INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : สาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย

สาระ ล่ำซำ

นายกสมาคมประกันชีวิตไทย


ขานรับภารกิจท้าทายท่ามกลางวิกฤติ


สมาคมประกันชีวิตไทยในทุกยุค ก็มีความร่วมมือกันด้วยดีมาตลอดแม้ในทางธุรกิจแต่ละบริษัทต่างก็ต้องแข่งขันกัน แต่ในมุมของความร่วมมือสมาคม ได้ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางระหว่างบริษัทสมาชิกที่ดีมาโดยตลอด และพร้อมรับความท้าทายอีกครั้งท่ามกลางวิกฤติโควิดที่เกิดขึ้น

จากนี้ไป สมาคมจะให้ความสำคัญกับการสร้าง Redar สำหรับบำนาญที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกับเรื่องของประกันสุขภาพ โดยพยายามสร้างการกระตุ้นและแรงจูงใจเพื่อดึงดูดให้ทุกคนก้าวเข้ามาสู่ระบบการออมการวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณให้มากขึ้น

ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 สมาคมประกันชีวิตไทยได้มีการเลือกตั้งนายกสมาคมประกันชีวิตไทยคนใหม่เพื่อมารับไม้ต่อ นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ ที่หมดวาระหลังจากรับหน้าที่ติดต่อกันมา 2 วาระแล้ว โดยบริษัทสมาชิกมีมติให้ สาระ ล่ำซำ ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมประกันชีวิตไทย ซึ่งถือเป็นการรับตำแหน่งสมัยที่ 5 หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยได้รับความไว้วางใจจากบริษัทสมาชิกให้ดำรงตำแหน่งนี้มาแล้วถึง 4 สมัย

โดยมีภารกิจเพื่อช่วยผลักดันสานต่องานด้านต่างของธุรกิจประกันชีวิตให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563-30 มิถุนายน 2565 ท่ามกลางความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ไม่มีความแน่นอน และสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19

 

ภารกิจท้าทายที่ต้องสู้

สาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่า สำหรับบทบาทของสมาคมประกันชีวิตไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน คือ องค์กรที่เป็นศูนย์กลางของธุรกิจประกันชีวิตโดยมีเป้าหมายในการผลักดันให้ธุรกิจประกันชีวิตมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีความพร้อมในการแข่งขันในระดับสากลสร้างมาตรฐานบริษัทประกันชีวิตสู่ความเป็นเลิศทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงต้องเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นที่ยอมรับ มีความแข็งแกร่งมั่นคงทางด้านการเงิน การบริหารงานโปร่งใสเป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ขณะเดียวกัน ยังต้องส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันชีวิตกับประชาชนเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญ และความจำเป็นในการทำประกันชีวิตให้มากขึ้นพร้อมยกระดับคุณภาพตัวแทนให้มีความเป็นมืออาชีพ เน้นการสร้างอาชีพตัวแทนประกันชีวิตเพื่อเข้าสู่ภาคธุรกิจให้มากขึ้นอีกทั้งพัฒนาสมาคมสู่การเป็นองค์กรกลางที่มีความเป็นเลิศ เป็นหน่วยงานหลักที่สร้างความพร้อมให้กับธุรกิจประกันชีวิตและเป็นกลไกในการผลักดันนโยบายต่างๆ ที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมในการกำกับดูแลบริษัทประกันชีวิตด้วยกันได้

สมาคมประกันชีวิตไทยในทุกยุค ก็มีความร่วมมือกันด้วยดีแม้ในทางธุรกิจแต่ละบริษัทต่างก็ต้องแข่งขันกัน แต่ในมุมของความร่วมมือสมาคม ได้ทำหน้าที่ในการเป็นศูนย์กลางระหว่างบริษัทสมาชิกที่ดีมาโดยตลอด และพร้อมรับความท้าทายอีกครั้งท่ามกลางวิกฤติโควิดที่เกิดขึ้น

