INTERVIEW • CEO TALK

CEO Talk : ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด

ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์

ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์

และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด

 

Moonshot Mission

ลุย DeFi เชื่อมโลกการเงินสู่ดิจิทัล


โลกของ DeFiกำลังจะมาถึง เราตั้งคำถามว่า ธนาคารซึ่งเป็น Centralized Finance (CeFi) จะอยู่ตรงไหนแม้เทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าอะไรคือ Mainstream แต่ที่แน่นอนคือถ้า DeFi เกิดขึ้นจะ Disrupt การเป็นตัวตนของธนาคาร นั่นจึงเป็นหน้าที่ของ SCB 10x ที่ต้องศึกษา และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจด้วย

SCB 10X บริษัทโฮลดิ้งคอมพานี ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Group)บริษัทน้องใหม่ที่เพิ่งมีอายุครบ 1 ปีไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่สามารถแจ้งเกิดขับเคลื่อนองค์กรและสามารถเริ่มสร้างผลงานได้ทันทีตั้งแต่วันแรกของการเริ่มต้นได้อย่างน่าสนใจ ภายใต้ภารกิจที่เรียกว่า “Moonshot Mission” ซึ่งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจและยุทธศาสตร์ของSCB 10X ได้เป็นอย่างดี

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัดถึงความคืบหน้าและผลงานต่างๆของ SCB 10X หลังจากได้รับเงินลงทุน 20,000 ล้านบาทจากธนาคารไทยพาณิชย์ ทั้งการเสริมทัพและการลงทุน รวมถึงโฟกัสสำคัญของบริษัทในเวลานี้ ที่มุ่งศึกษาบริการทางการเงินแบบไร้ตัวกลาง (DeFi), Digital Asset และ Blockchain เพื่อรองรับแนวโน้มของโลกอนาคต

 

ครบรอบ 1 ปี SCB 10X

ขยายทัพดิจิทัล ลงทุน 8,000 ล้าน

ดร.อารักษ์ เริ่มฉายภาพตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการก่อตั้งว่า SCB 10X เป็นการรวมหลายๆ สิ่งที่กลุ่มSCB ได้ทดลองทำไม่ว่าจะเป็นงานที่เริ่มทำผ่านบริษัทDigital Ventures ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2016 หรือผ่านการทำนวัตกรรมต่างๆ ของธนาคารและนำประสบการณ์และการเรียนรู้เหล่านั้นมาประยุกต์และพัฒนาต่อยอดและรวมเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มของ SCB 10X

SCB 10X ได้รับงบลงทุนจาก SCB Group จำนวน 20,000 ล้านบาท เพื่อสร้าง Exponential Business หรือธุรกิจที่เป็นธุรกิจแห่งโลกในอนาคตซึ่งโดยธรรมชาติแล้วจะเป็นธุรกิจที่สร้างอยู่บนเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดParadigm Shift หรือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ได้ซึ่งเวลานี้สิ่งที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงก็คือเทคโนโลยีอย่าง Blockchain, Artificial Intelligence (AI), Machine Learning ว่าเป็น Exponential Technologies หรือ Disruptive Technologies

ดร.อารักษ์เล่าต่อว่าในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา SCB 10X มีความคืบหน้าสำคัญ เรื่องหลัก เริ่มจาก

        1. ขยายทัพคนพันธุ์ดิจิทัล SCB 10X  เริ่มต้นจากคนไม่ถึง10คนแต่วันนี้บริษัทมีพนักงานประมาณ70คน ซึ่งหากนับรวมบริษัทลูกด้วยแล้ว จะมีพนักงานรวมกันประมาณกว่า300คนกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นมนุษย์สายพันธุ์ดิจิทัล(Digital Native) อายุเฉลี่ยส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 20-30 ปี ทำให้ SCB 10X มีกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย และยังมีพลังที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ซึ่งส่งผลดีต่อองค์กรในระยะยาวเพราะกลุ่มคนเหล่านี้เป็นตัวแทนของโลกในอนาคตอย่างแท้จริง

          2. ลงทุนไปแล้ว 8,000 ล้านบาท SCB 10X ได้ร่วมสนับสนุนการลงทุนกับสตาร์ตอัพกว่า30บริษัททั้งในและต่างประเทศเป็นเงินร่วม6,000 ล้านบาทและถ้ารวมที่บริษัทไปลงในกองทุนของพันธมิตรตัวเลขรวมจะอยู่ที่ประมาณกว่า 8,000 ล้านบาทโดยเน้นการลงทุนใน5ด้านคือ Blockchain, Fintech, Digital Lifestyle Ecosystems, Health Ecosystem และ  Deep Tech ด้วยเงินลงทุนจำนวนนี้ทำให้ SCB 10X เริ่มเป็นที่รู้จักจากบริษัทสตาร์ตอัพและกองทุนชั้นนำในต่างประเทศโดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยี Blockchain 

          3. ปั้นสตาร์ตอัพตัวจริงสู่ตลาด SCB 10X มีทีมVenture Builder ที่มุ่งสร้างธุรกิจใหม่ผ่านนวัตกรรมดยใช้หลักการ  Design Thinking  และLean Startup โดยจะให้โจทย์ว่าอยากสร้างธุรกิจอะไร ซึ่งไอเดียที่ได้รับการคัดเลือกจะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปของการทำProve of Concept  และได้รับเงินทุนสนับสนุนในช่วงเริ่มต้น แต่จะผ่านไปสู่การจัดตั้งบริษัทใหม่และได้เงินทุนเพิ่มหรือไม่นั้นทีมงานจะต้องผ่านกระบวนการคัดกรองที่เข้มข้น

โดย SCB 10X เริ่มปล่อยสตาร์ตอัพเหล่านี้ออกสู่ตลาดแล้ว เช่น Monix ซึ่งได้จับมือกับพันธมิตรระดับยูนิคอร์นสตาร์ตอัพจากประเทศจีนเพื่อมุ่งเน้นทำDigital Lending, บริษัทSkinX ที่ร่วมมือกับ ดิจิทัล เฮลท์ เวนเจอร์ บริษัทในเครือโรงพยาบาลสมิติเวช ในการสร้าง Digital Derma Platform และยังมีบริษัทTokenX ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำธุรกิจเกี่ยวกับTokenization ผ่านICO Portal ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางก.ล.ต.และยังมีสตาร์ตอัพอยู่ในPipeline อีกหลายบริษัทที่เตรียมปล่อยออกมาในอนาคต

          4. เน้นศึกษาของใหม่วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง  SCB 10X คือ เพื่อเป็นทีมที่มองไปยังโลกอนาคต เน้นศึกษาเทคโนโลยีและเรื่องใหม่ที่อาจจะดูไกลจากตัวตอนนี้แต่มีโอกาสสูงที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอนาคตการที่ SCB 10X ลงทุนในสตาร์ทอัพหรือทดลองประยุกต์นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ก็จะทำให้สามารถเห็นถึงโลกในอนาคตได้เช่น  Blockchain,Cryptocurrency, Digital Assets เมื่อได้ความรู้เหล่านี้ก็จะนำมาแชร์ให้กับกลุ่มSCB นำมาซึ่งการปรับยุทธศาสตร์ของกลุ่มให้รองรับกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต



ศึกษาโลก DeFi/Digital Asset

ประเดิมตั้งบริษัทลูก Token X

ดร.อารักษ์กล่าวว่า หนึ่งในเรื่องที่ SCB 10X ให้ความสนใจอย่างมากขณะนี้คือ DeFi (Decentralized Finance) ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่มีตัวกลาง ทุกอย่างทำงานผ่านโค้ดคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ในมุมของ SCB 10X มองว่า DeFi จะมีบทบาทสำคัญในอนาคต แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการพัฒนาเซอร์วิสต่างๆได้สมบูรณ์แค่ไหน ปัจจุบันทุกธุรกรรมทางการเงินที่มีอยู่บนโลก สามารถกลายเป็น DeFiได้หมดแล้ว ไม่ว่าจะฝาก ถอน กู้ ลงทุน แม้แต่การซื้อล็อตเตอรี่ ก็สามารถทำได้โดยที่ไม่มีตัวกลาง

ในโลก DeFi มีสิ่งที่เรียกว่า Programmable Money และ Smart Contract ที่สามารถยกบริการทางการเงินทั้งระบบเข้าไปอยู่บนโค้ดคอมพิวเตอร์และทำงานแบบอัตโนมัติได้ เช่น ถ้านำหลักประกันมาวาง ระบบก็สามารถปล่อยเงินจากนาย ก. สู่นาย ข. ได้อัตโนมัติ ทุกอย่างวิ่งอยู่บนโค้ดคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ซึ่งหากทำได้และมีคนใช้แพร่หลาย DeFi จะกลายเป็นระดับโลกทันที เพราะขอบข่ายของ DeFi คือโลกทั้งใบ

ดร.อารักษ์เผยว่า เวลานี้มีเงินที่อยู่ในระบบ DeFi มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย Total Value Locked ในระบบ DeFi ต้นปี 2020 มีเพียง 300 ล้านดอลลาร์ ปลายปีเพิ่มเป็น 13,000 ล้านดอลลาร์ และตอนนี้เพิ่มไปถึง 52,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการเติบโตมากกว่า 100 เท่า แม้ว่าเมื่อเทียบกับจำนวนเงินในระบบจะยังเล็ก แต่ถ้ามองอัตราการเติบโตในระยะเวลาที่สั้น นั่นหมายความว่า DeFiเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น คนรุ่นใหม่เริ่มใช้ DeFi กันเป็นเรื่องปกติ รวมถึงบริษัทในไทยบางแห่งก็เริ่มใช้แล้ว ซึ่งถ้าถึงโลกได้เดินไปถึงจุดที่สินทรัพย์ทั้งหมดเปลี่ยนมาสู่ดิจิทัลทั้งหมด จะทำให้เกิดการ Disruption ของโลกการเงินครั้งใหญ่ ดังนั้นธนาคารจึงต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

โลกของ DeFi กำลังจะมาถึง เราตั้งคำถามว่า ธนาคารซึ่งเป็น Centralized Finance (CeFi) จะอยู่ตรงไหนแม้เทคโนโลยีเหล่านี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าอะไรคือ Mainstream แต่ที่แน่นอนคือถ้า DeFi เกิดขึ้นจะ Disrupt การเป็นตัวตนของธนาคาร นั่นจึงเป็นหน้าที่ของ SCB 10x ที่ต้องศึกษา และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกันก็ถือเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจด้วย

ดร.อารักษ์เปิดเผยว่า SCB 10X ได้จัดตั้งบริษัทลูกชื่อ Token X เพื่อให้บริการแปลงสินทรัพย์ในโลกความจริงสู่โลกดิจิทัล (Tokenize) โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนขอใบอนุญาต ICO Portal จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการขอใบอนุญาตในช่วงปลายปีนี้ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว บริษัท Token X สามารถเริ่มธุรกิจการทำTokenize ได้แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือ เนื่องจากการทำ Tokenize สามารถทำแบบไม่ต้องขอใบอนุญาตได้ เช่น การออก Token พร้อมใช้ที่มีสินทรัพย์จริงรองรับอยู่แล้ว สามารถออก Token และนำไปเทรดได้เลย

 หากเป็น Token แบบไม่พร้อมใช้ เช่น ต้องผ่อนดาวน์ อยู่ระหว่างการสร้าง การ Tokenize แบบนี้จะต้องมีใบอนุญาตรองรับ เพราะผู้ที่ทำ ICO Portal ต้องมั่นใจว่าจะมี Cash Flow คืนกลับมาสู่นักลงทุนได้ การทำธุรกิจแบบนี้เปรียบเหมือน Investment Banking แค่เปลี่ยนมาอยู่ในรูปของดิจิทัล SCB 10X เชื่อว่าในช่วง 1-2 ปีนี้ จะเริ่มเห็นภาพเหล่านี้มากขึ้น และ 3-5 ปี เรื่องเหล่านี้จะกลายเป็น Mainstream

ดร.อารักษ์ฉายภาพต่อว่า สิ่งที่ SCB 10X มองต่อออกไป คือในยุค DeFiธนาคารยังสามารถมี Position ได้ในหลายมุม เช่นธนาคารสามารถให้บริการในฐานะผู้รับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลได้ (Custodian) เพราะการครอบครองด้วยตัวเองแม้จะทำได้แต่ก็มีความเสี่ยงสูง ซึ่งความน่าเชื่อถือของธนาคารที่มีมายาวนานจะช่วยอุดช่องโหว่ความเสี่ยงนี้ เป็นการนำ Trust มาบวกกับเทคโนโลยี ทำให้แม้จะมีบริการทางการเงินแบบไม่มีตัวกลางแต่ลูกค้าก็ยังมองเรื่อง Trust และความปลอดภัยเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่

ในอนาคตเราเชื่อว่า CeFi จะมีความเชื่อมโยงกับ DeFi สิ่งสำคัญที่สุดคือธนาคารต้องทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าการนำเงินมาพักไว้ที่ธนาคารจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ แต่ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ยังจินตนาการภาพนั้นได้ไม่ชัดว่าบทบาทของธนาคารในจุดนั้นคืออะไร เพราะถ้าในความหมายการเป็น DeFi ธนาคารจะไม่มีบทบาทในทางตรง แต่สามารถเป็นทางผ่าน ที่พักเงิน โบรกเกอร์ หรือ Exchange ได้ซึ่งถือเป็นความท้าทายเราต้องพิจารณา

อีกจุดหนึ่งที่ธนาคารจะเข้าไปได้คือ การรับบทบาทในการเชื่อมโยงระหว่างโลกความจริงกับโลกดิจิทัล ซึ่ง Position นี้สามารถมีได้หลายรูปแบบเช่น การทำหน้าที่เป็น Exchange หรือโบรกเกอร์ ซึ่งบทบาทนี้คือการเป็นช่องทางให้ลูกค้าสามารถนำสกุลเงินทั่วไป (Fiat Currency)มาแปลงเป็นดิจิทัลได้

“SCB 10X กำลังศึกษาเรื่อง DeFi, Digital Asset และ Blockchain อย่างจริงจังโดยตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเข้าไปมีบทบาทใน Ecosystem นี้ให้ได้ โดย Position แรกคือการเป็นจุดเชื่อมระหว่างโลกแห่งความจริงกับโลกดิจิทัล ซึ่งในอนาคตก็จะต้องมีธุรกิจต่อยอดไปอีก แต่เริ่มแรกจะต้องสร้าง Ecosystem ในโลกดิจิทัลให้สมบูรณ์ ส่วนบทบาทในอนาคตทั้งทางตรงและทางอ้อมก็ต้องอยู่ในกรอบการกำกับดูแลที่ถูกต้องที่สุด

เวลานี้ DeFi อยู่ในช่วงเริ่มต้น ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความมั่นใจและสบายใจในการทำธุรกรรมผ่าน DeFi แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน DeFi อาจเป็นหนึ่งในทางเลือก หรืออาจกลายเป็นทางหลักในการทำธุรกรรมทางการเงินได้ ปัจจุบัน SCB 10X  มีการศึกษา และร่วมมือกับพันธมิตรในการทดลองสร้างระบบ DeFi ขึ้นมา แตยังไม่มีนโยบายที่จะให้บริการ DeFi มีเพียงการศึกษาและมีการเตรียมความพร้อมในห้องทดลองเท่านั้น

ดร.อารักษ์เผยอีกว่า นอกจากความสนใจใน DeFiแล้ว SCB 10X ยังคงเดินหน้าศึกษาเทคโนโลยี Blockchainอย่างต่อเนื่องเพราะเชื่อว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้าจะเป็นกุญแจสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนโลกธุรกิจ และชีวิตของผู้คนไม่ต่างกับที่อินเทอร์เน็ตเปลี่ยนโลกเมื่อประมาณ30ปีที่แล้วแต่ก็ยังต้องใช้เวลากว่า10ปี ก่อนที่จะเริ่มเห็นผล เพราะ Blockchainยังต้องผ่านช่วงของการลองผิดลองถูกและการค้นคิดรูปแบบทางธุรกิจในรูปแบบใหม่เสียก่อน

 

เดินหน้า Moonshot Mission

ตั้งเป้าสร้างยูนิคอร์นใน 3-5 ปี

ดร.อารักษ์กล่าวว่า การระบาดของ Covid-19  ทำให้การทำธุรกิจและการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เทคโนโลยีได้เข้ามามีส่วนอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นe-payment  บน PromptPay ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดหรือแม้กระทั่งดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ เช่นe-commerce  หรือ Food Delivery Platform เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของโลกธุรกิจและการดำเนินชีวิตในอนาคต

 “SCB 10X จะมุ่งเน้นศึกษาลงทุนและสร้างธุรกิจแห่งอนาคตที่มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนกระบวนทัศน์หรือParadigmShift ของอุตสาหกรรมและธุรกิจเป็นธุรกิจที่ทางธนาคารยังไม่มีความพร้อมหรือยังไม่อยู่ในความสนใจการทำในลักษณะนี้ เป็นการสร้างความชัดเจนของการจัดลำดับความสำคัญ และยังช่วยผลักดันให้ทุกภาคส่วนมีความตื่นตัวในการศึกษาเทคโนโลยีและนำมาใช้ทุกปีกลุ่ม SCB จะมีขีดความสามารถสูงขึ้น เรื่องที่เคยเป็นเรื่องในอนาคตไกลตัวจะเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้นในขณะเดียวกัน  SCB 10X  เองก็ต้องพัฒนาองค์กรต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

ดร.อารักษ์กล่าวต่อว่า SCB 10X ตั้งเป้าหมายหลัก 3เรื่องคือ

       1. มุ่งสู่การเป็นบริษัทด้านการลงทุนด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับภูมิภาค

       2. สร้างสตาร์ตอัพยูนิคอร์นให้สำเร็จภายใน 3-5 ปี 

       3. เป็นองค์กรที่มีบุคลากรด้านดิจิทัลทั้งในประเทศและต่างประเทศอยากมาร่วมงานด้วยมากที่สุด

เทคโนโลยีจะเป็นสิ่งที่เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตและต่อธุรกิจอย่างมากสิ่งที่เห็นหรือสัมผัสได้ตอนนี้ยังเป็นแค่จุดเริ่มต้นโดยเฉพาะเทคโนโลยีที่มีลักษณะExponential หรือDisruptive นั้นส่วนใหญ่มักถูกมองเป็นแค่Gimmick ไม่มีทางที่จะเติบโตและทดแทนสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้ แต่ประวัติศาสตร์สอนให้เห็นแล้วจากตัวอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็นวันที่กล้องดิจิทัลออกแล้วเปลี่ยนอุตสาหกรรมวันที่ YouTube และ  Netflix  มาเปลี่ยนอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อต่างๆ

ดร.อารักษ์กล่าวว่า ขีดความสามารถทางด้านเทคโนโลยีขององค์กรจะเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในเรื่องความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืน ในอนาคตการเกิดBusiness Model ใหม่ๆที่สามารถเปลี่ยน Competitive Landscape ได้นั้น มักจะมาจากDigital Players  แนวโน้มนี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสเพราะหากไม่ปรับตัวให้เข้ากับโลกใหม่ก็จะมีความเสี่ยงกับความอยู่รอดในระยะยาว

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยียังเป็นอาวุธสำคัญในการสร้างธุรกิจและการเติบโตในอนาคต แต่การปรับตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเป็นมากกว่าการลงทุนในระบบงานหรือลงทุนในเทคโนโลยีใหม่แต่หมายรวมถึงการปรับองค์กรในทุกองคาพยพตั้งแต่กระบวนการทำงานกระบวนการตัดสินใจความรู้ทัศนคติของบุคลากรและที่สำคัญคือวัฒนธรรมองค์กรซึ่งสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่กลุ่มSCB  ได้พยายามทำมาโดยตลอดในช่วง5  ปีที่ผ่านมา ภายใต้โครงกา  SCB Transformation 

 

ติดตามคอลัมน์ CEO Talk  ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนพฤษภาคม  2564 ฉบับที่ 469 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi