INTERVIEW • EXCLUSIVE INTERVIEW

Exclusive Interview : อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย

อานนท์ วังวสุ

นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย

 

ขับเคลื่อนธุรกิจประกันวินาศภัย

สู่การเป็นผู้บริหารความเสี่ยงมืออาชีพ

 

ภารกิจของนายกสมาคม คือ การสร้างความพร้อมให้กับสมาชิกในภาคธุรกิจ โดยมีสมาคมเป็นศูนย์กลางคอยประสานงานและนำเสนอเครื่องมือต่างๆ ให้กับบริษัทสมาชิกโดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ในทุกรูปแบบ

จากนี้ไปมองว่าบทบาทของบริษัทประกันภัยในอนาคตนั้นต้องเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงในทุกรูปแบบสำหรับประชาชน โดยจะใช้รูปแบบของการประกันโควิดที่ประสบความสำเร็จมาใช้เป็นโมเดลเพื่อที่จะรับมือกับความเสี่ยงใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ท่ามกลางวิกฤติโควิดระลอก 3 ที่ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องมีการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะภาคธุรกิจประกันภัยที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนของระบบเศรษฐกิจไทย ที่ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ขายไปสู่บทบาทของการเป็นผู้บริหารความเสี่ยงภัยมืออาชีพ กับภารกิจที่ท้าทายอีกวาระ ของ อานนท์ วังวสุ ที่ได้รับเลือกจากบริษัทสมาชิกอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ประจำปี 2564-2566 และเป็นนายกสมาคมประกันวินาศภัยไทยคนที่ 26

 

รับภารกิจที่ท้าทาย

อานนท์ เปิดเผยถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายและตั้งใจจะดำเนินการในอีก 2 ปีว่า นโยบายหลักของสมาคมคือ การปรับเปลี่ยนบทบาทของธุรกิจประกันวินาศภัยจากการเป็นผู้ขายกรมธรรม์ให้เป็นผู้บริหารความเสี่ยง ประกอบด้วย

ภารกิจที่ 1 การ Reposition ธุรกิจประกันวินาศภัย เพื่อเปลี่ยนบทบาทของบริษัทประกันวินาศภัยที่จะไม่เป็นเพียงแค่ผู้ที่ขายประกันภัยเท่านั้น แต่จะต้องเป็นผู้ที่ดำเนินการด้านการบริหารความเสี่ยงมืออาชีพให้กับทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะในส่วนของภาคประชาชนนั้น ธุรกิจประกันภัยจะเน้นการออกแบบกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับประชาชนกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งไม่เคยเข้าถึงระบบประกันภัยมาก่อน เพื่อให้มีหลักประกันในการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น เป็นการช่วยลดภาระของภาครัฐในการจัดหาสวัสดิการสังคมให้กลุ่มคนดังกล่าว

ขณะที่ ส่วนของภาครัฐนั้น จะเน้นการขยายบทบาทของธุรกิจประกันวินาศภัยในการเป็นผู้บริหารความเสี่ยงและการบริหารจัดการงบประมาณด้านภัยพิบัติและสุขภาพของคนในชาติ โดยการขยายประกันภัยพืชผลไปยังพืชเศรษฐกิจต่างๆ เพิ่มเติมจากข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงประกันภัยสุขภาพสำหรับคนในชาติ แรงงานต่างด้าว และนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ เพื่อลดภาระของภาครัฐในอนาคต

ภารกิจที่ 2 การดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการดำเนินโครงการธนาคารน้ำใต้ดินอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซากให้มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกในการสร้างความสมดุลและยั่งยืนของแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค

รวมถึงโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เพื่อลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเนื่องมาจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีมูลค่าความสูญเสียเฉลี่ยเกินกว่า 5 แสนล้านบาทในแต่ละปี

ภารกิจที่ 3 การส่งเสริมนวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย โดยเฉพาะการสร้าง Platform กลางสำหรับการประกันภัยยานยนต์และประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลและสุขภาพ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการให้บริการกับประชาชนและลดค่าใช้จ่ายของภาคธุรกิจ ทั้งด้านการรับประกันภัยและการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และศึกษาการนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียม โดรน และแอปพลิเคชั่นต่างๆ มาใช้ในการประเมินความเสียหายของพื้นที่ทางการเกษตร แทนการประเมินโดยเจ้าหน้าที่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

ภารกิจที่ 4 การนำเสนอให้มีการปฏิรูปกฎหมายประกันวินาศภัยให้เหมาะสมกับ Landscape ในการประกอบธุรกิจในโลกดิจิทัล Business Model รูปแบบใหม่ ตลอดจนพฤติกรรมและความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อช่วยลดภาระของภาคธุรกิจและประชาชนในการปฏิบัติ และภาระของภาครัฐในการบังคับใช้ และการผลักดันให้เกิดระบบฐานข้อมูลด้านการประกันภัย (Insurance Bureau System) โดยเร็ว

ภารกิจที่ 5 การเตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจในการปฏิบัติตามกฎหมายซึ่งจะมีผลใช้บังคับในเวลาอันใกล้ ทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และมาตรฐานบัญชี IFRS 17

ภารกิจที่ 6 ส่งเสริมให้มีการขยายธุรกิจประกันวินาศภัยไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน

ภารกิจที่ 7 ขยายบทบาทด้านการลงทุนของธุรกิจประกันวินาศภัย เพื่อสร้างเสริมรายได้ให้กับภาคธุรกิจและเป็นแหล่งทุนสำคัญของประเทศ

 

COVID-19 เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ

อานนท์กล่าวว่า ในอดีตการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยของบริษัทประกันภัยจะต้องอาศัยฐานข้อมูลมีการเก็บรวบรวมไว้อย่างเพียงพอ เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณต้นทุน อัตราเบี้ยประกัน และความเสี่ยงที่บริษัทจะสามารถรับประกันได้ แต่การแพร่ระบาดของ COVID-19ได้เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของธุรกิจประกันภัยเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเป็นผู้บริหารความเสี่ยงของบริษัทประกันภัยที่มีความพร้อมในการรับหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการความเสี่ยงให้กับประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

เห็นได้จากการที่บริษัทประกันภัยได้พัฒนาแบบประกันภัยโควิดมานำเสนอให้กับประชาชน เพื่อช่วยลดความกังวลใจจากการติดเชื้อ ลดความกังวลในเรื่องของค่ารักษา เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทประกันภัยได้มีการนำเสนอความคุ้มครองออกมาในหลายรูปแบบทั้งแบบเจอ จ่าย จบ หรือแบบรับค่ารักษาพยาบาล เสียชีวิต ภาวะโคม่า ซึ่งแต่ละบริษัทต่างก็ได้มีการปรับตัวเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าอย่างเหมาะสมมาโดยตลอด

โดยในปี 2563 บริษัทประกันภัยสามารถขายแบบประกันภัย COVID-19 ได้ถึง 9 ล้านกรมธรรม์ เบี้ยประกันภัยประมาณ 4,600 ล้านบาท และมีการเคลมประกันภัยไม่เกิน 10% ขณะที่ ในปี 2564 ในช่วงไตรมาสแรกที่ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดได้ในระดับหนึ่ง ส่งผลให้ประชาชนคลายความกังวลในเรื่องของโควิดลง จึงทำให้ในช่วงไตรมาสแรกมีเบี้ยประกันใหม่รวมกับเบี้ยต่ออายุประมาณ 800 ล้านบาท จำนวนกรมธรรม์ 1.3 ล้านกรมธรรม์เท่านั้น

จนกระทั่งในเดือนเมษายน 2564 ซึ่งมีการระบาดของ COVID-19 ระลอก 3 ที่ทำให้ยอดผุ้ติดเชื้อและเสียชีวิตพุ่งสูงจนน่าตกใจ ทำให้ยอดการขายประกันCOVID-19 พุ่งทะยานตามไปด้วย โดยมียอดขายสิ้นสุด ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2564 มียอดขายประกันภัย COVID-19 ประมาณ 9 ล้านกรมธรรม์ เบี้ยประกันภัยประมาณ 3,500 ล้านบาทโดยมีฐานลูกค้าเป็นกลุ่มลูกค้ารายย่อยเป็นหลัก

อานนท์กล่าวว่า ความสำเร็จจากการนำเสนอประกันภัย COVID-19 และความสำเร็จในการขยายฐานสู่กลุ่มลูกค้ารายย่อยโดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ซึ่งไม่ใช่ฐานลูกค้าหลักของประกันภัยมาก่อน เนื่องจากที่ผ่านมาลูกค้ากลุ่มนี้ยังไม่สามารถเข้าถึงประกันภัยได้แต่จากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการรับประกันภัยโควิดในครั้งนี้ มองว่าบริษัทประกันภัยมีความพร้อมที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยในทุกรูปแบบเพื่อบริหารความเสี่ยงให้กับประชาชน หากเกิดโรคอุบัติใหม่ขึ้นอีกในอนาคต

จากนี้ไปมองว่าบทบาทของบริษัทประกันภัยในอนาคตนั้นต้องเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงในทุกรูปแบบสำหรับประชาชน โดยจะใช้รูปแบบของการประกัน COVID-19 ที่ประสบความสำเร็จมาใช้เป็นโมเดลเพื่อที่จะรับมือกับความเสี่ยงใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

 

ประกันภัยเสาหลักเศรษฐกิจไทย

อานนท์กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ต้องเผชิญกับภาระหนักในการปฏิบัติงานและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะจัดหาประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองโรค COVID-19 ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจำนวน 270,000 คน เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน

ดังนั้นสมาคมประกันวินาศภัยไทยในฐานะองค์กรที่ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ธุรกิจประกันวินาศภัยเป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ได้ร่วมกับบริษัทประกันวินาศภัยให้การสนับสนุนกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มให้กับบุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 270,000 คนเพื่อให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อ COVID-19 เป็นระยะเวลา 6 เดือน จำนวน 1,000,000 บาทต่อคน รวมเป็นทุนประกันภัยทั้งสิ้น 270,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน สมาคมยังได้ร่วมสนับสนุนเครื่องช่วยหายใจให้กับโรงพยาบาลบุษราคัม ซึ่งเป็นโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานีจำนวน 50 เครื่อง รวมมูลค่า 10,500,000 บาทเพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยโรคติดเชื้อ COVID-19 ให้สามารถดูแลรักษาพยาบาลได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที

อานนท์กล่าวว่า เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและกระตุ้นให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกัน COVID-19 กันมากขึ้นรวมทั้งส่งเสริมให้นำระบบประกันภัยเข้ามาช่วยในการบริหารความเสี่ยงให้กับประชาชนและประเทศสมาคมจึงร่วมกับบริษัทสมาชิกจัดโครงการ ฉีดช่วยชาติ หมอพร้อมฉีด ประกันวินาศภัยพร้อมดูแล ประกันภัยแพ้วัคซีนโดยมอบกรมธรรม์ประกันภัยคุ้มครองการแพ้วัคซีนให้กับประชาชนทั่วไปฟรีจำนวน 13 ล้านสิทธิ์

โดยให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน ทุนประกันภัยขั้นต่ำ 1 แสนบาท เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและกระตุ้นให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ในกลุ่มประชากร ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยหนักและเสียชีวิต และช่วยให้เกิดการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ยั่งยืนในระยะยาว 

 

เดินหน้าบริหารความเสี่ยง

นอกจากนี้ สมาคมยังได้เดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจในการเป็นผู้บริหารความเสี่ยงมืออาชีพในการบรรเทาความเสียหายจากภัยพิบัติเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ เพื่อให้เกษตรกรไทยมีหลักประกันในการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น โดยสมาคมได้ร่วมกับภาครัฐจัดให้มีโครงการประกันภัยพืชผล ซึ่งประกอบด้วย โครงการประกันภัยข้าวนาปีและโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2564 เป็นที่เรียบร้อย ภายใต้กรอบวงเงิน 2,935 ล้านบาท พื้นที่เป้าหมายรับประกันภัย 46 ล้านไร่และคณะรัฐมนตรียังได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2564 วงเงิน 311.41 ล้านบาท พื้นที่เป้าหมายรับประกันภัยรวม 2.92 ล้านไร่ด้วย

 

คาดปี 64 ประกันภัยโต 2.4%

สำหรับในปี 2564 สมาคมประกันวินาศภัยไทยคาดการณ์ว่า ธุรกิจประกันวินาศภัยจะมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมทั้งสิ้น 253,000-265,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 0-5% ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจ การลงทุนของภาครัฐและเอกชน การใช้จ่ายของประชาชน และการควบคุมการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทั้งในและต่างประเทศ เป็นสำคัญ

ขณะที่ความท้าทายสำหรับธุรกิจประกันวินาศภัยไทยในอนาคต คือ ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และโรคอุบัติใหม่กฎเกณฑ์ระเบียบปฏิบัติใหม่ที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ การปรับตัวของธุรกิจให้ทันกับกลโกงของการประกันภัยการป้องกันการฉ้อฉล กฎเกณฑ์และการกำกับดูแลต้องมีการปรับปรุง เทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติมีความรุนแรงมากขึ้น ข้อจำกัดด้านรายได้ของประชาชน เศรษฐกิจชะลอตัว และภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ภารกิจของนายกสมาคมคือ การสร้างความพร้อมให้กับสมาชิกในภาคธุรกิจ โดยมีสมาคมเป็นศูนย์กลางคอยประสานงานและนำเสนอเครื่องมือต่างๆ ให้กับบริษัทสมาชิกโดยเฉพาะบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในอนาคตได้ในทุกรูปแบบ


ติดตามคอลัมน์ Exclusive Interview ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนมิถุนายน 2564 ฉบับที่ 470 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi