทรงตัวในระดับเดิมไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่ที่ต่างจากเดิมคือหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นมากจากอดีต ซึ่งเรื่องหนี้ครัวเรือนที่สูงอาจจะเป็นอุปสรรคในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหลังผ่านช่วงเศรษฐกิจโลกซบเซานี้ไปแล้วทำได้ช้าความวิกฤติที่ผ่านมา

 

ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview  ได้ใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนเมษายน 2563 ฉบับที่ 456 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi