<
INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : สุรชัย รัศมี รองผู้จัดการรักษาการแทนผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

สุรชัย รัศมี

รองผู้จัดการรักษาการแทนผู้จัดการ

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

 

มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

ยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชนบท

 

เป็นเวลากว่า 54 ปี ที่ธ.ก.ส. ได้มุ่งมั่นดูแล ช่วยเหลือ เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตร ของไทยในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรืออาชีพที่เกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรม รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรหรือครอบครัวของเกษตรกร

โดยในการก้าวสู่ปีที่ 55ของธ.ก.ส.สุรชัย รัศมี รองผู้จัดการรักษาการแทนผู้จัดการให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคาร ว่าธ.ก.ส.ยังคงยืนหยัดเคียงข้างเกษตรกรในการก้าวข้ามวิกฤติเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อนภารกิจต่างๆ ไปสู่เป้าหมายในการสร้าง Better Life Better Community Better Prideคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนที่ดี สร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมของประเทศ

ธ.ก.ส.เป็นสถาบันการเงินที่อยู่เคียงข้างเกษตรการมาอย่างยาวนาน ก้าวเข้าสู่ปีที่ 55เรายังคงมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ เป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชนบท

 

Road Map ระยะ 5 ปี

สู่ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน

สุรชัยกล่าวว่า ในปี 2563 เป็นปีที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ภัยแล้งรวมถึงอุทกภัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19ซึ่ง ธ.ก.ส.และรัฐบาลได้เข้าไปดูแลลูกค้าและเกษตรกรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นเช่น มาตรการช่วยเหลือด้านภาระหนี้สินเช่นการพักชำระหนี้ และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้

โดยณ 22 ตุลาคม 2563 มีเกษตรกรลูกค้า สหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้รับประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือด้านภาระหนี้สิน จำนวนกว่า 3.25 ล้านราย จากลูกค้าเดิมจำนวน 6.14 ล้านราย วงเงินพักชำระหนี้กว่า 1.45 ล้านล้านบาท

ในปี 2563 ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆหลายด้านไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม และการระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ตามคาดว่าภาคการเกษตรของไทยในปีนี้จะหดตัวน้อยกว่าค่าเฉลี่ยจีดีพีของประเทศเนื่องจากยังมีสินค้าเกษตรบางกลุ่มที่ราคาดีขึ้นรวมถึงมีมีตราการเยียวยาจากทั้งธ.ก.ส. และรัฐบาล

ดังนั้นในปี 2564 จึงเป็นปีแห่งการฟื้นฟูโดยธ.ก.ส. ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐบาล ทำหน้าที่เป็นกลไกให้ความช่วยเหลือเกษตรกร ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟู เยียวยาเกษตรกรและครัวเรือน มุ่งให้ความช่วยเหลือลูกค้าและหุ้นส่วนสำคัญ โดยมี Road Map การทำงานแบ่งเป็น 3 ระยะ

ระยะที่หนึ่ง ปีบัญชี 2564-2565 เป็นปีที่มุ่งเน้นในการวางรากฐานให้แข็งแกร่งมั่นคง เพื่อเข้าไปฟื้นฟูให้ความช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก จะทำการพัฒนาใน 3 ด้าน ได้แก่

        1. การพัฒนาเกษตรกรรายคน โดยมุ่งปรับโครงสร้างธุรกิจให้กับลูกค้าซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้เข้าไปพบลูกค้าทุกรายเพื่อตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ที่แท้จริงพร้อมส่งเสริมและพัฒนาความรู้ด้านอาชีพและการดำเนินธุรกิจให้เกษตรกรตลอดจนเสนอเครื่องมือการบริหารจัดการและสนับสนุนการฟื้นฟูการประกอบอาชีพ เน้นสร้างความเข้มแข็งครัวเรือนเกษตรโดยบริหารสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ของเกษตรกรให้เหมาะสม

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมาพนักงาน ธ.ก.ส. ได้เริ่มออกไปพูดคุยลูกค้าแต่ละรายที่ร่วมมาตรการพักหนี้ โดยตรวจสุขภาพทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่าย แล้วจัดเกณฑ์ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย นำเครื่องมือในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไปใช้ให้เหมาะกับแต่ละคน และปรับปรุงโครงสร้างธุรกิจ ไม่ใช่การทำแผนเดียวแล้วไปให้กับทุกคน แต่ปรับให้เหมาะสมกับแต่ละคน

รวมถึงยังต้องการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ (Smart Farmer) ทายาทเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) คนรุ่นใหม่ที่สนใจการเกษตร (New Gen) เพื่อเพิ่มเติมหรือทดแทนลูกค้าเดิมที่สูงอายุและยกระดับให้เป็นผู้ประกอบการภาคการเกษตรหรือหัวขบวนเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาด

นอกจากนี้ยังสนับสนุนการเกษตรมูลค่าสูง เช่น การผลิตแบบอินทรีย์ หรือเกษตรปลอกภัย การใช้แนวทางตามหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การสร้างมูลค่าเพิ่มโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการปรับเปลี่ยนการผลิตโดยปัจจุบันธ.ก.ส. ได้มีการประสานกับห้างสรรพสินค้าเพื่อนำสินค้าที่ได้รับการยกระดับเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงกระจายตามห้างเหล่านั้นเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร

         2. การพัฒนาเกษตรกรและชุมชนสังคมและสิ่งแวดล้อมโดยมุ่งสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการพัฒนา เพื่อให้เกิดการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจฐานรากที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนในชุมชนทั้งในกิจกรรมการผลิต กิจกรรมการซื้อขายผลผลิต การแปรรูป และการบริโภคของคนในชุมชนอย่างมีส่วนร่วมโดยใช้ทรัพยากรของชุมชน มีการแบ่งผลประโยชน์อย่างเกื้อกูลและเป็นธรรม เพื่อทำให้เกิดความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก รวมถึงส่งเสริมการทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาชนบท

          3. การพัฒนาองค์กรโดยธ.ก.ส.ยังมุ่งดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ยึดหลักธนาคารเพื่อความยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล ส่งเสริมให้องค์กรมีความมั่นคง พร้อมสนองนโยบายของรัฐได้อย่างเต็มที่ และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างครอบคลุม มุ่งสู่องค์กรที่มีประสิทธิภาพสูง โดยกำหนดการพัฒนาใน 3 ด้าน ได้แก่ 

                - Human Resource การยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร

                - Process เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และ

                - Data พัฒนาฐานข้อมูลรองรับต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร

ขณะที่ ธ.ก.ส. ยังคงยึดมั่นในอัตลักษณ์ที่เรียกว่า SPARK ซึ่งได้แก่ 

                - Sustainability (S) ความยั่งยืนทั้งองค์กร พนักงาน ลูกค้า ชุมชน เครือข่าย ผู้ถือหุ้น สังคม และสิ่งแวดล้อม

                - Participation (P) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

                - Accountability (A) ความสำนึกในหน้าที่ความรับผิดชอบของคณะกรรมการและพนักงาน

                - Respect (R) ความเคารพและให้เกียรติต่อตนเองและผู้อื่น

                - Knowledge (K) การส่งเสริม และยกระดับการนำความรู้สู่นวัตกรรมให้เป็นธนาคารแห่งการเรียนรู้ และนำนวัตกรรมไปช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกร

พนักงานธ.ก.ส ไม่เคยถูกว่ากล่าวหรือตำหนิในเรื่องความซื่อสัตย์ เนื่องจากเราทำงานตามอัตลักษณ์ของเราอย่างเข้มข้น และในอนาคตพนักงานของเรานอกจากจะดูแลลูกค้าแล้วจะต้องเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับลูกค้าได้

ระยะที่สอง ปีบัญชี 2566 พัฒนาต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินภาคเกษตรและภาคชนบทแบบครบวงจร ด้วยบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการตลอดห่วงโซ่ภาคการเกษตร (Rural Universal Bank)

ระยะที่สาม ปีบัญชี 2567-2568 เป็นต้นแบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจภาคเกษตรของประเทศและระดับอาเซียน ซึ่งจะทำให้ธ.ก.ส. ก้าวสู่การเป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่นั่งยืนได้ตามความประสงค์ Sustainable Rural Development Bank

 

เดินหน้าบริการดิจิทัล

พัฒนาองค์กร-ลูกค้าไปพร้อมกัน

สุรชัยกล่าวว่า ในช่วงวิกฤติที่เกิดขึ้นถือเป็นโอกาสของ ธ.ก.ส. และเกษตรกรลูกค้าในการปรับเปลี่ยนเรียนรู้ที่จะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการบริการและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการสื่อสารข้อมูลต่างๆ เพี่อช่วยสร้างความสะดวกรวดเร็วตลอดจนส่งเสริมให้ลูกค้านำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer

โดยในปี 2563 ธนาคารเปิดให้บริการยื่นความประสงค์ขอสินเชื่อผ่านช่องทาง Line Official : BAAC Family โดยบริการดิจิทัลที่ธ.ก.ส. ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ได้แก่

         1. ร้านค้าน้องหอมจัง ซึ่งให้บริการชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน QR Code รวมถึงการให้บริการชำระผ่าน QR Code อาลีเพย์ (Alipay) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวจีน จำนวน 20,360 ร้านค้า และจะขยายจุดให้บริการในสถานที่ท่องเทียวเพิ่มมากขึ้นในปี 2564

          2. ผลิตภัณฑ์และบริการที่เปิดให้ยื่นความประสงค์ขอสินเชื่อผ่านช่องทาง Line Official : BAAC Family ประกอบด้วย 2 ผลิตภัณฑ์

                1) โครงการสินเชื่อ New Gen Hug บ้านเกิดสำหรับค่าใช้จ่ายหมุนเวียนวงเงินกู้ไม่เกิน 60% ของรายได้ส่วนเหลือเพื่อขายชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน อัตราดอกเบี้ย 0%ในเดือนที่ 1-3 ตั้งแต่เดือนที่ 4 อัตราดอกเบี้ย MRRและค่าลงทุนวงเงินกู้ไม่เกิน 80% ของค่าลงทุน (โดยต้องมีเงินสมทบไม่น้อยกว่า 20% ของค่าลงทุนทั้งหมด)ชำระคืนไม่เกิน 10 ปี อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-3คิดอัตราดอกเบี้ย 4%ต่อปี ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปอัตราดอกเบี้ย MRR

                2) โครงการสินเชื่อพอเพียงเพื่อเลี้ยงชีพวงเงินกู้ ไม่เกินรายละ 50,000 บาท ชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน อัตราดอกเบี้ย 0%ในเดือนที่ 1-3 ตั้งแต่เดือนที่ 4 อัตราดอกเบี้ย MRR

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับพนักงานในการเก็บรวบรวมข้อมูลของลูกค้าเพื่อเพิ่มความสะดวกให้ทั้งลูกค้าและพนักงานและเพื่อให้สามารถประเมินลูกค้าได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น

สุรชัยกล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมามีลูกค้าใช้บริการดิจิทัลของธนาคารอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมียอดสมาชิกLine Official : BAAC Familyจำนวน 4,710,906 ราย มีลูกค้ายื่นความประสงค์ขอสินเชื่อ รวม 2,568,721 ราย คิดเป็นร้อยละ 54.52 ของสมาชิก

โดยในปี 2564 ธนาคารจะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และพฤติกรรมของลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคารได้ง่าย และสะดวกมากขึ้น ผ่านช่องทาง Line Official : BAAC Family และช่องทางอื่นๆทั้งนี้การพัฒนาบริการดิจิทัลของ ธ.ก.สจะเน้นความสะดวกต่อผู้ใช้ (User Friendly) เป็นหลักซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ของธ.ก.ส. เป็นเกษตรกร ดังนั้นแอปพลิเคชั่นต่างๆ อาจะไม่ได้มีความทันสมัยมากนัก

ในปี 2564 ธ.ก.ส.จะเดินหน้าเยียวยาลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบโดยเพิ่มบริการดิจิทัลเข้ามามีส่วนช่วยในการเพิ่มความสะดวก และยังยืนยันว่าธนาคารยังมีความมั่นโดยมีความพร้อมในการเตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือลูกค้าโดยเฉพาะภาคชนบท

 

ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนมกราคม 2564 ฉบับที่ 465 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi