<
INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย 

กำหนดเป้าหมาย EXIM BANK สู่การเป็นผู้นำ ECAs ระดับโลก


พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา เข้ารับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2559 เป็นกรรมการผู้จัดการคนที่ 5 นับตั้งแต่ก่อตั้ง EXIM BANK เมื่อปี 2537 ซึ่งครบวาระ 4 ปีแรก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 และได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ EXIM BANK ให้ต่อวาระอีก 1 สมัย มีระยะเวลา 8 เดือน โดยจะครบวาระที่ 2 สิ้นเดือนมกราคม 2564 ซึ่งตลอดเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา พิศิษฐ์ได้นำ EXIM BANK ผ่านความท้าทายต่างๆ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายในการเป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจชั้นนำระดับโลกที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของไทย และเป็นผู้นำ Export Credit Agencies (ECAs) ระดับโลก


4 ปีของ พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กับ 4 ความท้าทายของ EXIM BANK

พิศิษฐ์กล่าวว่า ในช่วงเวลากว่า 4 ปีที่ผ่านมา EXIM BANK ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของบริบทภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคาร จึงเริ่มดำเนินการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจ (Transformation) ตั้งแต่ปี 2559 ผ่านการจัดทำแผนแม่บทปี 2570 โดยมีปัจจัยท้าทายในการดำเนินการ ดังนี้

             1. ตอบสนองนโยบายรัฐในการสนับสนุน SME อย่างสมดุล เพื่อให้ EXIM BANK ขยายฐานลูกค้าในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มักขาดเงินทุนหรือประสบการณ์การส่งออก ควบคู่กับการระมัดระวังการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) และการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ ดำรงไว้ซึ่งฐานะทางการเงินที่มั่นคง

            2. เพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรให้มีทักษะที่หลากหลายขึ้น เพื่อรองรับปริมาณธุรกิจที่เพิ่มขึ้น

           3. ปรับปรุงกระบวนการทำงาน เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการทำงานและให้บริการลูกค้า เช่น ประยุกต์ใช้นวัตกรรม Automation, Blockchain ลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน

           4. เปิดรับและพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งที่เป็นช่องทางให้บริการลูกค้า เช่น ระบบ ECI Online, EXIM TBP, TERAK หรือเป็นระบบที่ใช้ภายในธนาคาร เช่น LOS&CRM, HR2020 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน

รวมทั้งป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ พิศิษฐ์กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ ส่งผลให้ EXIM BANK สามารถขยายยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อถึง 76% จากปี 2558 (เติบโตเฉลี่ย 12% ต่อปี) และขยายปริมาณธุรกิจสะสมบริการประกันถึง 90% จากปี 2558 (เติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปี) โดยจำนวนลูกค้าทั้งหมดเพิ่มขึ้น 152% จากปี 2558 (เติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปี) รวมทั้งมีพื้นฐานการดำเนินงานที่มั่นคงและยั่งยืน ด้วยกระบวนการปฏิบัติงาน

รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี และทรัพยากรบุคคลที่พร้อมรับมือและปรับตัวให้ทันต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมา EXIM BANK มีบทบาทในการช่วยเหลือ SME น้อยมาก เราจึงเริ่ม Transform แบงก์โดยตั้งยุทธศาสตร์ว่าจะช่วยผู้ประกอบการ SME ให้มากขึ้น และตั้งเป้าหมายที่จะมีส่วนแบ่งการตลาดในด้าน SME ผู้ส่งออกให้ได้ถึง 30% ของประเทศ จากเมื่อก่อนที่มีเพียง 2-3% ซึ่งปัจจุบันเรามีสัดส่วนกว่า 10% แล้ว” 


ที่หนึ่ง ECAs ของภูมิภาค ตั้งเป้าเป็นผู้นำระดับโลก

พิศิษฐ์กล่าวว่า อีกหนึ่งความสำเร็จของ EXIM BANK คือ การเป็นผู้นำ Export Credit Agencies (ECAs) ในภูมิภาคตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และทิศทางที่จะไปในระดับโลกในระยะข้างหน้า โดยเมื่อพิจารณาสัดส่วนสินเชื่อและบริการประกันต่อรายได้มวลรวมประชาชาติ (GNI) ซึ่งสะท้อนบทบาทของ EXIM BANK ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ พบว่า สัดส่วนดังกล่าวของ EXIM BANK เพิ่มขึ้นจากร้อย 1.3% ในปี 2561 เป็น 1.5% ในปี 2562 ซึ่งสูงกว่าทั้งมาเลเซีย (0.5%) และ อินโดนีเซีย (0.7%) แสดงให้เห็นว่า EXIM BANK เป็นผู้นำ ECAs ในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง โดยมีอัตราส่วนทางการเงินเกือบทั้งหมด เช่น ROA, ROE, NIM, NPL Ratio, Cost to Income Ratio ที่ดีกว่าคู่เทียบ แม้ว่าจะมีขนาดของเงินกองทุนที่เล็กกว่า

ในระยะถัดไป EXIM Bank มุ่งก้าวไปสู่การเป็น ECAs ชั้นนำในระดับโลกจากการพิจารณาความสามารถพิเศษ (Core Competencies) ขององค์กรทั้งในปัจจุบันและอนาคตและบริบทการค้าการลงทุนในภายภาคหน้า จึงมีการกำหนดทิศทางการดำเนินงาน (Strategic Directions) ใน 4 มิติ ได้แก่ 

          1. มิติอุตสาหกรรม เน้นสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-curve รวมไปถึงกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Bio-Circular-Green : BCG)และบริการเพื่อการพัฒนาประเทศ

          2. มิติตลาด กระตุ้นการค้าการลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ New Frontiers เช่น CLMV, ASEAN เอเชียใต้ และแอฟริกา เป็นต้น

          3. มิติขนาด ช่วยเหลือผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ให้เติบโตไปด้วยกัน 

          4.  มิติรูปแบบธุรกิจ ผลักดันการเป็นที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อสนับสนุนโครงการที่มีความสำคัญระดับชาติ ทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยการพัฒนาความร่วมมือกับ Global ECAs และธนาคารเพื่อการพัฒนาระดับพหุภาคี (MDBs) เพื่อสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ (Megaprojects) ซึ่งรวมถึงโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) มากขึ้น

ตลอดเวลากว่า 4 ปี ที่ผ่านมา เป็นความภูมิใจที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ จนปัจจุบัน EXIM BANK เป็นที่ 1 ของการเป็น ECAs ของภูมิภาค และอีก 5 ปี ต่อไปจะต้องอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก


ผู้นำดีเด่น จัดการปัญหา COVID-19 ดีเยี่ยม

ร่วมมือพัฒนาดีเด่น ได้ 3 รางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น

พิศิษฐ์กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 กระทบต่อภาคธุรกิจทั่วโลกรวมถึงลูกค้าของ EXIM BANK ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ส่งออกและผู้นำเข้า รวมถึงนักลงทุนในต่างประเทศ จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และมาตรการห้ามเดินทางระหว่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว EXIM BANK ถือเป็นโอกาสขยายบทบาทเชิงรุกในการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบตามนโยบายรัฐบาลโดยเฉพาะ SME ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดเนื่องจากขาดเงินทุนหรือความพร้อมรองรับปัจจัยเสี่ยง โดยมีแนวทาง ดังนี้

         1. การสนับสนุนทางการเงินผ่านสินเชื่อและบริการประกันในช่วงที่เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจาก COVID-19 โดยออกมาตรการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 6 เดือน และมาตรการต่างๆ รวมทั้ง Product Programs เพื่อให้ธุรกิจส่งออกสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นกลไกประคับประคองภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทยให้กลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็ว

          2. การสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจาก COVID-19 โดยมุ่งสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงทางการค้าระหว่างประเทศ ด้วยบริการวิเคราะห์ความเสี่ยงผู้ซื้อและธนาคารผู้ซื้อ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีความมั่นใจในการดำเนินธุรกิจส่งออก  รวมทั้งขยายเงื่อนไขระยะเวลาคุ้มครองการรับประกันเป็น 270 วัน และออกมาตรการรวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูธุรกิจ เช่น สินเชื่อเอ็กซิมเสริมทุนธุรกิจขนาดกลาง (EXIM Amazing M Credit) และสินเชื่อเอ็กซิมเสริมไทยเก่ง (EXIM Star Credit) เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออกและเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตบนพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

          3. การติดตามความเสี่ยงและบริหารจัดการ NPLs นอกเหนือจากการเตือนภัยด้านเครดิตล่วงหน้า (Credit Warning Sign) การจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) และการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่ลูกหนี้ SME นอกจากนี้ EXIM BANK ยังจัดตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามสถานะลูกหนี้ที่อาจได้รับผลกระทบจากสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน สะท้อนว่า EXIM BANK ยืนหยัดเคียงข้างผู้ส่งออกและนักลงทุนไทยแม้ในภาวะยากลำบากที่เศรษฐกิจถูกบั่นทอนจากปัจจัยแวดล้อม

          4. การสนับสนุนด้านข้อมูลและความรู้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเร่งชี้โอกาสเพื่อให้ผู้ประกอบการปรับตัวและเล็งเห็นช่องทางการค้าในตลาดใหม่ๆ อาทิ กลุ่ม New Frontiers ที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนแนะนำ/สร้างความรู้ด้าน E-Commerce ผ่านการให้คำปรึกษาและจัดอบรม/สัมมนาออนไลน์แก่ผู้ประกอบการไทย 

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2563 EXIM BANK ช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านการให้สินเชื่อ บริการประกัน และการให้ความรู้ คำปรึกษา ประมาณ 6,000 ราย ด้วยวงเงินรวมถึง 54,000 ล้านบาท นอกจากนี้ EXIM BANK ยังมีการจัดการเรื่อง COVID-19 ทั้งภายในและภายนอกองค์กร เช่น การดูแลพนักงานไม่ให้ติดเชื้อ รวมถึงร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) และธนาคารออมสิน ในการใช้สาขาที่ต่างจังหวัด เป็นศูนย์สำรองเมื่อมีสถานการณ์ฉุกเฉิน

ตลอดจนเป็นธนาคารแห่งแรกที่มีมาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกค้า EXIM BANK จึงได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น จำนวน 3 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น รางวัลความสามารถในการจัดการวิกฤติ COVID-19 ดีเด่น และ รางวัลความร่วมมือเพื่อการพัฒนาดีเด่น ด้านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ประเภทดีเด่น “EXIM BANK มีการจัดการเรื่อง COVID-19 อย่างเต็มที่ในทุกด้าน และโชคดีที่ ผู้กำกับดูแลอย่าง สคร. เห็นถึงสิ่งที่เราทำจึงได้มอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นให้ถึง 3 รางวัล ซึ่งรางวัลนี้ไม่ใช่ความภาคภูมิใจของผมคนเดียวแต่เป็นความภาคภูมิใจของทีมด้วย”  

ที่ผ่านมา EXIM BANK มีบทบาทในการช่วยเหลือ SME น้อยมาก เราจึงเริ่ม Transform แบงก์โดยตั้งยุทธศาสตร์ว่า จะช่วยผู้ประกอบการ SME ให้มากขึ้น และตั้งเป้าหมายที่จะมีส่วนแบ่งการตลาดในด้าน SME ผู้ส่งออกให้ได้ถึง 30% ของประเทศ จากเมื่อก่อนที่มีเพียง 2-3% ซึ่งปัจจุบันเรามีสัดส่วนกว่า 10% แล้ว”  “ตลอดเวลากว่า 4 ปี ที่ผ่านมาเป็นความภูมิใจที่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคและความท้าทายต่างๆ จนปัจจุบัน EXIM BANK เป็นที่ 1 ของการเป็น ECAs ของภูมิภาค และอีก 5 ปี ต่อไปจะต้องอยู่ในระดับต้นๆ ของโลก”  กว่า 4 ปี ของกรรมการผู้จัดการ EXIM BANK คนที่ 5

ตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี ที่พิศิษฐ์ ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ได้พา EXIM BANK ผ่านความท้าทาย รวมถึงริเริ่มโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเอสเอ็มอีผู้ส่งออกจนเกิดเป็นผลงานที่เป็นความภาคภูมิใจในหลายด้าน

          1. ยอดคงค้างเงินให้สินเชื่อทะลุระดับ 100,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ธนาคารเปิดดำเนินการ โดยอยู่ที่ 108,589 ล้านบาท ในปี 2561 และเพิ่มขึ้นเป็น 121,868 ล้านบาท ในปี 2562 ขณะที่ ปริมาณธุรกิจสะสมบริการประกันในปี 2562 เท่ากับ 121,372 ล้านบาท สูงสุดในรอบ 5 ปี และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2563 โดย EXIM BANK มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกแม้ว่าต้องเผชิญกับปัจจัยบั่นทอน อาทิ COVID-19

          2. จัดตั้งสำนักงานผู้แทนในกลุ่มประเทศ CLMV ตามนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพสูง นับเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญในการขยายการดำเนินงานออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเปิดสำนักงานผู้แทนในเมียนมาเป็นแห่งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2560 ต่อมาเปิดสำนักงานผู้แทนใน สปป.ลาว ในปี 2561 และกัมพูชา ในปี 2562 และได้รับใบอนุญาต (License) เปิดสำนักงานผู้แทนในเวียดนามแล้วในปี 2563

           3. จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการค้า (EXIM Excellence Academy : EXAC) ทำหน้าที่สร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) พัฒนาผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs ให้เริ่มต้นส่งออกหรือขยายการส่งออกได้เพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันศูนย์ EXAC ได้จัดกิจกรรมตั้งแต่การบ่มเพาะความรู้ การให้คำปรึกษา การจับคู่ธุรกิจ และการสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าสู่การค้าออนไลน์ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในปี 2563 คาดว่าจะมีจำนวนผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมกับศูนย์ EXAC อย่างน้อย 2,000 ราย และมีจำนวนผู้ประกอบการสะสมในปี 2568 มากถึง 20,500 ราย ขณะที่ล่าสุด EXIM BANK ได้พัฒนาระบบประเมิน

ความพร้อมผู้ส่งออกไทย (Thailand Export Readiness Assessment & Knowledge Management : TERAK) เพื่อประเมินความพร้อม วิเคราะห์ ประมวลผล และจัดทำรายงานให้คำแนะนำ จากนั้นจึงนำเสนอบริการสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างตรงจุดและทันท่วงที  ทั้งนี้ EXIM BANK จะเริ่มใช้โปรแกรม TERAK ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2563 เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการให้ตรงจุดมากขึ้น ตั้งเป้าภายในปี 2564 ต้องมีผู้ประกอบการตอบรับอย่างน้อย 5,000 ราย จากผู้ประกอบการส่งออกทั้งหมด 30,000 ราย โดยคาดหวังว่า EXIM BANK จะสนับสนุนผู้ประกอบการได้ทั้งด้านความรู้และแหล่งเงินทุน


ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2563 ฉบับที่ 464 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi