INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)

กุลยา ตันติเตมิท

ผู้อำนวยการ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)

 

ปฏิรูปภาษี-ยกระดับจัดเก็บรายได้

เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

 

กุลยา ตันติเตมิท เคยดำรงตำแหน่งในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) หลายตำแหน่งไม่ว่าจะเป็น ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาคสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ก่อนจะได้ไปปฏิบัติงานในตำแหน่งกรรมการบริหาร กลุ่มธนาคารโลก(World Bank) และ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังรวมเป็นเวลากว่า 5 ปี และเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2564ได้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)

กุลยาให้สัมภาษณ์พิเศษ การเงินธนาคารว่า การดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ถือเป็นการทำงานที่ท้าทาย โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 เนื่องจากที่ผ่านมา สศค. มีหน้าที่ในการออกแบบนโยบายในเชิงวิชาการ แต่ในภาวะปัจจุบันต้องเป็นนโยบายที่ทำได้อย่างรวดเร็วและใช้งานได้จริง โครงการต่างๆต้องสามารถกระจายไปทั่วประเทศได้

การกลับมาทำหน้าที่ผอ.สศค.ในครั้งนี้ อยากเห็น สศค. เป็นหน่วยงานที่สามารถเสนอแนะนโยบายอย่างมีหลักการ ตอนนี้การระบาดของ COVID-19 เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งแก้ไข ต้องออกแบบนโยบายอย่างรวดเร็วและสามารถใช้ได้จริงแต่ต้องไม่ละเลยความสมดุลของเศรษฐกิจในระยะปานกลางและระยะยาว

 

คาดจีดีพีปี 64 โต 2.3%

จับตา COVID-19 รอบ 3

กุลยากล่าวว่า เศรษฐกิจไทยก่อนมีการระบาดของ COVID-19 รอบล่าสุดมีแนวโน้มขยายตัวได้มากขึ้นซึ่งสศค.คาดการณ์จีดีพีปี 2564 ไว้ที่ 2.8% โดยมีปัจจัยบวกจากการบริโภคและลงทุนภาคเอกชนรวมถึงการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนการส่งออกทั้งสินค้าและบริการมีสัญญาณการขยายตัวที่ดีซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกส่วนสำคัญในการส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีความเสี่ยงจากการระบาดของ COVID-19 ในรอบที่สาม ซึ่งอาจส่งผลกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยว โดยก่อนเกิดการระบาด สศค. คาดการณ์ว่าหากจะให้เศรษฐกิจไทยในปี 2564 เติบโตได้ถึง 2.8-3% ต้องมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 5 ล้านคน ซึ่งหากการระบาดรอบล่าสุดส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวอาจทำให้เศรษฐกิจในปี 2564 ขยายตัวน้อยกว่าที่คาดไว้ จึงปรับเป้าจีดีพีใหม่เป็น 2.3%

ตอนนี้มีความเสี่ยงของการระบาดของ COVID-19 รอบสาม กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในอาจมีปัญหา ต้องมีการติดตามการใช้จ่ายในประเทศอย่างใกล้ชิด ขณะที่ด้านนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องติดตามการกระจายตัวของวัคซีนทั้งในไทยและต่างชาติรวมถึงนโยบายการกักตัวนักท่องเที่ยวซึ่งจะส่งผลกับจำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้

ดังนั้นสิ่งที่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้คือการบริโภคในประเทศ โดยกระทรวงการคลังได้ออกมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเพื่อนำเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโครงการที่สิ้นสุดลงแล้วและนับได้ว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จคือโครงการคนละครึ่งโดยเป็นโครงการที่ช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้ สามารถดึงเม็ดเงินจากประชาชนมาใช้ได้จริงถึง 51% และเม็ดเงินเหล่านี้ได้กระจายไปสู่ร้านค้ารายย่อยโดยตรง

 

9 โจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย

ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

กุลยากล่าวว่า ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นยังมีความจำเป็น อย่างไรก็ตามประเทศไทยจำเป็นต้องมีการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย โดยแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีความท้าทายที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

        1.  การควบคุมการระบาดของ COVID-19 ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงความสำเร็จในการกระจายการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง ซึ่งวิกฤติCOVID-19 ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังรายได้ของประชาชน การจ้างงาน และการประกอบกิจการของภาคเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริการการท่องเที่ยว

        2. การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เหมาะสมกับสังคมในฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังก็ได้ส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบการก้าวเข้าสู่ระบบสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากมาตรการที่กระทรวงการคลังได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา อาทิ โครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกันและโครงการเราชนะ ตลอดจนการส่งเสริมให้มีการยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีผ่านระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ในระยะยาว

        3. การเพิ่มการลงทุนของภาคเอกชนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยต้องเร่งผลักดันการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) และการลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) โดยเฉพาะการลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) การเป็นศูนย์กลางสุขภาพโสก (Medical Hub) เพื่อเป็น New Engine of Growth เสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศ และสนับสนุนการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวข้างต้นต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมากดังนั้น ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญในการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PublicPrivate Partnership: PPP)

        4. การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่พึ่งพาการใช้จ่ายภายในประเทศมากขึ้น หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540-2541 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนโดยอุปสงค์จากต่างประเทศเป็นสำคัญ สะท้อนได้จากสัดส่วนการส่งออกสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดอยู่ที่ 61% ของ GDP ในปี 2563 ทำให้เศรษฐกิจมีความผันผวนไปตามสถานการณ์โลกอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งการบริหารจัดการและดูแลภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมาก

        5.  การเร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพและปฏิรูปโครงสร้างการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ขยายฐานภาษี และพัฒนาการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐอย่างต่อเนื่อง โดยปรับปรุงกฎหมายนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้

        6. การกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคให้มากขึ้น จากผลรวมของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด(Gross Provincial Product : GPP) ยังกระจุกตัวในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดในพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)ด้วยสัดส่วนสูงถึง 70% ของ GDP สะท้อนปัญหาความไม่สมดุลเชิงโครงสร้าง ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งเศรษฐกิจฐานรากในระดับท้องถิ่นให้เข้มแข็งมากขึ้น

        7. การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้ไทยเผชิญกับปัญหากำลังแรงงานขาดแคลน (Labor Shortage) ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตภาคการเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ และหากไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน (Labor Productivity) หรือหาปัจจัยทุน เครื่องมือเครื่องจักรและหุ่นยนต์มาทดแทนได้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งประเทศไทยจะต้องมีการส่งเสริมด้านสุขภาพและการแพทย์มากขึ้นเพื่อรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ

        8. ช่องว่างของเทคโนโลยีที่นำไปสู่ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากยังมีคนจำนวนมากที่ยังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไม่เต็มที่ ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องมุ่งการกระจายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังเมืองรองให้มากขึ้น ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ต่างๆ เพื่อสร้างตำแหน่งงานในภูมิภาค และช่วยสร้างจุดเด่นทางเศรษฐกิจของแต่ละภาคกลุ่มจังหวัด เป็นต้น

        รวมถึงการยกระดับภาคการเกษตรสู่เกษตรมูลค่าสูง โดยสร้างแพลตฟอร์มการตลาดดิจิทัล พัฒนาระบบคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อลดปัญหาความยากจนและความเหลือมล้ำ

        9. การสนับสนุนพลังงานสะอาดเพื่อรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ดำเนินการออกพันธบัตรเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อสังคมและเพื่อความยั่งยืน (The Issuance of Green, Social, and Sustainability Bond) ร่วมกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการออกพันธบัตรเพื่อโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม วงเงินไม่เกิน 10,000 ล้านบาทซึ่งเป็นโครงการขนส่งที่สะอาด ช่วยลดมลภาวะทางอากาศ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยกระทรวงการคลังมีแผนที่จะออกพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนสำหรับโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องตามแผนพัฒนาตลาดพันธบัตรเพื่อความยั่งยืนให้มีสภาพคล่องสูงและสอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุน

ในช่วงเวลาข้างหน้านี้ ถือเป็นความท้าทายอย่างมากของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นสถานการณ์ COVID-19 โดยเราจะพิจารณาการดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างเหมาะสมภายใต้ความเสี่ยงต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศจะสามารถฟื้นตัวเข้าสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว

 

ปฏิรูปภาษี-ยกระดับจัดเก็บรายได้

รองรับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

กุลยากล่าวว่าจากการที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจจาก COVID-19การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้รัฐบาลมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นขณะที่ยังไม่สามารถจัดเก็บรายได้ได้ตามเป้าหมาย

โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิได้ที่ 843,187 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 105,521 ล้านบาท หรือ 11.1% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.7% ซึ่งเป็นผลจากการระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกับเศรษฐกิจไทยในทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและสาขาที่เกี่ยวข้อง ทำให้ตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่ได้ตั้งสมมติฐานในการจัดทำประมาณการรายได้ไว้

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อให้สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มมากขึ้นและเพียงพอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจและสวัสดิการต่างๆ และเพื่อความยั่งยืนทางการคลังให้สามารถรองรับภาระรายจ่ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โดยการปฏิรูปภาษีต้องเป็นไปตามแนวปฏิบัติที่ดีของสากลประกอบด้วย 4 เป้าหมายหลัก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

        เป้าหมายที่ 1 ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน(Competitiveness and Sustainable Economic Growth) ระบบภาษีต้องแข่งขันได้ เข้าใจง่าย สร้างรายได้อย่างยั่งยืน ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งด้านโครงสร้างและการบริหารจัดเก็บภาษี ทั้งภาษีทางตรงและทางอ้อม ทบทวนการยกเว้นและลดหย่อนภาษี รวมทั้งหาแนวการขยายฐานภาษี

        เป้าหมายที่ 2 รองรับกับเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ในยุค Digital Economy ทุกอย่างต้องรวดเร็ว ฉับไว และระบบภาษีต้องเข้าถึงไต้ผ่านระบบออนไลน์ มีการใช้ e-Filing e-Tax Invoice และ e- Receipt และการจัดเก็บภาษีจะต้องเท่าเทียมกันระหว่างผู้ค้าขายออนไลน์และผู้ค้าขายปกติ

        เป้าหมายที่ 3 ส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) การเติบโตของเศรษฐกิจต้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมไปควบคู่กันจึงจะมีความยั่งยืน กลไกภาษีจะช่วยสร้างแรงจูงใจในการดูแลสิ่งแวดล้อมได้

        เป้าหมายที่ 4 เป็นธรรม ทั่วถึง และสนับสนุนโครงข่ายรองรับทางสังคมและสุขภาพ (SocialSafety Net and Health Sector) ระบบภาษีที่ดีจะต้องดูแลทุกคนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม

ระบบภาษีที่เหมาะสมต้องส่งเสริมความสามารถทางการแข่งขัน มีความทันสมัย มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และทั่วถึง โดยจะต้องสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและอยู่บนพื้นฐานของแนวทางปฏิบัติที่ดีของสากล

กุลยากล่าวว่า นอกจากการปฏิรูปโครงสร้างภาษีแล้วกระทรวงการคลังมีเป้าหมายในการขยายฐานภาษีเพื่อให้สามารถจัดเก็บรายได้ให้มากขึ้นโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการบริการและการพัฒนากระบวนการทำงานเช่น

การพัฒนาระบบ My Tax Account เพื่อให้ผู้เสียภาษีตรวจสอบข้อมูลค่าลดหย่อนต่างๆด้วยตนเองได้ ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย (e-Withholding Tax) เพื่อลดขั้นตอนการหักภาษี ณ ที่จ่าย และลดต้นทุนการจัดทำและจัดเก็บเอกสาร รวมถึงเป็นการเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบหลักฐานผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากรได้

นอกจากนี้กระทรวงการคลังจะเริ่มจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Service) ของผู้ประกอบการต่างประเทศและแพลตฟอร์มต่างประเทศสำหรับรายรับหรือการจ่ายเงินตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2564 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นก้าวแรกของการจัดเก็บภาษีในยุคดิจิทัลที่จะช่วยขยายฐานภาษีไปถึงผู้ประกอบการต่างประเทศ


สถานะการคลังยังเข้มแข็ง

หนี้สาธารณะไม่เกินเพดาน

กุลยากล่าวว่า อย่างไรก็ตามปัจจุบันสถานะทางการคลังของประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็ง ฐานะการคลังของรัฐบาลยังมีความมั่นคงและมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล โดยระดับเงินคงคลังในปัจจุบันอยู่ที่ 516,229 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอต่อการดำเนินนโยบายต่างๆเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะต่อไป

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมุ่งเน้นรักษาวินัยทางการเงินการคลังเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดโดยคำนึงถึงความมั่นคงและเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในระยะยาว ซึ่งในปัจจุบันสัดส่วนต่างๆ ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและกรอบการบริหารหนี้สาธารณะยังคงอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนดไว้

โดยหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 อยู่ที่ 8.4 ล้าล้านบาท หรือ 53.21% ของจีดีพี ซึ่งยังไม่เกิน 60% ตามที่กรอบวินัยทางการเงินการคลังกำหนด และแม้ว่ามีการกู้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ครบภายในเดือน ก.ย. 2564 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ณ สิ้นงบประมาณ 2564 จะยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลังเช่นเดียวกัน

ยืนยันว่าหากสถานการณ์โควิดยังยืดเยื้อไปถึงสิ้นปีก็ยังมีงบประมาณที่เพียงพอในการทำนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนอกจากนี้กระทรวงการคลังมีการเตรียมการถึงระยะปานกลางให้มีเม็ดเงินพอที่จะใช้จ่ายในกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยในอีก 5 ปีข้างหน้าแม้รวมวงเงินกู้จากพ.ร.ก. กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทและการกู้ขาดดุลงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละปีแล้วสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ยังไม่เกิน 60%”

 

ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview  ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนพฤษภาคม  2564 ฉบับที่ 469 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi