INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : บัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย

บัณฑูร ล่ำซำ

ประธานกิตติคุณ

ธนาคารกสิกรไทย

 

ถึงเวลารวงข้าวผลัดใบ

บัณฑูร ล่ำซำ

ทิ้งทวน 40 ปี กับธนาคารกสิกรไทย


องค์กรใหญ่เราไปเอา Public Money เขามาใช้ ผมว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการหาคนที่ทำได้จริงๆ และสามารถประคองให้ธุรกิจมีเสถียรภาพและความก้าวหน้า ไม่ได้ตัดสินว่าจะต้องเป็นคนในครอบครัว เพราะวันนี้ก็ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เป็นธุรกิจครอบครัว แต่ตั้งใจทำให้เป็นสถาบันการเงินที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มีความก้าวหน้า และเป็นประโยชน์

ภายหลังการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 108 ของธนาคารกสิกรไทยเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563บัณฑูร ล่ำซำได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการและประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของธนาคารกสิกรไทย ที่คีย์แมนคนสำคัญจากตระกูลล่ำซำก้าวลงจากตำแหน่งในรอบ 40 ปี

การรื้อปรับกระบวนการทำงาน หรือ Re-Engineering เป็นคำที่พลิกโฉมวงการธนาคารที่ธนาคารกสิกรไทย โดย บัณฑูร ล่ำซำเป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2537 นับว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ธนาคารกสิกรไทยมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับตัวจนผ่านพ้นภาวะวิกฤติมาได้

แม้จุดเริ่มต้นของธนาคารกสิกรไทย คือ ล่ำซำแต่บัณฑูรกลับไม่ได้มองว่า คนที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้จะต้องเป็น ล่ำซำ ไปตลอด ย้อนกลับไปในปี 2552 บัณฑูร ล่ำซำ ที่ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของธนาคารกสิกรไทยในสมัยนั้น ได้ให้สัมภาษณ์ กับ วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนธันวาคม 2552 ในวาระที่ได้รับตำแหน่ง นักการเงินแห่งปี 2552 (Financier of the year 2009) ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 3 ที่ บัณฑูร ได้ตำแหน่งนี้

โดยใจความหนึ่งกล่าวถึงการมองหาผู้ที่จะเข้ามารับไม้ต่อจากเขาในธนาคารกสิกรไทย ว่า ธุรกิจธนาคารที่เป็น ธนาคารพาณิชย์ Commercial Banking และจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน Public Company ไม่ควรเป็นธุรกิจครอบครัว เพราะการที่ธุรกิจไปเกี่ยวข้องกับเงินฝากของประชาชน มีรัฐเข้ามาดูแลจะเป็นธุรกิจครอบครัวไม่ได้ ดังนั้น จึงเปิดกว้างถึงการวางตัวผู้นำในการบริหารธนาคารกสิกรไทยในระยะต่อไปว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นทายาทจากตระกูล ล่ำซำเพราะคำนึงถึงความมีเสถียรภาพและความก้าวหน้าขององค์กร

องค์กรใหญ่เราไปเอา Public Money เขามาใช้ ผมว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการหาคนที่ทำได้จริงๆ และสามารถประคองให้ธุรกิจมีเสถียรภาพและความก้าวหน้า ไม่ได้ตัดสินว่าจะต้องเป็นคนในครอบครัว เพราะวันนี้ก็ไม่ใช่ธุรกิจครอบครัว ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เป็นธุรกิจครอบครัว แต่ตั้งใจทำให้เป็นสถาบันการเงินที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มีความก้าวหน้า และเป็นประโยชน์

นับเป็นเวลาเกือบ 10 ปี กับการมองหา คนที่ทำได้จริงๆในแบบที่ บัณฑูร วางใจพอจะมอบหน้าที่ให้สานต่อ เพื่อทำให้ธนาคารกสิกรไทย เป็นสถาบันการเงินที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ มีความก้าวหน้า และเป็นประโยชน์ต่อไป

หลังการประกาศลาออกของบัณฑูร วันเดียวกันนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารกสิกรไทย เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563 มีมติแต่งตั้งให้ กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รองประธานกรรมการ (อิสระ) ขึ้นเป็นประธานกรรมการ และเป็นประธานกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระคนแรกของธนาคาร และไม่ใช่คนในตระกูลล่ำซำคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้

ไล่เลี่ยกับที่ก่อนหน้านี้ ธนาคารกสิกรไทย เพิ่งมีประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ไม่ใช่ล่ำซำไปแล้วคือ ขัตติยา อินทรวิชัย ซึ่งทั้งสองคนเป็นผู้หญิงเก่งที่บัณฑูรให้ความไว้วางใจ ที่จะมอบสิ่งที่ ล่ำซำสร้างมาให้อยู่ในการดูแลต่อไป เพราะนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดอย่างทันทีทันใดแต่เป็นสิ่งที่ได้วางแผนเอาไว้มาจนแน่ใจแล้ว

และในฐานะที่ได้ร่วมงานกับธนาคารกสิกรไทยเป็นเวลา 40 ปี บัณฑูร ล่ำซำ สามารถนำธนาคารผ่านวิกฤติสำคัญของประเทศและของโลกได้หลายครั้ง จนทำให้ธนาคารกสิกรไทยเป็นหนึ่งในองค์กรต้นแบบที่เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563 ได้พิจารณาแล้วมีมติเอกฉันท์ในการประกาศยกย่อง โดยมอบฉายา ประธานกิตติคุณ (Chairman Emeritus)” ให้แก่ บัณฑูร ล่ำซำ ซึ่งฉายานี้จะไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของธนาคาร แต่เป็นการยกย่องให้เกียรติ

มอบฉายาคือไม่ต้องทำงาน มอบตำแหน่งก็ต้องทำงาน ให้ฉายาก็ดีแล้ว เมื่อไม่มีบัณฑูร ธนาคารกสิกรไทย หลังจากนี้ก็ยังเดินไปได้ เพราะก่อนหน้าก็ถอยออกมาจากงานแบงก์พักใหญ่แล้ว จากนี้คงไปทำงานเรื่องป่าต้นน้ำที่น่านมากขึ้น คงไม่ได้เล่นการเมือง แต่งานที่ทำเกี่ยวข้องกับภาคการเมืองอยู่บ้างเพราะต้องร่วมงานกันบัณฑูร ล่ำซำ ประธานกิตติคุณ ธนาคารกสิกรไทย กล่าว

นอกจากนี้ บัณฑูร ยังพูดถึงการเริ่มต้นอีกฉากของชีวิต หลังจากก้าวลงจากตำแหน่งบริหารในธนาคารกสิกรไทยด้วยว่า ในงาน นายธนาคารได้ทำเต็มที่แล้ว ไม่รู้จะทำอะไรไปมากกว่านี้ ตอนนี้ธนาคารกสิกรไทยมีทีมงานเก่งๆ ทั้งนั้น แต่หลังจากนี้ก็ยังอิงธนาคารกสิกรไทยอยู่บ้าง เพราะมีบางเรื่องที่ยังสนับสนุนอยู่

ซึ่งพูดได้เต็มปากว่า ระยะเวลา 40 ปี ก็พอสมควร และส่งต่อได้อย่างดี ไม่กังวล มีความสุข ต้องถือว่าจบฉากเดิมสบายใจ ได้เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต และเชื่อว่าทีมงานทุกคนเก่ง ได้ผู้หญิงเก่งสองคนมารับไม้ต่อ ไม่ได้เพิ่งคิดแต่คิดมานานแล้ว ทีมงานทุกคนทำงานได้ดี

การลงจากตำแหน่งในภาวะวิกฤติเป็นเรื่องดี เพราะได้ทดสอบฝ่ายบริหารจัดการอย่างยิ่ง ลงตอนที่วุ่นวายทดสอบทีมใหม่ที่ดีที่สุด ถ้ารับมือตอนนี้ได้ จะรับมือตอนไหนก็ได้ ถ้ารับมือตอนนี้ได้สอบผ่าน จังหวะนี้ดีที่สุดแล้ว

บัณฑูร ได้พูดอีกว่า ในการส่งไม้ต่อได้เตือนผู้บริหารของธนาคารกสิกรไทยไป 4 ข้อคือ อย่ามั่ว อย่าไม่คำนวณ อย่าชุ่ย อย่าเหยียบตีนกันอย่ามั่วเพราะถ้าไม่ชัดเจนจะแก้ปัญหาใหญ่ไม่ได้ อย่าไม่คำนวณ เพราะทุกอย่างมีตัวเลขกำกับพูดลอยๆ เป็นนามธรรมพูดได้ทั้งนั้น แต่ตัวเลขมันไม่ถึงที่ทำก็ไม่ได้ผล อย่าชุ่ย ต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง อย่าเหยียบตีนกัน คือ รักษาสัมพันธภาพระหว่างการทำงานเป็นเรื่องใหญ่

อย่างไรก็ดี บัณฑูร ได้พูดถึงพายุอีกลูกสำหรับธุรกิจธนาคารด้วยว่า ธนาคารในยุคดิจิทัลสะดวกดี แต่ก็อย่าให้มีไวรัสไซเบอร์ เพราะถ้าไวรัสทำให้ร่างกายมนุษย์ล้มได้ ไวรัสก็ทำให้คอมพิวเตอร์ล้มได้เช่นกัน ซึ่งแม้จะยังไม่เกิดก็ต้องเตรียมการกันเอาไว้อย่างดี

 ทั้งนี้ บัณฑูร ยังได้ฉายภาพสถานการณ์ในปัจจุบันอีกว่า ช่วงเวลานี้เป็นความเวลาตึงเครียด ย้อนไป 20 ปีที่แล้วประเทศไทยได้เผชิญกับวิกฤติอีกแบบหนึ่ง ที่ทำให้ล่มสลายทั้งประเทศเช่นกัน ในช่วงเวลานั้นทุกคนพยายามแก้ปัญหาสืบเนื่องจากวิกฤติเศรษกิจ ในปีนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่อยู่บนฟ้า ได้พระราชทานพระราชดำรัสกับคนไทยทั้งประเทศ ทรงแนะนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้คนไทยเข้าใจ นับเป็นบุญตา บุญหู และบุญปัญญาที่ได้ยิน

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ขอให้แน่ใจว่าพายุมาก็อย่าถึงกับล่ม อย่าทำจนสุดตัวเกินจริง เพราะถ้าไม่เตรียมการระมัดระวังเมื่อพายุมาก็จะเกิดความเสียหาย และพายุก็มาจนล่มสลายกันถ้วนหน้า พายุจะมา ไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน วิกฤติเศรษฐกิจ โรคระบาดที่มาเพียงชั่วข้ามคืนก็ทำให้คนไม่สามารถทำมาหากินได้ปกติ ความเห็นต่างกัน ร่ำรวยยากจนต่างกัน ล้วนเป็นพายุของมนุษย์ทั้งนั้น คำถามคือ เตรียมอะไรไว้บ้าง ที่ผ่านมาทะเลาะกันถึงขั้นจะล่มสลายอยู่แล้ว” 


บัณฑูร ล่ำซำ

ครองตำแหน่ง 3 ปี

นักการเงินแห่งปี Financier of the Year

บัณฑูร ล่ำซำ ครองตำแหน่ง นักการเงินแห่งปี Financier of the Year ของ วารสารการเงินธนาคาร สูงสุดถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2537 อีก 2 ครั้ง ในปี 2542 และ ปี 2552 ด้วยคุณสมบัติของการเป็นนักการเงินแห่งปีครบถ้วนตามหลักเกณฑ์การพิจารณาทั้ง 4 ด้าน คือ 1.เป็นนักการเงินมืออาชีพที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและทันสมัย 2.มีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ 3.สร้างความเติบโตยั่งยืนให้กับองค์กร และ 4.รับผิดชอบต่อสังคมและทำคุณประโยชน์ต่อส่วนรวม

 

ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview  ได้ใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนพฤษภาคม 2563 ฉบับที่ 457 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi