INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : ลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

ลวรณ แสงสนิท

ผู้อำนวยการ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

 

มุ่งส่งเสริมการลงทุน-ดันจีดีพีโตจากฐานราก

 

ภายใต้ภาวะที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหา การออกมาตรการเพื่อดูแลเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ดังนั้นสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) โดยการนำของ ลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ซึ่งเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561จึงได้ช่วยออกแบบนโยบายและเสนอต่อกระทรวงการคลังเพื่อดูแลเศรษฐกิจไทยมาอย่างต่อเนื่อง

พร้อมให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่าในปี 2563 เศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ดังนั้น สศค.จึงออกแบบนโยบายทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อเป็นการสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ใกล้เคียงศักยภาพมากที่สุด

สศค.เป็นหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับจากกระทรวงการคลังและรัฐบาล เนื่องจากเรามีความเป็นมืออาชีพ และมีจุดแข็งคือคนที่มีคุณภาพ ดังนั้น ทุกอย่างที่ สศค.เสนอเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศ โดยเป็นไปตามวิสัยทัศน์ในการเป็นองค์กรชั้นนำในการเสนอแนะนโยบายเศรษฐกิจการคลังเพื่อเศรษฐกิจสมดุล

 

เผย 3 ปัจจัยเสี่ยง

เศรษฐกิจไทยปี 63

ลวรณกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2562 เติบโตได้ 1.6% และรวมทั้งปีขยายตัวได้ 2.4% ต่ำกว่าประมาณการณ์ของ สศค. ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะขยายตัวที่ 2.7-2.8% โดยเป็นผลมาจากการส่งออกและการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะที่การบริโภคยังขยายตัวได้ดีซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคช่วงปลายปีที่ผ่านมา

วันนี้โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยพึ่งพิงการส่งออกประมาณ 77% ของจีดีพี ขณะที่น้ำหนักของเครื่องยนต์อื่น เช่น การลงทุนอยู่ที่ 20% การบริโภค 50% การใช้จ่ายภาครัฐ 10% ดังนั้นหากเศรษฐกิจขยายตัวได้น้อยจากการส่งออกขยายตัวได้ไม่ดี แล้วจะใช้เครื่องยนต์อื่นทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นจึงเป็นไปได้ยาก

สำหรับปี 2563 เศรษฐกิจไทยยังคงมีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 โดยจะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยว รายได้จากนักท่องเที่ยว ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขายของที่ระลึก

นอกจากนี้ยังรวมถึงผลกระทบจากภัยแล้ง โดยปี 2563 จะเป็นปีที่ภัยแล้งเริ่มต้นเร็ว รุนแรง และมีระยะเวลายาวนาน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับภาคการเกษตร ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนแม้จะมีแนวโน้มดีขึ้นแต่ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สงครามการค้าแม้จะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นแต่ยังวางใจไม่ได้ เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่พึ่งพิงการส่งออกซึ่งสหรัฐฯและจีนเป็นตลาดใหญ่ของการส่งออกไทย ดังนั้นทางเลือกและการบริหารความเสี่ยงในอนาคตคือต้องหาตลาดใหม่และไม่พึ่งพิงแค่สองตลาดนี้มากเกินไป

 

มาตรการเร่งด่วน-ระยะยาว

ดูแลเศรษฐกิจไทยปี 63

ลวรณกล่าวว่ากระทรวงการคลังได้ออกมาตรการเพื่อดูแลเศรษฐกิจไทย โดยในรอบแรกเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจการท่องเที่ยวจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสCovid-19 และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกประเทศที่เกิดจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศแบ่งเป็น

มาตรการด้านภาษีได้แก่ การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงกจิการโรงแรมมาตรการลดอัตราภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบินไอพ่น (น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน)

มาตรการด้านการเงิน ได้แก่ มาตรการขยายเวลาชำระหนี้และค่าธรรมเนียม และมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเงื่อนไขผ่อนปรน

ลวรณกล่าวว่า สำหรับมาตรการในรอบที่ 2 เป็นมาตรการดูแลเศรษฐกิจทั้งแบบเร่งด่วนและระยะยาว โดยจะใช้มาตรการทางการเงินควบคู่กับมาตรการทางการคลังรวมวงเงินมาตรการมากกว่า 1 แสนล้านบาท

        1. มาตรการเร่งด่วนโดยมาตรการเร่งด่วนรอบใหม่นี้เป็นลักษณะของการดูแลธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งประกอบด้วยหลายมาตรการ เช่น

              - การดูแลสภาพคล่องโดยเข้าไปสนับสนุน Soft Loan ผ่อนปรนหลักเกณฑ์ เงื่อนไข ให้ธุรกิจที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ รวมถึงการรีไฟแนนซ์ การปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ธุรกิจมีภาระกับธนาคารน้อยลง ตลอดจนอาจลดเงินนำส่งกองทุนประกันสังคมซึ่งจะเป็นการแบ่งเบาภาระให้ประชาชนและนายจ้าง

เราต้องการให้ภาคธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้และไม่อยากเห็นภาพการปลดพนักงานจำนวนมากในเศรษฐกิจไทยเพราะจะทำให้เกิดผลกระทบทางด้านอื่นตามมาสำหรับพนักงานในส่วนที่เกินกำลังที่ต้องใช้ อาจส่งไปอบรมเพิ่มทักษะเพื่อให้เป็นแรงงานที่มีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งกระทรวงการคลังจะมีแรงจูงใจต่างๆ ทั้งเรื่องมาตรการการเงินและการคลังเข้ามาสนับสนุน

              - การสร้างกลุ่มนักท่องเที่ยวใหม่ๆ เนื่องจากภาวะปัจจุบันทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง จึงต้องสนับสนุนให้คนไทยหันมาเที่ยวในประเทศมากขึ้น โดยมาตรการที่ออกมาคือ สนับสนุนให้กองทุนหมู่บ้านซึ่งมีมากกว่า 70,000 แห่งคิดเป็นกลุ่มคนกว่า 10 ล้านคน ไปศึกษาดูงานกับกองทุนหมู่บ้านต้นแบบที่มีความโดดเด่นเพื่อให้ได้เห็นตัวอย่างและนำไปพัฒนาหมู่บ้านของตนเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับกองทุนหมู่บ้านและมีส่วนช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศ

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้จะยังไม่ไปถึงการลดภาษีเงินได้เนื่องจากคนที่ได้ประโยชน์จากการลดภาษีเป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ประมาณ 3 ล้านคน แต่ปีนี้เป็นปีที่ไม่ดีของภาคธุรกิจจึงควรมีมาตรการที่สามารถเข้าไปดูแลเขาได้โดยตรงและคิดว่ามาตรการที่กระทรวงการคลังออกมาสามารถตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้อย่างตรงจุด

นอกจากนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมออกโครงการชิมช้อปใช้รอบใหม่ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงเตรียมการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ โดยจะมีมาตรการในการดูแลสวัสดิการที่เข้มข้นขึ้น

บางคนมองว่าทำไมไม่นำเงินที่ทำโครงการชิมช้อปใช้ไปทำโครงการในระยะยาว เช่น สร้างรถไฟฟ้า แต่เรามองว่าหากนำเงินไปซื้ออนาคตทั้งหมดจะไม่มีเงินสำหรับดูแลเศรษฐกิจในปัจจุบัน และหากปล่อยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้น้อยลงเรื่อยๆ การที่จะดึงเศรษฐกิจให้ฟื้นขึ้นมาจะทำได้ยากและใช้เงินมากกว่า ดังนั้นจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อประคองไม่ให้เศรษฐกิจต่ำเกินไป

        2. มาตรการระยะยาวสำหรับมาตรการเร่งด่วนเป็นมาตรการที่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังต้องการได้รับการดูแลในระยะยาว โดยในปี 2563 จะให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ และส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งจากฐานราก

หลายคนพูดว่ารัฐบาลทำแต่มาตรการที่แจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค แต่มาตรการที่ออกไปรัฐบาลต้องการให้เห็นผลเร็ว ซึ่งสิ่งที่พยุงเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปี 2562 ให้โตถึง 1.6% มาจากการบริโภคภายในประเทศอย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวไม่ควรทำในระยะยาว โดยมาตรการที่เหมาะสมคือการสนับสนุนการลงทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่จะตอบโจทย์ประเทศและช่วยเพิ่มศักยภาพของประเทศในระยะยาว

              - ขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐอย่างจริงจังจากภาวะเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนอาจขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนพร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านโครงการลงทุนภาครัฐทั้งโครงการขนาดใหญ่เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ระบบบริหารจัดการน้ำ ถนน การคมนาคมขนส่ง การส่งเสริมบริการสาธารณสุขรวมถึงการลงทุนขนาดเล็กโดยการขับเคลื่อนผ่านหมู่บ้าน เช่นถนนในหมู่บ้าน ฝาย หรือ โครงการที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพให้การเกษตร

การจะปลุกความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้รัฐบาลต้องทำให้เห็นก่อน หากเอกชนไม่กล้ารัฐบาลต้องกล้า เพื่อทำให้เม็ดเงินลงไปสู่ระบบการลงทุนแทนเอกชน แล้วถ้ารัฐขับเคลื่อนได้เอกชนจะขับเคลื่อนตามตามซึ่งในปีนี้จะเห็นโครงการลงทุนของรัฐบาลแน่นอน

ลวรณกล่าวว่า กระทรวงการคลังจะใช้เงินจากการกู้ยืมซึ่งเป็นเงินนอกเหนือจากเงินงบประมาณมาใช้ในการขับเคลื่อนการลงทุนโดยเฉพาะ ซึ่งสาเหตุที่สามารถดำเนินการในลักษณะนี้ได้เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพในหลายด้านและไม่มีแรงกดดันต่อฐานะทางการคลัง

โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 42% จึงอยู่ในกรอบสอดคล้องกับการกำหนดเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีซึ่งอยู่ที่ 60%ขณะที่เงินเฟ้อของไทยยังยังอยู่ต่ำกว่ากรอบล่างที่ 1% ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง รวมทั้งการว่างงานยังต่ำมาก

ปัจจุบันเรามีช่องว่างระหว่างหนี้สาธารณะและเพดานหนี้สาธารณะถึง 18% ซึ่งถือว่าสูงมาก ดังนั้นอย่ากลัวการเป็นหนี้แต่หนี้นั้นต้องมาลงทุนในโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และช่วงนี้เป็นช่วงที่น่าทำที่สุด เนื่องจากไม่มีแรงกดดันต่อเพดานหนี้ และมีความจำเป็นต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู้ระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ปัญหาที่ทำให้งบลงทุนภาครัฐในปี 2562 ไม่ลงสู่ระบบเท่าที่ควรมาจากการที่บางส่วนราชการไม่มีความพร้อมเพื่อรองรับงบประมาณที่จะออกมา ซึ่งในปีนี้กระทรวงการคลังพยายามทำกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความรวดเร็วมากขึ้น

โดยส่วนราชการสามารถทำกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้แม้งบประมาณจะยังไม่ผ่านและเมื่อได้รับอนุมัติเงินงบประมาณจะสามารถดำเนินการต่อได้ทันที ทั้งนี้คาดว่าหากเงินงบประมาณออกได้ในเดือนมีนาคมจะทำให้มีเม็ดเงินด้านการลงทุนลงสู่ระบบทันทีประมาณ 1 แสนล้านบาท

             - ดูแลเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจฐานรากของไทยมีความโดดเด่นแตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน โดยมาตรการระยะยาวเพื่อดูและเศรษฐกิจฐานรากจะเน้นการเข้าไปพัฒนาชุมชนจากความโดดเด่นของพื้นที่นั้นอย่างตรงจุด เช่น ชุมชนที่โดดเด่นเรื่องเกษตรกรรม จะได้รับการสนับสนุนเรื่องการเกษตรโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในแต่ละพื้นที่เพื่อให้รองรับกับทักษะของแรงงานที่พื้นที่นั้นต้องการ เพื่อให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประกอบอาชีพในชุมชนของตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยจะร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เป็นเครื่องมือในการช่วยขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าว

เราจะมองจีดีพีแบบใหม่ เศรษฐกิจไทยจะขับเคลื่อนจากฐานรากมากขึ้น เป็นการเติบโตของจีดีพีชุมชมไปเป็นจีดีพีของประเทศ ซึ่งแต่ละพื้นที่ต้องการการดูแลและพัฒนาไม่เหมือนกันและต้องสร้างคนจากผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาทำประโยชน์ให้กับท้องถิ่น ให้ทุกคนได้อานิสงส์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นความท้าทายใหม่ของกระทรวงการคลัง

ลวรณกล่าวว่า จากมาตรการทั้งหมดที่กระทรวงการคลังออกมาเพื่อดูแลเศรษฐกิจ ทำให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 จะเติบโตมากกว่า 2% นอกจากนี้ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เกิดวิกฤติเหมือนในปี 2540 เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง มีเสถียรภาพดีมาก ทำให้กระทรวงการคลังสามารถดูแลเศรษฐกิจผ่านมาตรการต่างๆ ได้

อย่างไรก็ตามในปี 2563 มีความเสี่ยงค่อนข้างมาก โดยกระทรวงการคลังมีความพร้อมในการดำเนินมาตรการดูแลเศรษฐกิจและบรรเทาให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

ปลายปี 2562 ที่ผ่านมากระทรวงการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจจากการบริโภค ซึ่งเครื่องยนต์นี้ทำงานได้ดีมาก แต่เครื่องบินหนึ่งลำใช้เครื่องยนต์เดียวคงไปไม่ถึงที่หมายในปีนี้จะให้ความสำคัญกับเครื่องยนต์ของการลงทุนภาครัฐ รวมถึงการดูแลเศรษฐกิจฐานรากเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแรง ซึ่งมั่นใจว่าผลจากมาตรการต่างๆที่ออกไป จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2563 เติบโตเกิน 2% แน่นอน"


ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนมีนาคม 2563 ฉบับที่ 455 บนแผงหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือในรูปแบบดิจิทัล https://goo.gl/U6OnIi