สาระกล่าวว่า สำหรับในช่วงปี 2563-2564 ภาคธุรกิจยังคงเผชิญกับความท้าทายจากหลากหลายปัจจัย อาทิ สภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกหลังไวรัสโควิด-19 ระบาดยังคงมีความความเปราะบางรวมถึงภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงและมีแนวโน้มที่เกิดจุดต่ำสุดใหม่ได้อีก (New low-Yield) ที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจประกันชีวิตในทุกมิติ ทำให้ธุรกิจประกันชีวิตต้องเร่งผนึกกำลังสร้างเกาะป้องกัน และจัดทำแนวทางที่จะบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ขณะเดียวกันยังมีเรื่องมาตรฐานรายงานทางการเงิน IFRS 17 ที่จะถูกนำมาใช้ในประเทศไทย ปี 2567 ซึ่งส่งผลให้บริษัทต้องลงทุนเม็ดเงินจำนวนมากทั้งระบบการจัดเก็บข้อมูลการคำนวณทางคณิตศาสตร์ฯ กระบวนการทำงานและบุคลากรที่ปรึกษาในการจัดทำ IFRS 17 รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและสังคม (Environment Change) ทั้งจากการปรับเปลี่ยนรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนโครงสร้างประชากร (Aging Society) และการเข้ามาของเทคโนโลยี 5G และ 6G

โดยปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะเป็นตัวผลักดันให้รูปแบบการดำเนินชีวิตและพฤติกรรมของคนเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งธุรกิจประกันชีวิตจะต้องเตรียมพร้อมและจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้สถานการณ์โลกปัจจุบันด้วย

 


ปัจจัยหนุนธุรกิจเติบโต

สาระกล่าวว่า ปัจจัยที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจประกันชีวิต มีการเติบโตแม้จะต้องเผชิญกับสถานการณแพร่ระบาดของโควิด-19 ประกอบด้วย ปัจจัยที่ 1การประชาสัมพันธ์ของภาครัฐในช่วงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้ประชาชนหันมาตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของการมีประกันชีวิตและประกันสุขภาพมาใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รวมทั้งการผ่อนคลายมาตรการและกฎเกณฑ์ต่างๆ ของภาครัฐ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและบรรเทาผลกระทบให้กับบริษัทประกันชีวิต เช่น การปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมต่างๆ การปรับปรุงร่างประกาศเสนอขายให้เป็น Digital face to face เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการเสนอขายให้กับตัวแทนประกันชีวิตมากขึ้น

ปัจจัยที่ 2 มาจากภาคธุรกิจ ที่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายการบริหารช่องทางการขายและการบริการให้สอดคล้องกับสถาณการณ์ปัจจุบัน เช่น การพัฒนาช่องทางการขายในรูปแบบ Digital และการบริหารผ่านระบบออนไลน์ในรูปแบบแพลตฟอร์มต่างๆ อีกทั้งยังมุ่งพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้มีความหลากหลาย ให้สามารถตอบสนองความต้องการและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่เน้นการให้ความคุ้มครอง รวมถึงพัฒนาสัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจประกันชีวิตจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 แต่ภาคธุรกิจยังคงมีความแข็งแกร่ง และสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ โดยมีสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19เป็นตัวกระตุ้นให้ภาคธุรกิจเปิดรับการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบเทคโนโลยี แพลตฟอร์มที่ให้บริการและโมเดลธุรกิจแบบใหม่

การเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ช่วยกระตุ้นให้ภาคธุรกิจมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่เน้นการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้นซึ่งถือเป็นผลกระทบในเชิงบวกกับธุรกิจประกันชีวิตที่ทำให้ภาคธุรกิจมีการพัฒนาตนเอง และผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์และการบริการที่สามารถตอบสนองความต้องการของตนเองได้อย่างแท้จริง

 

เปิด 3 นโยบายบริหารงาน

สาระกล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2563-2565 สมาคมประกันชีวิตได้กำหนดนโยบายการบริหารงานในแต่ละด้านไว้ดังนี้

        นโยบายที่ 1 สนับสนุนให้บริษัทประกันชีวิตมีการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้เพื่อรองรับกับวิถีชีวิตใหม่ (Digitization & New Normal) โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ภาคธุรกิจประกันชีวิตมีการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ระบบงานมีประสิทธิภาพสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกที่ทุกเวลาโดยนำะบบเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Management System) การพัฒนาแบบประกันสุขภาพรูปแบบใหม่และสัญญาเพิ่มเติมอื่นๆ ภายใต้ Insurance Technology Sandbox เพื่อรองรับกับวิถีชีวิต (Lifestyle) ของลูกค้าเฉพาะราย รวมถึงการพัฒนากรมธรรม์ประกันชีวิตเพื่อผู้สูงอายุ (Annuity) ให้มีความหลากหลายเป็นที่น่าสนใจ เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

อีกทั้งยังกระตุ้นให้บริษัทประกันชีวิต มีการพัฒนากรมธรรม์ประกันชีวิตแบบต่างๆ ที่เน้นเรื่องของความคุ้มครอง (Protection) และการประกันชีวิตควบการลงทุน (Investment Linked) ให้สอดคล้องกับสภาวการณ์อัตราดอกเบี้ยต่ำในปัจจุบันและตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการจัดจำหน่าย (Multi Distribution Channel)การสนับสนุนให้บริษัทประกันชีวิตนำระบบเทคโนโลยีมาพัฒนาทุกช่องทางการขายไปสู่ Digital Face to Face โดยการพัฒนาแพลตฟอร์ม การจัดทำระบบข้อมูลกลาง และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อยกระดับการให้บริการ ให้สามารถเชื่อมต่อและประมวลผลข้อมูลทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้มีการพัฒนาช่องทางการขายออนไลน์แบบเต็มรูปแบบ เพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อ-ขาย-อนุมัติกรมธรรม์ประกันชีวิต และการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนการนำระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) มาใช้กับธุรกิจรวมถึงสนับสนุนให้บริษัทประกันชีวิตนำระบบ e-KYC มาใช้กับการดำเนินงาน โดยส่งเสริมให้บริษัทเข้าร่วมการทดสอบระบบ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาระบบงานให้มีความเหมาะสมในอนาคต

ทั้งนี้ สมาคมยังได้ร่วมกับบริษัทประกันชีวิตและหน่วยงานกำกับในการกำหนดแนวทางการทดสอบ รวมทั้งกำหนดระดับความน่าเชื่อถือของอัตลักษณ์ (Identity Assurance Level : IAL) และระดับความน่าเชื่อถือของสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตน (Authenticator Assurance Levels : AAL) พร้อมสนับสนุนให้มีการพัฒนาระบบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (I-Claim) โดยสมาคมเป็นหน่วยงานกลางระหว่างบริษัทสมาชิกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเชื่อมโยงข้อมูลด้วยระบบอัตโนมัติ (Automatic System) เน้นการเชื่อมต่อข้อมูลแบบ Real Time เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าและลดต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจประกันชีวิต

         นโยบายที่ 2 การผลักดันให้บริษัทประกันชีวิตมีแนวทางการบริหารงานอย่างยั่งยืน (Sustainability Management)โดยเน้นให้ภาคธุรกิจประกันชีวิตตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาระดับเงินกองทุนและความสามารถในการทำกำไร เพื่อให้ภาคธุรกิจประกันชีวิตมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งลดข้อจำกัดของการดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันโดยเน้นให้บริษัทประกันชีวิตมีการรักษาระดับเงินกองทุนและความสามารถในการทำกำไร เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน (Capital Adequacy & ProfitabilitySustainability)

รวมไปถึงการนำเสนอแนวทางต่างๆ เพื่อทำให้ Capital Adequacy Ratio : CAR อยู่ในระดับที่เหมาะสม สร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ และเป็นไปตามเกณฑ์การกำกับดูแลการดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยง (RBC) การให้ความสำคัญกับอัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร (Profitability Ratios) ที่สะท้อนถึงความสามารถในการลงทุน การดำเนินงาน และความแข็งแกร่งของบริษัทประกันชีวิตที่นอกเหนือจากการเติบโตของเบี้ยประกันภัยและส่วนแบ่งการตลาด อีกทั้งศึกษา ทบทวนและนำเสนอความคิดเห็นในการปรับปรุงหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่างๆ (Regulatory Review)

ขณะเดียวกัน ได้นำเสนอมาตรการผ่อนคลายการกำกับดูแล เช่น ด้านการลงทุน (Investment) โดยร่วมกับบริษัทประกันชีวิตจัดทำและติดตามการขอแก้ไขประกาศการลงทุนที่รองรับกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน และจัดทำแนวทางปฏิบัติด้านการตลาด (Market Conduct) ที่ครอบคลุมกระบวนการการทำงาน การเสนอขาย การอนุมัติผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต และการจัดสอบ-การอบรมความรู้ให้แก่คนกลางประกันภัย ให้มีความยืดหยุ่นสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โดยมีการนำเสนอแนวทางต่างๆ เพื่อขอปรับปรุงกฎหมายที่รองรับการดำเนินงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงผลักดันให้สำนักงาน คปภ. เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการออกหลักเกณฑ์สำหรับภาคธุรกิจในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และร่วมกับภาคธุรกิจในการดำเนินงานตามมาตรฐานการบัญชี (IFRS)

         นโยบายที่ 3 เป็นการพัฒนาการบริหารของสมาคมสู่ความเป็นเลิศในทุกด้าน (Efficiency & Excellent) เพื่อยกระดับการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้จัดสอบ และอบรมความรู้ โดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินงาน รวมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพการประสานงานให้เท่าทันกับการขยายตัวของธุรกิจประกันชีวิต โดยเน้นการทำหน้าที่ประสานงานเชิงรุก (Proactive Coordinator) การจัดทำข้อเสนอเพื่อขอผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ให้เอื้อต่อการดำเนินงานของธุรกิจ รวมถึงการติดตามและนำเสนอความคืบหน้าที่ได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานกำกับและหน่วยงานภายนอกให้มีความรวดเร็วเพื่อให้การสนับสนุนการดำเนินงานและการขยายตัวของภาคธุรกิจประกันชีวิตทุกรูปแบบ เพื่อจัดทำแผนงานการให้ความรู้แก่บุคลากรของสมาคม

นอกจากนี้ยังเสริมประสิทธิภาพการเป็นองค์กรแหล่งการเรียนรู้ด้านการประกันชีวิต (Learning Organization)จัดทำโครงการการให้ความรู้ด้านการประกันชีวิตร่วมกับภาคีเครือข่าย (Cluster Learning Network) ในประชาชนทั่วไป นักเรียน-นักศึกษา คนวัยทำงาน และกลุ่มผู้สูงอายุพัฒนาสื่อความรู้ในรูปแบบ Online & Offline Media โดยมีเนื้อหาที่เข้าใจง่าย และเข้าถึง กลุ่มเป้าหมาย

การพัฒนาระบบการจัดสอบและอบรมความรู้ตัวแทนและนายหน้าประกันชีวิต (Testing and Training System) ไปสู่ระบบออนไลน์ พัฒนาระบบการรายงานสถิติประกันชีวิต (Life Insurance Development Data)จัดจ้างบริษัทที่ปรึกษาเพื่อมาพัฒนาระบบการจัดทำรายงานข้อมูล เพื่อความถูกต้องและรวดเร็วในการประมวลผลข้อมูลโดยสมาคมประกันชีวิตไทยได้ร่วมกับบริษัทประกันชีวิตและสำนักงาน คปภ. พัฒนาการรายงานสถิติข้อมูลให้เหมาะสมและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาธุรกิจประกันชีวิต

 

บำนาญภารกิจสุดท้าทาย

สาระกล่าวว่า ปัจจุบันการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขณะที่ประชาชนยังมีการออมที่ไม่เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายหลังเกษียณ รวมไปถึงการวางแผนบำนาญที่ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับชีวิตหลังเกษียณ เป็นอีกภารกิจที่ท้าทายสำหรับธุรกิจประกันชีวิต ซึ่งถือเป็นแหล่งเงินออมระยะยาวที่จะเข้ามาช่วยวางแผนเกษียณให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพในฐานะของสมาคมประกันชีวิตไทย จึงให้ความสำคัญกับเรื่องของAging Societyมากขึ้น ภายใต้แนวคิดในการพัฒนาแบบประกันบำนาญที่ใช่สำหรับลูกค้า

สำหรับแบบประกันที่ใช่ หมายถึงแบบประกันบำนาญที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนได้อย่างหลากหลายรูปแบบที่ไม่ใช่เพียงการออมเงินไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนหรือรายปีหลังจากการเกษียณอายุไปแล้ว แต่ควรจะเป็นแบบประกันบำนาญที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการเงินคืนทุกปี หรือต้องการเงินก้อนหากสามารถเก็บออมได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขกรมธรรม์โดยไม่จำเป็นต้องรอจนถึงอายุ55 ปี หรือ 60 ปี ซึ่งถือเป็นอายุเกษียณของคนไทย ทำให้แบบประกันบำนาญที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถตอบสนองความต้องการแท้จริงของคนไทยได้

ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันการกำหนดอายุเกษียณของแต่ละคนจะแตกต่างไปตามไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิต การสร้างรายได้ กลุ่มอาชีพส่งผลให้ในปัจจุบันไม่สามารถที่จะกำหนดอายุเกษียณที่ชัดเจนได้ขึ้นอยู่กับความพร้อมหรือไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เช่นบางรายเริ่มทำงานมาตั้งแต่อายุยังน้อยผ่านไป 20 ปี ก็ต้องการที่จะเกษียณอายุเพื่อต้องการใช้ชีวิตเกษียณอย่างมีความสุข โดยอาจจะเกษียณที่อายุเพียง 40 ปี หรือ 45 ปีก็ได้ หรือบางรายต้องการทำงานไปเรื่อยๆ แม้จะมีอายุ 70 ปี หรือ 75 ปี ก็ยังไม่ยอมเกษียณ เป็นต้น

จากภาวะการเกษียณอายุที่ไม่สามารถกำหนดอายุที่แน่นอนของแต่ละคนได้ ทำให้แบบประกันบำนาญที่มีอยู่ในอดีต ไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ได้ จึงไม่สามารถจูงใจวางแผนออมเงินเพื่อการเกษียณกับประกันชีวิตมากนัก เนื่องจากมีช่องทางอื่นๆที่น่าสนใจมากกว่าในการวางแผนเกษียณอายุ เพื่อตอบสนองความต้องการหากต้องการเกษียณอายุเร็วเพื่อใช้เงินที่เก็บออมไว้ หรือเกษียณอายุช้าและต้องการเก็บเงินออมไว้กับประกันชีวิตต่อไป

สาระกล่าวว่า แนวคิดในการพัฒนาแบบประกันบำนาญที่ใช่ คือ เป็นแบบประกันที่มีความยืดหยุ่นสามารถปรับให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หลากหลาย ขณะเดียวกัน สมาคมได้หารือกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อสร้างแรงกระตุ้นและแรงจูงใจให้ประชาชนสนใจออมผ่านประกันบำนาญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำเบี้ยประกันไปใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษี การพัฒนาแบบประกันที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของการใช้ชีวิตเพื่อการเกษียณของแต่ละคนอย่างแท้จริงรวมไปถึงการเชื่อมโยงกับเรื่องของสุขภาพที่ครอบคลุม

สาระกล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าคนไทยยังให้ความสำคัญกับเรื่องของการออมเพื่อเกษียณยังไม่มากนักเนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่ยังไกลตัว และต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้รับเงินบำนาญที่เก็บออมไว้ แต่หลังจากวิกฤติโควิด-19 เกิดขึ้น ทำให้ประชาชนเริ่มเห็นถึงความสำคัญของการเก็บออมทั้งด้านสุขภาพและการเงินมากขึ้น เนื่องจากเงินออมที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะรองรับกับวิกฤติที่เกิดขึ้นได้

สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วคือทุกคนเริ่มตระหนักถึงการวางแผนทางการเงินเพื่อดูแลสุขภาพกันมากขึ้น หลังจากเดิมคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับการทำประกันสุขภาพกันมากนัก เพราะมองว่าเป็นการจ่ายเบี้ยสูญเปล่าทุกปี โดยไม่ได้มองว่าเบี้ยที่จ่ายไปปีละไม่กี่พันบาทต่อปี หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น จะเปลี่ยนเป็นเงินแสน หรือเงินล้านบาทได้ ซึ่งวิกฤติโควิด-19 ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าหากมีการทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพเพื่อดูแลความเสี่ยงแล้ว เรื่องของประกันสามารถเข้ามาช่วยดูแลและลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ทำประกันได้เป็นอย่างดี

ขณะที่การทำประกันบำนาญยังไม่อยู่ใน Redar ส่วนใหญ่ของคนไทย ดังนั้น ภารกิจหลักจากนี้ไปคือการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของบำนาญให้มากขึ้น หลังจากที่เริ่มตระหนักรู้แล้ว่าแม้จะมีการวางแผนการออมเพื่อใช้จ่ายสำหรับชีวิตหลังวัยเกษียณแต่ปัจจุบันเงินออมที่วางแผนเอาไว้กลับไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายประจำวันที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้น จึงต้องเร่งให้ความรู้กับคนไทยเพื่อให้เกิดการตระหนักถึงการทำประกันบำนาญหรือออมเงินเพื่อการเกษียณมีความสำคัญมากสำหรับชีวิตในโลกยุคใหม่ที่มีความไม่แน่นอน และเศรษฐกิจมีความผันผวนอย่างในปัจจุบันและอนาคต

จากนี้ไป สมาคมจะให้ความสำคัญกับการสร้าง Radar สำหรับบำนาญที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกับเรื่องของประกันสุขภาพ โดยพยายามสร้างการกระตุ้นและแรงจูงใจเพื่อดึงดูดให้ทุกคนก้าวเข้ามาสู่ระบบการออมการวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณให้มากขึ้น


ติดตามคอลัมน์ CEO Talk  ได้ใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนตุลาคม 2563 ฉบับที่ 462 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi