INTERVIEW • CEO TALK

CEO Talk : สมคิด จิรานันตรัตน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

สมคิด จิรานันตรัตน์

ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่

ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

 

ปั้น Thailand Digital Platform

ขับเคลื่อนประเทศยุค 4.0

 

ในช่วงการระบาดของไวรัส Covid-19 มาตรการจากภาครัฐถือเป็นความหวังของประชาชน ที่จะได้ใช้เงินเยียวยาในการดำรงชีวิตในช่วงที่สถานการณ์ไม่ปกติ ช่องทางดิจิทัลถูกนำมาใช้อย่างเร่งด่วนเพื่อรองรับโครงการต่างๆ ทั้ง เราไม่ทิ้งกัน เราชนะ คนละครึ่ง เราเที่ยวด้วยกัน ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วเพื่อให้คนไทยสามารถใช้สิทธิได้อย่างทั่วถึง แม้จะมีข้อจำกัดในเรื่องที่ประชาชนไม่มีสมาร์ตโฟน ซึ่งก็เป็นปัญหาที่รัฐต้องเข้ามาช่วยโดยการเปิดให้ลงทะเบียนที่สาขาธนาคารกรุงไทย แต่หากมองในภาพใหญ่ นี่คือการแก้ปัญหาที่รวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งของรัฐบาล และเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยได้อย่างตรงจุด

การเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ สมคิด จิรานันตรัตน์ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาช่องทางดิจิทัลของภาครัฐผ่านโมบายล์แอปพลิเคชั่น เป๋าตังค์กับบทบาทของการเป็นที่ปรึกษาธนาคารกรุงไทย ที่เข้ามาช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีให้สามารถรองรับธุรกรรมจำนวนมหาศาลในระบบ ตลอดจนภารกิจสุดท้าทายในการสร้าง “Digital Thailand Platform”เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยในยุค 4.0

 

พลิกฟื้น Krungthai Next

สู่แอปฯ ยอดฮิตหมวดการเงิน

สมคิดเล่าให้การเงินธนาคารฟังว่า ที่มาของการมานั่งตำแหน่งที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยนั้น เป็นเพราะก่อนหน้านี้โมบายล์แอปพลิเคชั่น Krungthai Next ประสบปัญหาด้านการให้บริการที่หยุดชะงักในช่วงสิ้นเดือนบ่อยครั้ง ซึ่งก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับธนาคารกรุงไทย ได้มีประสบการณ์และอยู่เบื้องหลังการพัฒนาโครงการสำคัญมูลค่าระดับหมื่นล้านอย่างK-Transformationการก่อตั้งบริษัทด้านเทคโนโลยีอย่าง KBTGไปจนถึงการพัฒนาโมบายล์แอปพลิเคชั่น K PLUS ของธนาคารกสิกรไทย

การมาเป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคารกรุงไทยในช่วงแรกจึงเป็นแก้ปัญหาการหยุดชะงักของการให้บริการ Krungthai Next โดยใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น และเริ่มปรับแต่งโครงสร้างของระบบภายในเพื่อแก้ปัญหาโดยใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ก็ทำให้ Krungthai Next สามารถรองรับการใช้งานจำนวนมากในทุกสิ้นเดือนได้โดยไม่ติดขัดและขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ Top 3 ของหมวดแอปพลิเคชั่นการเงินใน App Store

เราปรับแต่งระบบ Krungthai Next ใหม่ เพื่อให้เข้ากับวัตถุประสงค์ของการให้บริการที่เน้นลูกค้าเป็นหลัก มีการตัดเอาสิ่งที่ยุ่งยากในการใช้งาน หรือสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับลูกค้าทั้งหมดออกจากแอปพลิเคชั่นลดเวิร์กโหลดที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เป็นการออกแบบเพื่อลูกค้าจริงๆ จากนั้นก็ปรับทีมงานและส่วนต่างๆเพิ่มเติม จนสิ้นเดือนแรก Krungthai Next ให้บริการได้ไม่ล่ม นั่นจึงชัดเจนว่าเรามาถูกทาง

สมคิดเล่าต่อว่า ปัญหาลักษณะนี้มักเกิดขึ้นกับการออกแบบแพลตฟอร์มบนสมาร์ตโฟน ที่มักรวมหลายๆบริการมาไว้ในที่เดียว แม้ในช่วงแรกจะให้บริการได้ แต่เมื่อลูกค้าเข้ามาใช้งานมากขึ้น โดยเฉพาะต้องรองรับมาตรการต่างๆของรัฐบาลทำให้มีผู้ใช้ก้าวกระโดดกว่า 50 ล้านคน ระบบย่อมเกิดปัญหาอย่างในช่วงของมาตรการ ชิมช้อปใช้ที่รัฐบาลออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพียงแค่เปิดลงทะเบียนวันแรกระบบก็เกิดปัญหา ทำให้ได้เข้าไปช่วยในการพัฒนาระบบชิมช้อปใช้ ควบคู่ไปกับการพัฒนา Krungthai Next

หลังจากที่มีการผ่าตัดความคิดองค์กรครั้งสำคัญ ก็ใช้แนวทางที่เน้นวัตถุประสงค์หลักเป็นที่ตั้งมาโดยตลอด ปัจจุบันมีโครงการรัฐบาลออกมาใหม่ๆ เช่น โครงการ คนละครึ่งที่มีคนเข้ามาใช้งานนาทีละ 1 ล้านคนระบบก็สามารถรองรับได้ เนื่องจากมีการแยกออกจากระบบอื่นๆชัดเจน ต่อยอดไปสู่การพัฒนาแอปพลิเคชั่นกลางอย่าง เป๋าตังสำหรับผู้ใช้ และ ถุงเงินสำหรับร้านค้า


Thailand Digital Platform

หนุนประเทศไทย 4.0

                Thailand Digital Platform


                ไอเดียการพัฒนา Thailand Digital Platform


สมคิดกล่าวว่า หลังจากที่ได้เข้าไปปรับแต่งโครงสร้างของแอปพลิเคชั่น Krungthai Next และมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบเพื่อรองรับมาตรการของรัฐบาล ทำให้เกิดแนวคิดสนับสนุนโร้ดแมพ Thailand 4.0 ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศไทยลงทุนไปกับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเป็นหลัก ซึ่งต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังไม่มีต้นแบบชัดเจนว่าจะเดินหน้าหรือใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้นให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือเอามารวมกันได้อย่างไร

การสร้างแพลตฟอร์มจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ โดยจะต้องมีองค์ประกอบของผู้ใช้จำนวนมาก และเอื้อประโยชน์ต่อโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ทำให้ธุรกิจสตาร์ตอัพ ธุรกิจบริการ และประชาชน เข้ามาใช้บริการได้ แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยล้วนพึ่งพาแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย ทั้งหมดล้วนมาจากต่างประเทศ

การที่เราพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างประเทศอย่างเดียว เหมือนกับการที่ประเทศเสียเอกราช เพราะเจ้าของแพลตฟอร์มจะได้ข้อมูลของคนในประเทศว่าเป็นอย่างไร รู้พฤติกรรมของคนไทยรู้ว่าจะเอาอะไรมาขาย ต้องยอมรับว่าอาวุธยุคนี้คือข้อมูล ใครถือข้อมูลก็เป็นผู้กุมความได้เปรียบ

สมคิดเผยว่า จากการตั้งคำถามเรื่องการใช้แพลตฟอร์มต่างชาติ ทำให้เกิดแนวคิดในการสร้าง Thailand Digital Platform ขึ้น พร้อมวางโครงสร้าง การทำประโยชน์ โมเดลการวิเคราะห์ข้อมูลและผู้ใช้ข้อมูล และพื้นฐานของการดึงดูดผู้ใช้ ซึ่งเวลานั้นมีโอกาสคือโครงการต่างๆของรัฐบาลที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง จึงเริ่มมีการต่อยอดจากปริมาณผู้ใช้ในเวลานั้น

ผมตั้งโจทย์ว่าการที่ประเทศจะก้าวไปเป็น Thailand 4.0 แบบเป็นรูปธรรมจะต้องมีอะไรบ้าง คำตอบคือต้องมีแพลตฟอร์มของประเทศที่ไม่ใช่ของต่างชาติ และในแพลตฟอร์มนี้จะประกอบด้วยอะไร ผมร่างความคิดนี้ลงใน iPad โดยThailand Digital Platform จะเน้นที่ความหลากหลาย ให้บริการทั้งเอกชน และรัฐบาล และจะเชื่อมโยงด้วยโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ 3 ด้านคือ Digital ID, Digital Currency, Digital Paper ซึ่งจะนำมาซึ่งข้อมูลขนาดใหญ่ ที่สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อสร้างนโยบายในการให้บริการผู้ใช้ได้มากขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐาน 3 ด้าน ก็จะพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มที่แยกออกมา 5 ด้านคือ 1. Digital Bond 2. Digital Asset 3. Digital Commerce 4. Biz 5.  Government โดยมี 3 แพลตฟอร์มที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว คือ

         1. Digital Bond เป็นแพลตฟอร์ม Digital Bond ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถซื้อ-ขายพันธบัตรรัฐบาลได้แบบเรียลไทม์ โดยการถือพันธบัตรรัฐบาลจะได้ดอกเบี้ย 1.7-2.5% ซึ่งมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากประจำ และหากไปขายในตลาดรองก็มีโอกาสได้ Capital Gain Yield ที่เพิ่มขึ้น และเมื่อขายได้ เงินก็จะเข้า Wallet ทันที โดยได้เปิดให้บริการไปแล้วคือ วอลเล็ต สบม. ภายในแอปพลิเคชั่น เป๋าตัง

         2. Digital Asset เป็นแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล ที่แปลงสภาพจากฟิสิคอลมาเป็นดิจิทัล สามารถซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนสินทรัพย์ประเภทนี้ได้ใน Wallet เช่น ผู้ใช้สามารถแปลงสินทรัพย์ประเภทบ้านเป็นดิจิทัลและสามารถขายสิทธิความเป็นเจ้าของ หรือสิทธิในการลงทุนได้ โดยแพลตฟอร์มนี้กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนา

         3. Digital Commerce เป็นแพลตฟอร์ม Marketplace ที่เปิดให้ร้านค้าเข้ามาขายสินค้าได้ โดยมีจุดเด่นที่การนำเสนอสินค้าผ่านวิดีโอสั้นความยาว 1 นาที มีอินเทอร์เฟสคล้ายกับโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม ให้ประสบการณ์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ เพียงแค่เลื่อนขึ้น-ลง ก็สามารถดูสินค้าจากร้านต่าง และหากต้องการซื้อสินค้าก็สามารถกดซื้อได้เลย

ในอนาคตเราอยากให้แพลตฟอร์ม Digital Commerce เอื้อประโยชน์ให้คนตัวเล็ก ให้ผู้ประกอบการ SME สตาร์ตอัพ นำไปใช้มากขึ้น ขณะที่ประชาชนก็สามารถใช้สิทธิที่รัฐบาลให้ผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้ ธนาคารก็สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ได้ หากทำธุรกิจและอยู่ในระบบ ทำได้ดีแต่ขาดเงินทุนเราก็ให้กู้ได้ เพราะธนาคารมีข้อมูลอยู่แล้วว่าขายอย่างไร


สมคิดอธิบายต่อว่า แพลตฟอร์ม Digital Commerce จะแตกต่างจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซปกติที่เริ่มจากการสร้างแพลตฟอร์ม มีร้านค้าเยอะๆ และดึงดูดผู้ใช้เข้ามา แต่ Digital Commerce จะเป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้จำนวนมากอยู่แล้ว และให้ร้านค้าเข้ามา เมื่อมีคนเยอะก็มีโอกาสขายได้เป็นโมเดลโซเชียลมาร์เก็ตที่มีฐานผู้ใช้ขนาดใหญ่และยังเป็นผู้ใช้ที่มีการทำธุรกรรมการเงินบนแพลตฟอร์มอยู่แล้ว ธนาคารสามารถเห็นข้อมูลได้รอบด้าน ทั้งการใช้จ่าย การขายสินค้า การขนส่ง และพฤติกรรมผู้ซื้อ

เราจะเปิดตัวDigital Commerce ในเดือนเมษายนนี้ โดยให้บริการในระบบสมาชิกก่อน ผู้ใช้สามารถสมัครได้ผ่านแอปฯเป๋าตังโดยในช่วงแรกจะมีการคัดกรองคุณภาพสินค้า พอระบบเข้าที่ก็จะเปิดให้ทุกคนสามารถเข้ามาเป็นผู้ขายได้ และจะมี AI ในการนำเสนอสินค้าไปยังคนที่สนใจ แต่ตอนเริ่มต้นผู้ขายจะยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ทั้งหมดได้ ต้องมี Feedback ที่ดี มีคุณภาพสินค้าและบริการที่ดี ระบบก็จะขยายไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น

สมคิดกล่าวว่า อีกแนวคิดสำคัญภายใน Thailand Digital Platform ก็คือภาพของระบบการเงินที่เป็นแบบ Open Financial ด้วยการมาของ Digital Currency แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยว่าจะอนุญาตให้ดำเนินการหรือไม่ เพราะธนาคารกรุงไทยสามารถสร้างเน็ตเวิร์กให้กับ Digital Currency ได้ ซึ่งหมายความว่าเมื่อประเทศไทยมี Digital Currency ผู้ใช้จะสามารถใช้เงินนี้ได้ทุกกระเป๋า ไม่จำเป็นต้องใช้ผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตังอย่างเดียว

โดยในทางเทคนิคแล้ว ระบบสามารถเชื่อมต่อกันได้ผ่าน API ทั้งหมด ทั้งการชำระเงิน การรับเงิน ซึ่งหากธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ก็จะกลายเป็น Central Bank Digital Currency (CBDC) ซึ่งปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังเร่งศึกษาภายใต้โครงการอินทนนท์ โดยเน้นไปที่การใช้งานระหว่างภาคธุรกิจกับธุรกิจ และอยู่บนเทคโนโลยี Blockchain เป็นหลัก

ส่วนตัวคิดว่าการใช้ Blockchain กับ ยูสเคส CBDC ในฝั่ง Retail จะทำให้เกิดข้อจำกัดในเรื่องของการขยาย ระบบควรออกแบบมาให้เป็นเงินสดที่มีแสตมป์ของรัฐและผ่านการ Tokenize เพื่อให้สามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้ เป็นโมเดลเดียวกับหยวนดิจิทัลของประเทศจีน


ติดตามคอลัมน์ CEO Talk ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนมีนาคม  2564 ฉบับที่ 467 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi