<
INTERVIEW • CEO TALK

CEO Talk : จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง

บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด


ตั้งเป้า 3 ปี ผงาด Decacorn

มุ่งโตติดจรวด สู่สตาร์ตอัพแสนล้าน


“bitkub จะก้าวไปสู่การเป็น Decacorn (เดคาคอร์น) ที่มีมูลค่าบริษัทแตะ 300,000 ล้านบาท ซึ่งหัวใจสำคัญของเป้าหมายนี้คือการขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศ แม้ว่าเราจะมาถึงจุดที่เป็นยูนิคอร์นแล้ว แต่เราจะไม่หยุดแค่นี้ เพราะมองว่าโอกาสทางธุรกิจของกลุ่ม bitkub นั้นไปถึง Decacorn ได้ ดังนั้น เราต้องเดินหน้าต่อ และสร้างมาตรฐานในประเทศไทยให้สูงขึ้นเรื่อยๆ”


ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี่ที่ร้อนแรงสุดขีดในปีที่ผ่านมา ดันมูลค่าตลาดคริปโทฯทะยานถึง 2.85 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2021 ส่งให้การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกลายเป็นสิ่งที่นักลงทุนทั้งใหม่และเก่า รวมถึงนักลงทุนสถาบันหันมาให้ความสนใจมากขึ้น ความนิยมนี้ทำให้กระดานเทรดคริปโทฯทั่วโลกเติบโตมหาศาล

โดยในประเทศไทยนั้นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง bitkub โตกระฉูดถึงระดับ 1,000% และยังสร้างปรากฏการบิ๊กดีลที่ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของวงการสตาร์ตอัพไทย จากการเข้าถือหุ้นของกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ ขึ้นแท่นยูนิคอร์นสตาร์ตอัพในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะสุดๆ เพราะธุรกิจอยู่ในช่วงเบ่งบานเต็มที่ และยังแข็งแกร่งต่อเนื่องจากการเผชิญกับวิกฤติหลายต่อหลายครั้ง

ในปี 2022 bitkub กำลังเดินหน้าพิชิตยอดเขาลูกใหม่ ที่สูงขึ้น ใหญ่ขึ้น ท้าทายขึ้น ด้วยสรรพกำลังที่พร้อมเต็มที่ และยังเป็นการเดินทางชนิดที่พุ่งตรงสู่จุดหมาย ด้วยความเร็วแบบยกกำลัง

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ถึงมุมมองที่มีต่อตลาดคริปโทฯในปี 2022 พร้อมฉายภาพของตลาดที่จะเข้าสู่ Golden Period ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก ตลอดจนเป้าหมายล่าสุดของกลุ่ม Bitkub ที่ต้องการพิชิตยอดเขาลูกใหม่ มุ่งหน้าสู่การเป็น Decacorn ส่งมูลค่าบริษัทแตะ 300,000 ล้านบาท รวมถึงเทรนด์ใหม่อย่าง x-to-earn ที่ไม่ว่าผู้ใช้จะทำอะไรก็สามารถสร้างรายได้ได้

               

ปี 2024 คริปโทฯเข้ายุคทอง Wave 4

ชี้อินฟราฯพร้อม Web 3.0 เกิด ตลาดพีคแน่

จิรายุส เริ่มให้สัมภาษณ์พิเศษกับ การเงินธนาคาร ว่า หลังจากเกิด Bitcoin Halving ในช่วงกลางปี 2020 ส่งให้ในปี 2021 ตลาดคริปโทฯร้อนแรงอย่างมาก ทำให้ยังประเมินว่าความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโทฯยังคงอิงอยู่กับการเคลื่อนไหวของราคา Bitcoin ซึ่งสถิติที่ผ่านมาช่วงขาขึ้น (Bull Run) ของอุตสาหกรรมคริปโทฯมักจะมีระยะ 1-1.5 ปี และมักเกิดในช่วง Bitcoin Halving หรือการแบ่งครึ่งของรางวัลจากการทำ Mining ซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้งในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา

โดยหากมองในเชิงสถิติ การ Halving ครั้งที่ 1 เกิดขึ้นช่วงกลางปี 2012 หลังจากนั้น 6 เดือนราคาคริปโทฯก็ปรับขึ้น โดย Bitcoin พุ่งจากราคา 11 ดอลลาร์ ไปถึง 1,150 ดอลลาร์ ระยะเวลา Bull Run เกือบ 1 ปี ก่อนที่ราคาจะปรับลงมายืนที่ 200 ดอลลาร์ หลังจากนั้นอีก 4 ปี เกิด Bitcoin Halving ครั้งที่ 2 ในช่วงปลายปี 2016 และหลังจากนั้น 6 เดือน ราคา Bitcoin ก็พุ่งจาก 600 ดอลลาร์ไปถึง 20,000 ดอลลาร์ ครั้งนี้มีระยะเวลา Bull Run 1 ปี จากนั้นราคา Bitcoin ก็ปรับลงมายืนที่ 3,000 ดอลลาร์

และในรอบล่าสุดคือ Bitcoin Halving ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นในช่วงกลางปี 2020 หลังจากนั้น 6 เดือนราคา Bitcoin ก็พุ่งจาก 3,000 ดอลลาร์ ไปถึง 60,000 ดอลลาร์ ซึ่งรอบนี้แตกต่างจาก 2 ครั้งที่ผ่านมา เพราะคริปโทฯเริ่มได้รับการยอมรับในหลายวงการ มีนักลงทุนสถาบันเข้ามามากขึ้น ส่งให้ระยะเวลา Bull Run ยาวขึ้นเป็น 1 ปีครึ่ง

จิรายุสเน้นว่า สิ่งที่ชัดเจนก็คือราคา Bitcoin ปรับลงน้อยกว่าทุกครั้งในแต่ละรอบของการ Halving โดยใน Wave ที่ 1 ปรับลง 80% ใน Wave ที่ 2 ปรับลง 70% และใน Wave ที่ 3 (ปัจจุบัน) ปรับลง 50% หากมองระยะเวลา Bull Run ก็ยาวขึ้น และราคาที่ปรับลงแต่ละครั้งหลังจาก Bull Run ยังไม่มีครั้งไหนที่ Bitcoin มีราคาต่ำกว่าราคาเริ่มต้นก่อนเกิด Bull Run ในทุกรอบ

และที่สำคัญคือ ธรรมชาติของนักลงทุนในคริปโทฯนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไป โดยข้อมูลจาก Coinbase ซึ่งเป็นกระดานเทรดเบอร์ 1 ในอเมริการะบุว่า ในปี 2017 สัดส่วนของนักลงทุนเป็นรายย่อย 70% นักลงทุนสถาบัน 30% ขณะที่ในปี 2021 สัดส่วนของนักลงทุนเป็นสถาบัน 70% รายย่อย 30% ทำให้เงินที่ไหลเข้ามาในตลาดส่วนใหญ่เป็นเงินที่มาจากนักลงทุนสถาบัน

คาดว่าใน Wave ที่ 4 ช่วง Bull Run จะยาวขึ้น และถ้าหมดรอบราคาก็จะปรับลดน้อยลง ซึ่งอาจต่ำว่า 50% เพราะนักลงทุนสถาบันเข้ามามากขึ้น และนักลงทุนกลุ่มนี้เน้นการถือครองในระยะยาว แต่ทั้งหมดนี้เป็นแค่แนวโน้มความน่าจะเป็นที่ใช้ข้อมูลจากอดีตมาคาดการณ์อนาคต สิ่งที่จะเป็นตัวเร่งสำคัญในปี 2024 หรืออาจเร็วกว่านั้น คือการมาของ Web 3.0 ที่ภาพจะชัดเจนมากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานต่างๆมีความพร้อม ทั้ง Decentralized Web, Decentralized Protocol และ Decentralized Application ซึ่งคริปโทฯเป็นพื้นฐานในสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว เชื่อว่าตอนนั้นจะมี Real Usecase มากขึ้น และตลาดจะใหญ่มากกว่านี้อีก

สังเกตได้ว่าทุกครั้งที่ราคา Bitcoin พุ่ง เป็นสัญญาณเริ่มต้นการเข้าสู่ Bull Run ไม่มีทางที่เราจะกลับไปซื้อ Bitcoin ในราคาก่อนพุ่งที่ต่ำกว่า 3,000 ดอลลาร์ได้อีกแล้ว และจากนี้อีก 2 ปี จะเกิด Bitcoin Halving ครั้งที่ 4 รางวัลที่จะปล่อยให้กับการทำ Mining จะถูกลดลงจาก 6.25 BTC เหลือ 3.125 BTC ในทุก 10 นาที และถ้ายังเป็นตามสถิติเดิม ราคาก็จะพุ่งหลังจาก Halving ใน 6 เดือนต่อไป และเข้าสู่ปีทองที่ทุกคนพูดถึง Bitcoin กันทั่วโลกอีกครั้ง”

จิรายุสให้ความเห็นว่า ปัจจุบันการที่ตลาดคริปโทฯเข้าสู่ช่วงขาลง ส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนของโลก ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ ตลาดคริปโทฯ สงครามรัสเซีย-ยูเครน การที่ผู้คนเก็บเงินสดมากขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง การที่รัสเซียโดนมาตรการคว่ำบาตรเต็มรูปแบบจากอเมริกาและพันธมิตร ทั้งการตัดออกจากระบบ SWIFT ระบบเครดิตการ์ด อาจนำไปสู่อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้คริปโทฯทำหน้าเป็น Mean of Payment ของประเทศ

ส่งผลให้เกิดการใช้งานแบบ Crypto Payment ที่เป็น Real Usecase ขึ้น และอาจขยายไปถึงการที่ GDP ของรัสเซียซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 1.48 ล้านล้านดอลลาร์ จะเข้ามาอยู่ในตลาดคริปโทฯที่ปัจจุบันมีมูลค่าตลาดกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ด้วย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ก็เป็นไปได้ว่าตลาดคริปโทฯจะโตขึ้นอีกเท่าตัว

“Bitcoin อาจพัฒนาการไปสู่การเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้เน้นย้ำเรื่องนี้อย่างชัดเจน การที่ค่าเงินรูเบิลรัสเซียที่ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย หรือการที่หุ้นธนาคารพาณิชย์รัสเซียตกถึง 90% จนถึงขั้นล้มละลาย เศรษฐีในรัสเซียจึงแปลงทรัพย์สินทุกอย่างเป็น Bitcoin ออกจากประเทศไปเริ่มชีวิตใหม่ที่ประเทศอื่น ซึ่งตรงนี้ชัดเจนว่า Bitcoin สร้าง Economic Freedom ให้กับทุกคน ทำให้เกิด free flow ของ Capital เช่นเดียวกับที่ Facebook ทำให้เกิด free flow ของข้อมูล หรือ Airbnb ที่ทำให้เกิด free flow ของ People”

 

ตั้งเป้าเป็น Decacorn ในปี 2025

สร้าง Ecosystem Business รุกอาเซียน

จิรายุสกล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจของกลุ่ม bitkub เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเปิดธุรกิจมาเพียง 4 ปี มีการตั้ง บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ขึ้นเป็นบริษัทแม่ และขยายธุรกิจโดยตั้งบริษัทลูกถึง 8 บริษัท และตามโร้ดแมพจะมีการตั้งบริษัทลูกเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 บริษัท รวมทั้งสิ้น 10 บริษัทไม่รวมโฮลดิ้งส์ประกอบด้วย

        1. บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด : เป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 90-95% ของมูลค่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย

        2. บริษัท บิทคับ บล็อกเชน เทคโนโลยี จำกัด : เป็นบริษัทที่พัฒนา Bitkub chain, NFT Marketplace, Bitkub Next รวมถึงการร่วมมือกับภาคธุรกิจต่างๆ เพื่อพัฒนาโปรเจ็กต์บล็อกเชนร่วมกัน

        3. บริษัท บิทคับ แล็ป จำกัด : เป็นบริษัทที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ทางด้านบล็อกเชนให้กับเด็กไทย เข้าไปจับมือร่วมกับหลายมหาวิทยาลัย รวมถึงโรงเรียมมัธยมต่างๆ ร่วมสร้างหลักสูตรด้านบล็อกเชนและคริปโทฯเพื่อสนับสนุนให้เด็กไทยปรับตัวทันกับเทคโนโลยี

        4. บริษัท บิทคับ เวนเจอร์ส จำกัด : เป็นบริษัท Venture Capital ที่ลงทุนในสตาร์ตอัพที่มีไอเดียแปลกใหม่ มุ่งเน้นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ New Economy ทั้งหมด

        5. บริษัท บิทคับ เอ็ม จำกัด : เป็นบริษัทร่วมทุนกับเดอะมอลล์ เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ที่ชื่อว่า Bitkub M Social ที่ให้นักเทรดสามารถพบปะสังสรรค์ พูดคุย แชร์เทคนิคการเทรดได้ และยังมีห้องประชุมให้ใช้บริการด้วย

        6. บริษัท บิทคับ เวิล์ดเทค จำกัด : เป็นบริษัทร่วมทุนกับกลุ่มทองแตง มุ่งพัฒนาด้านการศึกษาเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างให้เด็กไทย คนไทยมีความรู้มีทักษะทางด้านบล็อกเชนมากขึ้น

       7. บริษัท บิทคับ อินฟินิตี จำกัด : เป็นบริษัทที่ให้บริการกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาต โดยจะเน้นการลงทุนในคริปโทฯเป็นหลัก

        8. บริษัท คับเทค จำกัด : เป็นบริษัทผู้ให้บริการด้านไอทีในประเทศเวียดนาม ให้บริการในลักษณะ IT as a Service

        9. บิทคับ แอดไวซอรี่ (อยู่ระหว่างก่อตั้งและขอใบอนุญาต) : ทำธุรกิจที่ปรึกษาด้านการลงทุน เป็นศูนย์วิจัยเกี่ยวกับเหรียญต่างๆ มีการจัดทำ Bitkub Rating และ Bitkub Index

        10. ICO Portal (อยู่ระหว่างก่อตั้งและขอใบอนุญาต) : ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล

จิรายุสกล่าวต่อว่า นอกจากบริษัทลูกทั้ง 10 บริษัท bitkub ยังมีแผนงานอีกหลายเรื่องที่เตรียมเอาไว้ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยจากนี้จะเน้นการขับเคลื่อนบริษัทลูกทั้งหมดให้เติบโตยิ่งขึ้น ซึ่งในปีที่ผ่านมาก็เห็นแนวโน้มการเติบโตที่ดีของบริษัทลูกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่กลุ่ม bitkub ขยายธุรกิจตั้งบริษัทลูกในสายธุรกิจต่างๆ ก็เพื่อสร้างให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Ecosystem Business” ที่จะไม่ใช่แค่การทำให้บริษัทลูกเป็นแพลตฟอร์มในเครือเท่านั้น แต่จะทำให้ทุกบริษัทลูกมีความเชื่อมโยงกันจนเกิดเป็น Ecosystem ซึ่งตัวเร่งสำคัญคือ การมาขอ Web 3.0 ที่จะทำให้ระยะเวลาในการไปถึงเป้าหมายสั้นลงแต่ความท้าทายก็เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเช่นกัน      

นอกจากนี้ กลุ่ม bitkub จะขยายธุรกิจออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของ บิทคับ ออนไลน์ ที่มีความแข็งแกร่งในประเทศไทย จะถูกขยายไปเปิดในประเทศอื่นในอาเซียน โดยเฉพาะในประเทศที่ยังไม่มีเจ้าตลาดชัดเจน เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว โดยวิธีการขยายธุรกิจจะเปิดกว้างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการร่วมลงทุน การซื้อบริษัท หรือการเข้าไปขอใบอนุญาตให้บริการภายใต้แบรนด์ Bitkub ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ละประเทศ โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นความคืบหน้าในปีนี้ หลังจากเริ่มหารือถึงความเป็นไปได้ในหลายประเทศ

ขณะเดียวกัน bitkub จะยังคงเดินหน้าแผนงานที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ bitkub ประกาศตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเปิดบริษัท ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนภายใน ทั้งการเปลี่ยนระบบบัญชี ระบบตรวจสอบและควบคุมภายใน การใช้ผู้ตรวจสอบบัญชีระดับโลก จนถึงเริ่มทำงานกับ FA แล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นที่จะยื่นไฟล์ลิ่งเร็วๆ นี้ ซึ่ง bitkub จะลองศึกษาโอกาสทั้งตลาดไทยและต่างประเทศ คาดว่าจะเข้าตลาดได้ในช่วงปี 2023 โดยหากเป็นตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปี และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี

“bitkub จะก้าวไปสู่การเป็น Decacorn (เดคาคอร์น) ที่มีมูลค่าบริษัทแตะ 300,000 ล้านบาท ซึ่งหัวใจสำคัญของเป้าหมายนี้คือการขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศ แม้ว่าเราจะมาถึงจุดที่เป็นยูนิคอร์นแล้ว แต่เราจะไม่หยุดแค่นี้ เพราะมองว่าโอกาสทางธุรกิจของกลุ่ม bitkub นั้นไปถึง Decacorn ได้ ดังนั้น เราต้องเดินหน้าต่อ และสร้างมาตรฐานในประเทศไทยให้สูงขึ้นเรื่อยๆ”

จิรายุสประเมินว่า กลุ่ม bitkub จะไปถึงจุดที่เป็น Decacorn ได้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า เพราะที่ผ่านมา bitkub เติบโตระดับ 1,000% ติดต่อกัน 4 ปีแล้ว ซึ่งในปี 2024-2025 คาดว่าตลาดคริปโทฯจะเข้าสู่ช่วง Bull Run หากหลังเกิด Bitcoin Halving ครั้งที่ 4 แล้วตลาดโตขึ้นอีก โอกาสที่ bitkub จะเป็นก้าวขึ้นเป็น Decacorn ของประเทศไทยจะสูงมาก

เหตุการณ์นี้คล้ายกับตอนที่ Coinbase ซึ่งเป็นกระดานเทรดคริปโทฯในอเมริกาก้าวสู่การเป็นยูนิคอร์นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่ในการเติบโต Wave ล่าสุด บวกกับการที่ Coinbase เข้าตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกา ก็ทำให้มูลค่าบริษัทก็พุ่งทะยานไปถึง 3 ล้านล้านบาท เทียบได้กับ Decacorn ถึง 10 ตัว

 

จับตาเทรนด์ใหม่โลก x-to-earn

ประเดิมยุค Web 3.0 ในไทย

จิรายุสกล่าวว่า ในปี 2022 เทรนด์ของโลกคริปโทฯที่น่าสนใจคือ Crypto Games, NFT Games และ DAO (Decentralized Autonomous Organization) จะมาแรง และที่น่าจับตามองและเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่ม bitkub ในปีนี้คือเทรนด์ x-to-earn (x แทนกิจกรรมทุกรูปแบบ) ที่ไม่ว่าจะเล่นเกม เรียนหนังสือ ออกกำลังกาย ฟังเพลง ดูโฆษณาก็จะสามารถมีรายได้ทั้งหมด สิ่งนี้จะผสานรวมโลกดิจิทัลและโลกจริงเข้าด้วยกัน เช่น การที่ bitkub จับมือกับ Bar B Q Plaza ทำให้เกิดเทรนด์ eat to earn ที่หากมาทานอาหารก็จะได้รับการ์ด NFT แลกเป็นส่วนลด และสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ มีการจัดแรงก์สำหรับคนที่สะสมการ์ดได้มากที่สุด หรือการที่ bitkub เข้าไปสนับสนุนฟุตบอลไทยลีค มีการมอบเหรียญ KUB ให้กับผู้เล่นยอดเยี่ยมในแต่ละการแข่งขัน และมีการออก NFT การ์ดนักฟุตบอลไทย ให้แฟนบอลไทยได้สะสมด้วย

เทรนด์ x-to-earn จะมาเปลี่ยนบิสซิเนสโมเดลแบบดั้งเดิมได้หลายอย่างมาก เพราะทุกคนสามารถสร้างรายได้จากสิ่งที่ทำ และ earn ที่ได้รับทั้ง NFT และ KUB ก็สามารถเชื่อมกับทุกวงการได้หมดแบบ Cross Chain Benefit เช่น สะสม NFT การ์ดฟุตบอลไทย ถ้าครบตามเงื่อนไขสามารถได้สิทธิไปดูประกวดนางงามรอบสุดท้ายได้ หรือทาน Bar B Q Plaza เก็บสะสม NFT แต่สามารถได้ตั๋วไปดูฟุตบอลนัดบิ๊กแมตช์ นี่คือความเชื่อมโยงกันได้หมดของ bitkub Ecosystem”

จิรายุสกล่าวว่า ยุทธศาสตร์ของ bitkub ที่มุ่งเน้นเรื่อง x-to-earn นั้น เป็นจุดที่ทำให้บริษัทลูกอย่าง bitkub blockchain ต้องทำโปรเจ็กต์ Erawan Hardfork ปรับระบบฉันทามติให้เป็น Proof of Stake Authority (POSA) และมีการเพิ่มจำนวนผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validator Node) เพื่อให้ bitkub chain เป็นแพลตฟอร์มให้ธุรกิจสามารถเข้ามาเชื่อมและสร้างโมเดลธุรกิจแบบ x-to-earn ได้

ภาพนี้จะเริ่มเห็นชัดเจนได้ในช่วงเดือนเมษายนนี้ และนี่คือเทรนด์ของโลก เป็นยุคของ Web 3.0 ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ ผ่าน Decentralized Web และมี Blockchain Wallet คือ bitkub Next ที่ใช้สำหรับเก็บเหรียญและ NFT ต่างๆ ได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับการตอบรับจากผู้ใช้เป็นอย่างดี นี่คือยุทธศาสตร์หลักของ bitkub ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และสร้างเป็น bitkub Ecosystem”

สำหรับ Use Case ในการใช้งานภายใน Bitkub Ecosystem สามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบมาก เช่น การใช้เหรียญ KUB หรือ NFT Card มาเบิร์น เพื่อโหวตผู้เล่นยอดเยี่ยมในการแข่งขันฟุตบอลคู่สำคัญ เลือกผู้เล่น 11 ตัวจริงในการแข่งขัน แม้แต่การเลือกดารานักแสดงเพื่อรับบทพระเอก-นางเอกในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ขณะที่สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ผู้ใช้ได้รับยังเชื่อมโยงกันได้กับทุกธุรกิจด้วย

เทรนด์ x-to-earn จะไม่ได้เกิดแค่ใน bitkub Ecosystem แต่เป็นทั้งโลก จะเห็นว่า NFT Marketplace กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และทุกที่ก็มีโมเดล x-to-earn ทั้งหมด ซึ่งมูลค่าของตลาดนี้จะมหาศาลมาก เพราะนี่คือ Web 3.0 ที่ทุกคนแชร์ประโยชน์ร่วมกัน เป็น Read-Write-Own-Open”

               

 ติดตามคอลัมน์ CEO Talk ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนเมษายน 2565 ฉบับที่ 480 ในรูปแบบดิจิทัล :  https://goo.gl/U6OnIi    

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://bit.ly/3bQdHgt