INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exlusive Interview : นารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank

นารถนารี รัฐปัตย์

กรรมการผู้จัดการ

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)

หรือ SME D Bank

 

ออกแบบนโยบาย

ช่วยเอสเอ็มอีทั่วถึง-ทันท่วงที

 

ธุรกิจเอสเอ็มอีมีส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจเอสเอ็มอีค่อนข้างมาก ดังนั้น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว. หรือ SME D Bank) ภายใต้การนำของ นารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 จึงเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่จะพาธุรกิจเอสเอ็มอีผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้

นารถนารี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ การเงินธนาคาร ว่า จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกระทบกระธุรกิจเอสเอ็มอีก ธพว.จึงเร่งทำงานกับทุกภาคส่วนในการออกมาตรการอย่างครอบคลุมทั้งเติมทุน ให้สินเชื่อพิเศษ พักหนี้ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ

ธพว. ในฐานะสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อการพัฒนา SMEs ไทย ให้เติบโตและยั่งยืน เราพร้อมเคียงข้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านภารกิจหลักของธนาคารคือการออกแบบนโยบายความช่วยเหลือครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งลูกค้าที่ได้รับผลกระทบรวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ต้องการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

 

ปี 63 พิษเศรษฐกิจรุมเร้า

SME 1.33 ล้านรายอ่วม

นารถนารีกล่าวว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ เอสเอ็มอี มีความสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย โดยคิดเป็นสัดส่วน 43.6% ของ GDP รวมทั้งประเทศ สำหรับสถานการณ์ของธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2562 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ จำนวน 71,485 ราย อาทิ ธุรกิจก่อสร้างอาคาร ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และมีการยกเลิกกิจการ ปี 2562 จำนวน 22,129 ราย อาทิ ธุรกิจก่อสร้างอาคารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ ภัตตาคารร้านอาหาร

ขณะที่มูลค่าการส่งออกของ SMEs ปี 2562 จำนวน 2.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 30.6% ของส่งออกรวม โดยตลาดส่งออกหลักขยายตัวได้ใน จีน สหรัฐอเมริกา และยุโรป แต่หดตัวลงในตลาดญี่ปุ่น อาเซียน และ CLMV สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญที่ขยายตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ ผลไม้สด เครื่องใช้ไฟฟ้า

ด้านแนวโน้มสถานการณ์ SMEs ปี 2563 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ประเมินว่า ธุรกิจ SME ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางลบประมาณ 1.33 ล้านราย คิดเป็น 44% ของธุรกิจ SME ทั้งหมด

โดยในจำนวนนี้ แบ่งเป็น ธุรกิจค้าปลีก 873,360 ราย ร้านอาหาร เครื่องดื่ม 330,875 ราย ที่พัก โรงแรม บริการการท่องเที่ยว 45,430 ราย บริการขนส่ง 64,885 ราย กีฬา นันทนาการ 18,355 ราย โดยธุรกิจทั้งหมดนี้มีการจ้างงานประมาณ 4.08 ล้านคน คิดเป็น 25% ของแรงงานทั้งหมด

สำหรับปัจจัยด้านลบมาจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 กระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้น ออกนอกบ้านน้อยลง ซื้อสินค้าผ่าน Online หรือ Delivery มากขึ้น รวมถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร คาดการณ์ระยะเวลาถึงเดือนพฤษภาคม 2563 ส่งผลรายได้ของเกษตรกรและทำให้การใช้จ่ายในส่วนภูมิภาคลงลง

ตลอดจนสถานการณ์ความขัดแย้งของสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งคาดว่าไม่กระทบต่อ SMEs มากนัก เนื่องจากมูลค่าส่งออกไปอิหร่านเพียง 0.1% และในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเพียง 2.1% สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ อัญมณี เครื่องประดับ ยานยนต์ชิ้นส่วน

 

COVID-19 กระทบ 3 ช่องทางหลัก

ท่องเที่ยว-ส่งออก-ใช้จ่ายในประเทศ

นารถนารีกล่าวว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ธพว.คาดการณ์ GDP เศรษฐกิจไทย หดตัวที่ -5.6% ขณะที่คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกหดตัวที่ -2.1% โดยสถานการณ์ COVID-19 จะกระทบผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยว การส่งออก และการใช้จ่ายในประเทศ

        1. การท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบจากการที่นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงการเดินทางจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และมาตรการควบคุมของประเทศต่างๆ ขณะที่ภาคการผลิตเพื่อการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบคือ โรงแรม ร้านอาหาร ขนส่งทางบกและอากาศ ค้าส่งค้าปลีก น้ำมันปิโตรเลียม และสาธารณูปโภค

สำหรับแนวโน้มการท่องเที่ยวในปี 2563 ยังมีการหดตัว โดยคาดว่านักท่องเที่ยวทั้งปีจะเหลือเพียง 27.7 ล้านคน หดตัว 75% และคาดว่ารายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวราคาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มลดลง

        2. การส่งออก ได้รับผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัว โดยภาคการผลิตเพื่อการส่งออกที่ได้รับผลกระทบคือสินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น ยานยนต์ คอมพิวเตอร์ ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ และอิเล็กทรอนิกส์

ขณะที่การขาดตอนหรือหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Disruption) กระทบกับสินค้าส่งออกที่เกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานการผลิต เช่น เครื่องจักร เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เคมีภัณฑ์ ยางและพลาสติก สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์อาหาร และผลิตภัณฑ์จากไม้

สำหรับแนวโน้มการส่งออก คาดว่าจะหดตัวและมูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มลดลง ตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเพิ่มขึ้นราคาน้ำมันที่ลดลง ทำให้ราคาสินค้าส่งออกในหมวดน้ำมันลดลงตาม ขณะที่ปัญหาด้าน Supply Chain Disruption ที่เกิดจากการหยุดชะงักของการผลิตสินค้าในประเทศที่ได้รับผลกระทบและไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตด้วยจึงได้รับผลกระทบเช่นกัน

        3. การใช้จ่ายในประเทศ ได้รับผลกระทบจากความตื่นกลัวของประชาชนจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และความมั่นคั่งของครัวเรือนที่ลดลง โดยส่งผลกระทบทางลบให้กับธุรกิจรถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง น้ำมันปิโตรเลียม เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ และสันทนาการ

ขณะที่ส่งผลกระทบทางบวกให้กับสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ บริการ Delivery และโทรคมนาคมที่เกี่ยวกับบริการทางอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ การใช้จ่ายในประเทศมีแนวโน้มลดลง จากรายได้ของภาคครัวเรือนที่ลดลง ขณะที่การใช้จ่ายผ่านช่องทาง Online มีแนวโน้มสูงขึ้น

 

ลด-พัก-ขยาย-ผ่อน-เพิ่ม

ช่วย SME จากพิษ COVID-19

นารถนารีกล่าวว่า จากปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและกระทบถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นหนึ่งในฟันเฟืองหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นภารกิจและหัวใจหลักของ ธพว.ในการออกแบบนโยบายให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทั้งในด้านมาตรการและผลิตภัณฑ์ที่ต้องทันต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที โดย ธพว.ได้ออกชุดมาตรการ ภายใต้ชื่อมาตรการ ลด-พัก-ขยาย-ผ่อน-เพิ่มประกอบด้วย

         1. มาตรการลด โดยมอบสิทธิ์ลดดอกเบี้ย 1% เป็นเวลา 1 ปี สำหรับลูกค้า 5 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย 1.ธุรกิจโรงแรม/ห้องพัก 2.ธุรกิจสปา 3.ธุรกิจร้านอาหารภัตตาคาร 4.ธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์ และ 5.บริการขนส่งนักท่องเที่ยว ใน 22 จังหวัดหลักตามข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยสามารถเพิ่มเติมพื้นที่ได้ตามความเหมาะสม

 ทั้งนี้ ลูกค้าที่จะได้รับการลดอัตราดอกเบี้ย ต้องไม่ได้อยู่ในช่วงคิดอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) และไม่ได้อยู่ในโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ (Soft Loan)

         2. มาตรการพัก ลูกค้าสามารถแจ้งความประสงค์ขอพักการชำระหนี้เงินต้นให้นานขึ้นจากสิทธิ์ที่ได้รับอัตโนมัติตามพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID -19 เพื่อให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจ

        3. มาตรการขยายเวลาชำระหนี้ ให้สอดคล้องตามความสามารถในการชำระหนี้ นานสูงสุด 5 ปี

        4. มาตรการผ่อนปรนการชำระหนี้ โดยระหว่างที่พักชำระหนี้เงินต้น ลูกค้าสามารถขอผ่อนปรนการชำระหนี้ของดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นได้ด้วย

        5. มาตรการเพิ่มทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อเสริมสภาพคล่อง สำรองค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ ผ่านโครงการสินเชื่อต่างๆ เช่น

             - สินเชื่อรายเล็ก Extra Cash สำหรับผู้ประกอบการนิติบุคคลที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปีที่ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว

             - สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3% ต่อปี ใน 3 ปีแรก สินเชื่อ Transformation Loan เสริมแกร่ง (Soft Loan เพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักร ระยะที่ 2)

นอกจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าข้างต้นแล้ว ธพว.ยังดำเนินมาตรการตามพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ด้วยการชะลอการชำระเงินหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยอัตโนมัติเป็นเวลา 6 เดือน ให้แก่ลูกค้าทุกรายที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท และมีสถานะผ่อนชำระปกติ หรือค้างชำระไม่เกิน 90 วัน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 มีผลตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 เป็นต้นไป โดยมีลูกค้าได้รับสิทธิ์กว่า 43,000 ราย วงเงินรวมกว่า 66,800 ล้านบาท

นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมาย ธพว. ในฐานะหน่วยงานร่วมดำเนินการโครงการสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อในโครงการสินเชื่อประชารัฐต่างๆ ประกอบด้วย

     1. สินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 10,000 ล้านบาท

      2. โครงการฟื้นฟูและเสริมศักยภาพวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สำหรับ SMEs-คนตัวเล็ก วงเงิน 8,000 ล้านบาท

      3. โครงการสินเชื่อ SME โตไว ไทยยั่งยืน วงเงิน 3,000 ล้านบาท โดยลูกค้าสามารถพักชำระหนี้เงินต้น คงเหลือชำระเฉพาะดอกเบี้ย ได้สูงสุด 12 เดือน

สำหรับคุณสมบัติต้องเป็นลูกค้าสินเชื่อกองทุนประชารัฐ ที่มีสถานะยังไม่ด้อยคุณภาพ (Non NPL) หรือไม่อยู่ในระหว่างที่ถูกกองทุนดำเนินคดี ก่อนวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 ส่วนลูกค้าท่านใด ต้องการชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่เคยได้รับ สามารถชำระได้ตามปกติ

ธพว. คำนึงถึงสุขภาพความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินทาง ขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่ต้องการใช้บริการสินเชื่อต่างๆ แจ้งความประสงค์ผ่านทางออนไลน์ ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายช่องทาง เช่น ผ่าน LINE Official ผ่านระบบ Online Service Request และผ่านแอปพลิเคชั่น SME D Bank”

 

ลูกค้า SME 1.8 หมื่นราย

รับผลกระทบ COVID-19

นารถนารีกล่าวว่า สำหรับลูกค้าธนาคารที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ภัตตาคาร ธุรกิจนำเที่ยว ร้านขายของฝากของที่ระลึก และธุรกิจได้รับผลกระทบทางอ้อม เช่น ธุรกิจ Supply Chain หรือธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบทางตรง เป็นต้น

โดยจากการสำรวจข้อมูลลูกค้าธนาคารได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตามมาตรการ พัก-ขยาย-เติมจำนวน 18,089 ราย คิดเป็นภาระหนี้จำนวน 28,867 ล้านบาท โดยปัจจุบัน ธพว.เร่งพาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบเข้าสู่มาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 ซึ่งข้อมูลนับถึงวันที่ 20 เมษายน 2563 มีลูกค้าขอเข้าโครงการแล้ว 8,251 ราย คิดเป็นภาระหนี้ 14,634.77 ล้านบาท และธนาคารได้มีการอนุมัติแล้ว 5,735 ราย คิดเป็นภาระหนี้ 10,092.45 ล้านบาท

ธพว.พร้อมทำงานเชิงรุกทั้งการส่งพนักงานสาขาทั่วประเทศสำรวจข้อมูลผลกระทบ ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ลงพื้นที่เข้าเยี่ยมกิจการ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนและคลายความกังวลให้กับลูกค้าทุกราย ให้สามารถประคองธุรกิจให้ก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปได้

 

แนะ 7 ทริคช่วยเอสเอ็มอี

รับมือวิกฤติ COVID-19

นารถนารีกล่าวว่า ในภาวะที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 นอกจากการช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ แล้ว ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องปรับตัวเพื่อทำให้ธุรกิจมาสามารถอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ โดย ธพว. ได้แนะนำ 7 แนวทางในการรับมือวิกฤติ COVID-19

       1. ประเมินความพร้อมสถานะของกิจการ โดยเฉพาะการบริหารเงินสดคงเหลือในมือ

       2. ลด Fixed Cost ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

       3. การขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการของสถาบันการเงิน เพื่อรักษาสถานะทางการเงินให้สามารถ ประคับประคองผ่านช่วงวิกฤติได้ โดยไม่เป็นหนี้ NPLs เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อได้หลังจากวิกฤติคลี่คลาย

       4. สำรวจสินค้าคงคลังหรือวัตถุดิบใน Stock ว่าสามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้หรือไม่ หรือสามารถแปรรูปเป็นสินค้าหรือบริการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้หรือไม่ เช่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็น Delivery หรือผลิตสินค้าที่อยู่ในความต้องการในช่วงวิกฤติ

      5. การรักษาความสัมพันธ์และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของเครือข่ายการค้าที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าประจำ หรือ Supplier

      6. สร้างนวัตกรรมของสินค้าและบริการ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ศึกษาการทำธุรกิจผ่านดิจิทัล การปรับเปลี่ยนรูปแบบไปเป็น Online

      7. หากกรณีที่มีความจำเป็น อาจต้องขายสินทรัพย์บางส่วน เพื่อรักษาธุรกิจไว้ คือ การเสียอวัยวะดีกว่าเสียชีวิต


ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview  ได้ใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนพฤษภาคม 2563 ฉบับที่ 457 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi