INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร

 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

อธิบดีกรมสรรพากร

เร่งพัฒนา Digital Project

เพื่อบริการที่ตรงใจผู้เสียภาษียุคดิจิทัล


ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ประกาศใช้นโยบายนโยบาย Digital Transformation และได้ขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างจริงจัง เพื่อมุ่งสู่การเป็นกรมสรรพากรดิจิทัลให้ได้ภายในปี 2563

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ดร.เอกนิติ ว่า หลังจากเข้ารับตำแหน่งได้ประกาศใช้ยุทธศาสตร์ D2rive ภายใต้นโยบาย Digital Transformation โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการขับเคลื่อนองค์กร ทำให้เกิดโครงการที่เป็นประโยชน์กับประชาชน นอกจากนั้นในปีนี้ที่ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 กรมสรรพากรได้ออกมาตรการทางภาษีเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการให้สามารถผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปได้

ตั้งแต่เริ่มเข้ามาเป็นอธิบดีกรมสรรพากรได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาวางรากฐานให้กับองค์กร ซึ่งก่อให้เกิดโครงการใหม่ๆ มากมาย จนวันนี้ผ่านมา 2 ปี สิ่งที่ได้ทำไปเริ่มจะออกดอกออกผลให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว เป็นเหตุผลที่ยังรู้สึกสนุกที่ได้ทำงานที่กรมสรรพากร

สำหรับโครงการที่เป็นดอกผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ได้แก่ ระบบหักภาษี ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Withholding Tax, การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากแพลตฟอร์มดิจิทัลจากต่างประเทศ หรือ e-Service, บริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้นักท่องเที่ยวผ่าน Mobile Application หรือ Vat Refund For Tourists, บริการชำระอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิก หรือ e-Stamp ตอกย้ำความเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างแท้จริง

 

เปิดใช้ e-Withholding Tax ต.ค.นี้

ลดปัญหาภาษีหักภาษี ณ ที่จ่าย

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ปัจจุบันระบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) และการจัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายมีความซับซ้อน เช่น การจ่ายเงินมีขั้นตอนการปฏิบัติหลายขั้นตอน ต้องยื่นแบบและนำส่งภาษีเป็นประจำทุกเดือน ไม่สะดวกแก่ผู้รับเงินที่จะนำภาษีที่ถูกหักไว้ไปเครดิตในการคำนวณภาษี ผู้จ่ายเงินและผู้รับเงินไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่าย

ดังนั้น กรมสรรพากรจึงได้พัฒนาระบบ e-Withholding Tax ซึ่งเป็นวิธีการใหม่ในการนำส่งเงินภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร ภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 และมาตรา 70 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร และภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/5 และมาตรา 83/6 แห่งประมวลรัษฎากร

โดยการนำส่งข้อมูลและภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านธนาคารผู้ให้บริการระบบ Withholding Tax แทนการยื่นแบบกระดาษหรือผ่านอินเทอร์เน็ต (e-Filing) และการนำส่งภาษีตามแบบต่อกรมสรรพากร ซึ่งเป็นระบบที่ได้มาตรฐานด้านความมั่นคงปลอดภัย ข้อมูลที่ส่งมาจะจัดเก็บในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรซึ่งมีระบบความมั่นคงปลอดภัยในระดับมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยมีวิธีการดังนี้

        1. ผู้จ่ายเงินสามารถให้ธนาคารนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายแทนพร้อมกับการจ่ายเงินผ่านธนาคารไปยังผู้รับเงิน โดยผู้จ่ายเงินไม่ต้องยื่นแบบและไม่ต้องออกและจัดส่งหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก ขณะที่ผู้จ่ายเงินจะได้รับใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์จากกรมสรรพากร การเก็บรักษาใบเสร็จรับเงินจึงสะดวกมากขึ้น และสามารถตรวจสอบข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่ายบนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร

        2. ผู้รับเงินจะไม่ต้องเก็บรักษาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และไม่ต้องยื่นหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษี รวมทั้งสามารถตรวจสอบข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่ายบนเว็บไซต์ของกรมสรรพากรจึงสะดวกมากขึ้นและมีต้นทุนลดลง

        3. กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่ายทางออนไลน์ ผู้เสียภาษีจึงได้รับบริการที่รวดเร็วมากขึ้นและไม่ต้องยื่นหลักฐานเพิ่มเติมต่อกรมสรรพากร

ทั้งนี้ ปัจจุบันได้มีธนาคารเข้าร่วมกับสรรพากรแล้วเกือบทุกธนาคาร โดยคาดว่าจะเริ่มกับธนาคารขาดใหญ่ก่อน ขณะที่คาดว่าผู้ให้บริการระบบ Withholding Tax กลุ่มแรกจะเริ่มให้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปได้ใช้บริการภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2563

โดยสอดคล้องกับมาตรการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตามที่กรมสรรพากรได้ออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 361 (พ.ศ. 2563)ฯ เพื่อลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 2% สำหรับการจ่ายเงินผ่านระบบ Withholding Tax ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564

 

e-Service เก็บภาษี Platform ต่างประเทศ

คาดสร้างรายได้ให้รัฐกว่า 3,000 ล้านบาท

สำหรับร่าง พ.ร.บ. e-Service ดร.เอกนิติกล่าวว่า มาจากการต้องการสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมระหว่างผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศและผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศรวมถึงเพื่อเป็นการอุดช่องโหว่ของกฎหมายเดิม

โดยกฎหมายเดิมกำหนดไว้ว่า ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้กับกรมสรรพากร ขณะที่ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่แล้ว แต่กำหนดวิธีการให้ลูกค้าผู้ใช้บริการในประเทศมีหน้าที่ยื่นเสียภาษีแทนผู้ให้บริการ

ดังนั้น กรมสรรพากรจึงออกร่าง พ.ร.บ. e-Service โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศแก่ผู้ใช้ซึ่งไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนในประเทศและมีการใช้บริการนั้นในประเทศซึ่งมีรายได้จากการให้บริการดังกล่าวเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและให้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากภาษีขายโดยไม่หักภาษีซื้อ

โดยปัจจุบันร่าง พ.ร.บ. e-Service อยู่ระหว่างการเข้าพิจารณาในสภาซึ่งหลังจากผ่านสภาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วจะมีผลบังคับใช้ในอีก 180 วัน เพื่อให้ผู้ให้บริการมีเวลาในการเตรียมตัวในการยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้รัฐเพิ่มขึ้นกว่า 3,000 ล้านบาท

ก่อนหน้าที่กฎหมายนี้จะออกมากรมสรรพากรได้มีการพูดคุยกับผู้ให้บริการจากต่างประเทศแล้วหลายราย ซึ่งผู้ให้บริการส่วนใหญ่มีความพร้อมและยินดีปฏิบัติตามกฎหมาย โดยกรมสรรพากรจะอำนวยความสะดวกโดยการให้ผู้ให้บริการจากต่างประเทศยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านทางออนไลน์ได้

 

Vat Refund For Tourists

คืน Vat นักท่องเที่ยวผ่านแอบฯ

ดร.เอกนิติกล่าวว่า จากสถิติการคืนภาษีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2553-2562) พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มขึ้นสูงถึงกว่า 6 เท่า จาก 352,000 ราย ในปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 2.6 ล้านราย ในปี 2562 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ มูลค่าการซื้อสินค้าและบริการของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าจาก 10,900 ล้านบาท ในปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 46,000 ล้านบาท ในปี 2562

ดังนั้น กรมสรรพากรได้ร่วมมือกับพันธมิตร ได้แก่ กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการ Vat Refund For Tourists โดยนำระบบเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มาใช้ให้บริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้นักท่องเที่ยวผ่าน Mobile Application ที่แรกของโลก (The World’s First VAT Refund for Tourists App powered by Blockchain)

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาระบบ Web Application ในการตรวจสอบข้อมูลและยืนยันสถานะสินค้าที่ได้มีการนำออกนอกประเทศ และเปิด API ให้ร้านค้าสามารถส่งข้อมูลการซื้อสินค้าและบริการของนักท่องเที่ยวเข้าสู่ระบบ เพื่อการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรได้นับว่าเป็นการพัฒนาระบบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับนักท่องเที่ยวแบบ Digital เต็มรูปแบบ

ระบบนี้เป็นระบบแรกของโลกโดยใช้บล็อกเชนมาให้บริการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยมีแนวคิดมาจากการต้องการลดขั้นตอนและเอกสารในการทำ Vat Refund เพียงแค่นักท่องเที่ยวดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น สแกนพาสปอร์ตที่ร้านค้าที่ร่วมโครงการ และตรวจสอบการได้รับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืนผ่านช่องทางต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวเลือกไว้ ไม่ว่าจะเป็น Alipay WeChat บัตรวีซ่า มาสเตอร์การ์ด เจซีบี และ ยูเนี่ยนเพย์

 

บริการชำระอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์

สนับสนุน e-Business ของประเทศไทย

สำหรับบริการ e-Stamp หรือการรับชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินสำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์ ได้เริ่มเปิดใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 โดยให้บริการจำนวน 5 ตราสาร ได้แก่ ตราสารจ้างทำของ ตราสาร กู้ยืมเงินหรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร ตราสารใบมอบอำนาจ ตราสารใบมอบฉันทะสำหรับให้ลงมติในที่ประชุมของบริษัท และตราสารค้ำประกัน โดยให้บริการผ่าน 2 ช่องทาง เว็บไซต์กรมสรรพากร Application Programming Interface (API)

นอกจากนี้ กรมสรรพากรกำลังเพิ่มเติมพัฒนาระบบการรับชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินสำหรับตราสารอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม 22 ตราสาร รวมถึงพัฒนาระบบให้รองรับการชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินเกินกำหนดเวลาด้วย

ทั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการจัดทำตราสารอิเล็กทรอนิกส์และขอเสียอากรแสตมป์สามารถดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ เป็นการอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสาร ลดปัญหาการคำนวณมูลค่าอากรแสตมป์ผิดพลาด ตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้ทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สนับสนุน e-Business ของประเทศไทย รวมทั้งตอบสนองนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0ของรัฐบาลในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการทำงาน อันเป็นการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

#HACKATAX จับมือสตาร์ตอัพ

ผุดโครงการภาษีไทยถูกใจประชาชน

อีกรูปแบบของการพัฒนาเทคโนโลยีของกรมสรรพากร ดร.เอกนิติกล่าวว่า คือการเปิดให้สตาร์ตอัพที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมพัฒนา โดยกรมสรรพากรจะทำตัวเป็น Platform ในลักษณะ Open API ที่เปิดให้ทุกคนเข้ามาเชื่อมต่อระบบได้โดยตรง ซึ่งได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 โดยกรมสรรพากรร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) จัดงาน #HACKATAX Thailand’s First Senior-level Hackathon ด้วยแนวคิด Real experts. Real Solutions. Real Impact. “ภาษีไทย ถูกใจประชาชนโดยนำสตาร์ตอัพ ระดับ Senior-level ชั้นนำมาร่วม Hack เพื่อสร้างและออกแบบการให้บริการภาษีที่ดีที่สุด เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ดร.เอกนิติกล่าวว่า กรมสรรพากรได้คัดเลือกผลงานที่ดีที่สุด 4 ผลงาน นำไปดำเนินการต่อในโครงการ Tax Sandbox ได้แก่ iTAXbnk Platform จัดการภาษีของธุรกิจออนไลน์แบบครบวงจร, T-Wallet Platform นำผู้ค้าออนไลน์เข้าสู่ระบบภาษี ผ่านธุรกรรมบัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ กระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน Promptpay, Put on happy face การจัดการค่าใช้จ่ายต้องห้ามบวกกลับ (Tax Expenses Simplification) และ Digital Auditing Chay-Klang Project แนวทางในการพิสูจน์ต้นทุนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างให้สามารถขอคืนภาษีได้รวดเร็ว และถูกต้องน่าเชื่อถือ (Tax Auditing Simplification)

สำหรับ Tax Sandbox หรือ โครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้านภาษีภายใต้สภาพแวดล้อมจริง โดยกรมสรรพากรอาจผ่อนปรนหรือปรับปรุงแก้ไข กฎ ระเบียบ บางประการตามความเหมาะสมและความจำเป็นแล้วแต่กรณีเพื่อให้สามารถทดสอบนวัตกรรมได้

นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการ Tax Sandbox มีผู้ผ่านการพิจารณาให้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 5 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่ม 1 ผลงานที่มาจากงาน HACKATAX ได้แก่

        - บริษัท ไอแท็กซ์ อินคอเปอร์เรชั่น จำกัด ผลงาน iTAXbnk ระบบงานที่ช่วยบุคคลธรรมดาที่ขายของออนไลน์ในการจัดการด้านภาษี, บริษัท บิลมีเวนเจอร์ จำกัด ผลงาน T-Wallet แพลตฟอร์ม e-Wallet บน Mobile Banking เมื่อผู้ขายของออนไลน์ทำธุรกรรมทางการเงินทั้งด้านรับ และด้านจ่าย บนแพลตฟอร์ม (ผ่าน e-Wallet) ระบบจะนำข้อมูลมาบันทึกรายรับ รายจ่าย และกรอกแบบแสดงรายการภาษีให้อัตโนมัติ

        - บริษัท บิลค์ วัน กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับ บริษัท แอ็คโคเมท จำกัด ผลงาน Dark แพลตฟอร์มสำหรับนิติบุคคล ที่ช่วยเก็บหลักฐานการโอนเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ และนำไปจับคู่กับรายการจ่ายทางบัญชี

กลุ่ม 2 ผลงานที่เป็น e-Tax Invoice Blockchain ได้แก่

        - บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ผลงานBlockchain for Procure-to-Pay (B2P) แพลตฟอร์มที่นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการออกใบกำกับภาษีโดยกระจายการเก็บข้อมูล จากเดิมที่เคยใช้ Digital Signature ในการป้องกันการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใบกำกับภาษีจะเปลี่ยนมาใช้บล็อกเชนแทน บริษัท บีทามส์ โซลูชั่น จำกัด ผลงานคือ แพลตฟอร์ม ที่ให้บริการจัดทำและนำส่งใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ และใบภาษีหักภาษี ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน

 

เดินหน้า Tax Literacy        

ยกระดับการความรู้ทางภาษี

ดร.เอกนิติกล่าวว่า งานสำคัญอีกด้านหนึ่งที่ดำเนินการควบคู่กัน คือ การยกระดับการให้ความรู้ทางภาษีและการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษี โดยมุ่งไปที่ผู้ประกอบการ SME เนื่องจาก SME ในประเทศไทยมีจำนวนมากขึ้นและมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจัดทำโครงการ Tax Literacy ร่วมกับ ADB เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในรูปแบบดิจิทัลและเป็นไปอย่างตรงกลุ่มเป้าหมายแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

        1. การทำวิจัยเกี่ยวกับการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ SME ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านภาษีจากต่างประเทศ เพื่อศึกษาหากลยุทธ์ที่เหมาะสมและนำเสนอตัวอย่างการแก้ปัญหาของประเทศต่างๆ โดยจะเป็นการให้คำแนะนำเชิงนโยบายที่สอดคล้องกับทิศทางเชิงกลยุทธ์ของกรมสรรพากร

        2. การทำSandbox เพื่อผลิตสื่อการเรียนรู้ผ่านเกมออนไลน์ที่ผู้ประกอบการสามารถทดลองประกอบกิจการภายในเกม ทำให้เห็นถึง Journey ของการประกอบกิจการและข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นในขั้นตอนต่างๆ รวมถึงวิธีการปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีอย่างถูกต้อง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ที่ได้จากเกมไปประยุกต์ใช้กับการประกอบกิจการที่แท้จริงได้ ทำให้ภาษีเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น

        3. การปรับรูปแบบการสื่อสาร โดยใช้ช่องทางการสื่อสารที่สามารถส่งสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง และปรับให้เรื่องของภาษีเป็นเรื่องง่ายขึ้น ซึ่งกรมสรรพากรจะสร้างพันธมิตรกับ Platform ต่างๆ เพื่อจัดทำ Digital Marketing ในการให้ความรู้ และปรับภาพลักษณ์ของกรมให้เป็น Tax Partner รวมถึงการสื่อสารถึง Product ของกรมสรรพากรที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการ

หาก SME ขาดความรู้ทางภาษี จะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ทางภาษีได้อย่างถูกต้อง และภาษีอาจกลายเป็นปัญหาหนึ่งที่กระทบต่อการดำเนินธุรกิจ หรืออาจนำไปสู่การหลีกเลี่ยงภาษีส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษี ดังนั้น กรมสรรพากรจึงส่งเสริมการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ

 

มาตรการ เลื่อน-เร่ง-ลด-แรงจูงใจ

ออกแบบนโยบายในยุค New Normal

สำหรับการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก และเป็นสถานการณ์ที่ตรงข้ามกับวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่ส่งผลกระทบกับสถาบันการเงินแล้วกระทบต่อมายังภาคธุรกิจ แต่ในครั้งนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ ธุรกิจ และ ประชาชนและแรงงาน

ดังนั้น กรมสรรพากรได้ผลักดันมาตรการภาษีและการเร่งคืนภาษีกว่าแสนล้านบาท เยียวยาผลกระทบจาก COVID-19 ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งอยู่บนหลักปฏิบัติ 4 ประการ ได้แก่ เลื่อน เร่ง ลด และแรงจูงใจ

       1. เลื่อน กรมสรรพากรได้ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการ การนำส่ง และการชำระภาษีอากร เพื่อให้เงินหรือสภาพคล่องอยู่ในมือประชาชนและผู้ประกอบการให้ยาวนานขึ้น ในระหว่างที่ภาครัฐให้ความช่วยเหลือและเยียวยา เช่น ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90, 91, 93 และ 95) จากวันที่ 31 มีนาคม 2563 เป็นวันที่ 31 สิงหาคม 2563

นอกจากนี้ ขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50 และ 55) ที่ต้องชำระภายในเดือนเมษายน - สิงหาคม 2563 เป็นวันที่ 31 สิงหาคม 2563 รวมทั้งขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. 51) ที่ต้องชำระภายในเดือนเมษายน - กันยายน 2563 เป็นวันที่ 30 กันยายน 2563

ทั้งนี้ กรมสรรพากรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้นโดยขยายเวลาการยื่นแบบแสดงรายการผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ต้องชำระภายในวันที่ 15 หรือ 23 ของเดือนพฤษภาคม - กันยายน 2563 ขยายออกไปเป็นภายในสิ้นเดือนนั้นๆ เพื่อลดความเสี่ยง และมีความคล่องตัวในการทำงานเพิ่มขึ้น

        2. เร่ง กรมสรรพากรผลักดันมาตรการเร่งคืนภาษีประชาชน และผู้ประกอบการให้เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มเงินหรือสภาพคล่องให้อยู่ในมือประชาชนและผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมสรรพากรได้เร่งคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไปแล้วกว่า 95% จากผู้ขอคืนทั้งหมดประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นภาษีที่คืนประมาณ 28,000 ล้านบาท ขณะที่เร่งคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วกว่า 27,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.7% จากปีก่อน

จากการที่ประชาชนยื่นแบบทางออนไลน์มากขึ้นทำให้กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบและคืนภาษีได้อย่างรวดเร็วทำให้เงินอยู่ในมือประชาชนได้เร็วขึ้นเป็นการช่วยเพิ่มสภาพคล่องในช่วงที่เกิดวิกฤติจากการแพร่ระบาดของไวรัว COVID-19

         3. ลด กรมสรรพากรได้ผลักดันมาตรการคืนสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการในประเทศ โดยการลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายที่มีอัตรา 3% ให้เหลือ 1.5% สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-30 กันยายน 2563 เพื่อให้ผู้ประกอบการทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และเพื่อช่วยสนับสนุนการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment)

นอกจากนี้ กรมสรรพากรได้ผลักดันมาตรการภาษีเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยจ่ายของผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีการจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน ตามมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม จากการระบาดของไวรัส COVID-19 สามารถหักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า สำหรับรายจ่ายดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 เมษายน - 31 ธันวาคม 2563

        4. แรงจูงใจ กรมสรรพากรได้ผลักดันมาตรการภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชน ผู้ประกอบการ และบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น

              • แรงจูงใจให้ผู้ประกอบการคงการจ้างงานในช่วงสถานการณ์ที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยผู้ประกอบการที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท และมีการจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน สามารถหักรายจ่ายได้ 3 เท่า สำหรับรายจ่ายค่าจ้างในช่วงเดือนเมษายน - กรกฎาคม 2563

              • แรงจูงใจให้เจ้าหนี้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้เนื่องจากผลกระทบของ COVID-19 โดยการยกเว้นภาษีที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้

              • แรงจูงใจให้ประชาชนดูแลสุขภาพ โดยการเพิ่มวงเงินหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันสุขภาพในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามที่จ่ายจริงเพิ่มขึ้นจากไม่เกิน 15,000 บาท เป็นไม่เกิน 25,000 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าเบี้ยประกันชีวิตและเงินฝากประเภทสงเคราะห์ชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

ช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 การออกแบบนโยบายของสรรพากรต้องเป็น New Normal โดยสรรพากรพยายามจูงใจให้คนเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สรรพากรมีฐานข้อมูลที่กว้างขึ้นและเป็นการช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการในระยะยาวเป็นการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

ดร.เอกนิติกล่าวว่า ในปี 2562 เป็นปีแรกที่กรมสรรพากรใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในกระบวนการจัดเก็บภาษีทำให้สามารถจัดเก็บได้เกินเป้าเป็นปีแรกในรอบ 7 ปี กว่า 9,300 ล้านบาท ขณะที่ในปีนี้ซึ่งมีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ส่งผลให้ปัจจุบันกรมสรรพากรเก็บรายได้ต่ำกว่าที่คาดไว้เนื่องจากต้องออกมาตรการในการช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม สรรพากรพยายามออกแบบนโยบายโดยคำนึงถึงหลายมิติเพื่อไม่ให้ไม่กระทบต่อฐานะทางการคลัง ขณะที่เป้าหมายการจัดเก็บทั้งปียังประเมินได้ยากเนื่องจากความไม่แน่นอนของการสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

วิสัยทัศน์ของสรรพากรคือต้องเก็บภาษีให้ตรงเป้า ตรงกลุ่ม ตรงใจ แต่ตอนนี้ต้องลดความสำคัญของตรงเป้าลง และทำนโยบายที่ไปช่วยประชาชนมากขึ้นเนื่องจากหากธุรกิจและประชาชนไม่สามรถอยู่รอดได้ฐานภาษีของสรรพากรหายไปเช่นกัน


ติดตามคอลัมน์ Exclusive  ได้ใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนกรกฎาคม 2563 ฉบับที่ 459 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi