INTERVIEW • SPECIAL INTERVIEW

Special Interview : จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)

จิราพร ขาวสวัสดิ์ 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ 

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)

“OR ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจเข้าจองหุ้นและเป็นส่วนสำคัญในการร่วมสร้างประวัติศาสตร์การ IPO ของ OR ซึ่งมีนักลงทุนรายย่อยให้ความสนใจจองหุ้น OR กว่า 530,000 รายการ มากกว่าที่คาดไว้ ซึ่งตรงกับความตั้งใจของ OR ที่ต้องการให้คนไทยได้เป็นเจ้าของหุ้น OR ได้มากที่สุด


จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวถึงปรากฏการณ์ IPO ของหุ้น OR ที่มีจำนวนนักลงทุนรายย่อยมากที่สุดของตลาดหุ้นไทย

หากย้อนไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ปตท. ปรับโครงสร้างบริษัทด้วยการโอนกิจการของหน่วยธุรกิจน้ำมัน ตลอดจนหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องให้แก่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR

โดย OR ดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกในฐานะเป็นบริษัท Flagship ของกลุ่ม ปตท. มุ่งแสวงหาโอกาสใหม่ในการดำเนินธุรกิจ คิดค้นและพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีและตรงใจให้แก่ผู้บริโภค พร้อมทั้งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทยรายย่อย (SMEs) และสร้างการเติบโตร่วมกัน อีกทั้งยังมุ่งสู่เป้าหมายในการเป็นบริษัทไทยชั้นนำระดับสากลที่สร้างคุณค่าร่วมให้เกิดแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมี จิราพร ขาวสวัสดิ์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ คนแรกของบริษัท

จิราพร หญิงแกร่งแห่งอาณาจักรธุรกิจน้ำมันของประเทศไทยมายาวนาน เริ่มงานที่ ปตท. ตั้งแต่ปี 2530 ในตำแหน่งนักบัญชีโดยระหว่างนั้นได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าหน่วยปรับปรุงระบบงาน Enterprise Resource Planning (ERP) ของ ปตท. และได้ออกแบบระบบข้อมูลบัญชีเพื่อการบริหารธุรกิจ

ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่วางแผนหน่วยธุรกิจน้ำมัน ซึ่งรับผิดชอบดูแลด้านกลยุทธ์และแผนธุรกิจของหน่วยธุรกิจน้ำมัน ปตท. ในปี 2555 และตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด (PTTRM) ในปี 2559 อีกทั้งดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน ปตท. ก่อนจะข้ามมาดูแลธุรกิจของ OR ในปัจจุบัน

 

Retailing Beyond Fuel

เป้าหมายที่ไกลกว่าน้ำมัน

จิราพร เผยว่า การปรับโครงสร้างทางธุรกิจของกลุ่ม ปตท. โดย OR ในฐานะเป็นบริษัท Flagship ธุรกิจน้ำมัน และธุรกิจค้าปลีกทั้งในและต่างประเทศ เป็นธุรกิจรูปแบบ B2C รายเดียวของกลุ่ม ปตท. ดังนั้น การทำงานจะแตกต่างกับธุรกิจอื่นในเครือ โดย OR ให้ความสำคัญแก่ผู้บริโภคและลูกค้า จึงต้องมีการปรับ DNA ของพนักงานให้สอดคล้องกับธุรกิจ

โดย DNA ของ OR จะคำนึงถึงผู้อื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ชุมชนหรือเพื่อนร่วมงานก็ต้องคำนึงถึงซึ่งกันและกัน รวมทั้งต้องเข้าถึงง่าย เปิดรับฟังทุกช่องทาง รวมทั้งต้องมี Empowered สร้างแรงผลักดันให้ทีมมีอิสระในการตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาได้ทันเหตุการณ์ มีความเป็นเจ้าของธุรกิจ และสุดท้ายคือต้องสร้างความไว้ใจให้กับผู้บริโภค

จิราพร กล่าวอีกว่า รวมพลัง ร่วมสร้าง เพื่อทุกวันที่ดีขึ้นคือ นิยามที่ธุรกิจของ OR จะเติบโตเคียงข้างไปกับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมพร้อมๆ กัน โดยกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของ OR ต้องได้รับสิ่งที่ดีขึ้นจากการเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว OR ซึ่งกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจทั้ง 6 ข้อของ OR ที่จะทำให้เห็นชัดเจนว่าจะสามารถมีทุกวันที่ดีขึ้นได้อย่างไร ประกอบด้วย

         กลยุทธ์ที่ 1ครอบคลุมมากขึ้น” OR จะขยายธุรกิจและฐานลูกค้าเพื่อคงความเป็นผู้นำในประเทศไทยในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และผลิตภัณฑ์หล่อลื่นของ OR ให้เข้าถึงมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค เป้าหมายคือมีสถานีบริการน้ำมันPTT Station ถึง 2,500 แห่งภายในปี 2568 ด้วยแนวคิดการเป็น ศูนย์กลางชุมชนหรือ “Living Community” เมื่อ OR เติบโต สังคมและชุมชนก็ได้ประโยชน์

         กลยุทธ์ที่ 2ตรงใจมากขึ้น” OR เดินหน้าขยายธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil) ด้วยการเพิ่มจำนวนสาขาและพัฒนาแบรนด์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ผ่านโมเดลธุรกิจแบบ Retailing Beyond Fuel โดยมีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เป็น Platform ในการขยายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มทำให้ OR “ใกล้ลูกค้าให้มากขึ้น

         กลยุทธ์ที่ 3ก้าวไกลมากขึ้นธุรกิจต่างประเทศจะเป็นอีก Growth Engine ของ OR ด้วยแผนผลักดันการเติบโตในระดับภูมิภาคและระดับโลกเพื่อการเป็น Global Brand ด้วยเป้าหมายเพิ่มสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เป็น 650 แห่ง และร้าน Café Amazon เป็น 550 สาขา โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV ทั้งในกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดย OR จะใช้กลยุทธ์ Good Citizen ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นร่วมลงทุนได้ โดย OR ยังคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลักโดยจะมีการปรับสินค้าให้เหมาะกับผู้บริโภคท้องถิ่น (Localize) มากขึ้น

          กลยุทธ์ที่ 4ครบวงจรมากยิ่งขึ้น” OR เข้าใจ Mobility Ecosystem ที่เน้นบริการเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้า และ Lifestyle Ecosystem ที่ความต้องการของผู้บริโภคปรับไปสู่โลกออนไลน์มากขึ้น โดย OR จะเป็น The Best Neighborhood Lifestyle Destination ซึ่งไม่ว่ารูปแบบการใช้รถในอนาคตจะเป็นอย่างไร OR จะสร้างแหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหารให้กับชุมชน เพราะคนจะ Work from Home และใช้บริการร้านใกล้บ้านด้วย นอกจากนี้ยังมีการสื่อสารการตลาดที่เป็น Omni Channel

          กลยุทธ์ที่ 5ประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ Supply Chain เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาดต เช่น การก่อสร้างโรงงานเบเกอรี่ส่วนกลาง โรงงานผงผสมเครื่องดื่ม และศูนย์กระจายสินค้าสำหรับธุรกิจ Café Amazon และต่อยอดศักยภาพการวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลบัตร Blue Card ที่มีสมาชิกประมาณ 7 ล้านราย เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

          กลยุทธ์ที่ 6 สร้าง คุณค่าที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ครอบคลุมทั้งประเทศ สังคม ชุมชน ผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และพนักงาน

 

เดินหน้าแผน 5 ปี

สร้างการเติบโตระยะยาว

สำหรับแผนลงทุนช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2564-2568 จิราพร เปิดเผยว่า OR มีงบประมาณทั้งสิ้น 74,600 ล้านบาทที่มีแผนการลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยธุรกิจน้ำมัน OR คาดว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรวมจะเพิ่มขึ้นตามอัตราการเติบโตของตลาด และคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของน้ำมันเชื้อเพลิงต่อลิตรจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

ขณะที่การแข่งขันของตลาดอาจสูงขึ้นจากการขยายสาขาของผู้เล่นรายอื่นๆ แต่เชื่อว่าด้วยความโดดเด่นของโมเดลธุรกิจของ OR ที่เป็น Integrated Platform ระหว่าง Oil และ Non-Oil รวมถึงเครือข่ายของสถานีบริการน้ำมันที่มีมากกว่า 2,000 แห่งและเตรียมขยายให้ได้ 2,500 แห่งในปี 2568 ด้วยแบรนด์ PTT Station ที่แข็งแกร่ง ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมายาวนานกว่า 40 ปี จะทำให้ธุรกิจน้ำมันของ OR เดินหน้าต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ทางด้านธุรกิจค้าน้ำมันเชิงพาณิชย์ OR คือ Energy Solution Provider เพื่อนคู่คิดเคียงข้างธุรกิจครบวงจร เชื่อว่า OR มีศักยภาพจากความเป็นผู้นำในการจำหน่ายเชื้อเพลิงทุกประเภท

สำหรับธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-Oil) เช่น Café Amazon ที่เป็นแบรนด์กาแฟชั้นนำของประเทศและมีจำนวนสาขาเป็นอันดับที่ 6 ของโลก ตลาดกาแฟไทยยังสามารถเติบโตได้ เพราะคนไทยบริโภคกาแฟเพียง 1.2 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ในขณะที่ประเทศอื่นๆ มีการบริโภคกาแฟที่สูงกว่านี้มาก เช่น คนญี่ปุ่นที่บริโภคกาแฟ 3 กิโลกรัมต่อคนต่อปี

อีกทั้ง Café Amazon ยังสามารถมีลูกค้าเพิ่มเติมจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการบริโภคกาแฟสำเร็จรูปมาบริโภคกาแฟสด การเติบโตของ Café Amazon ผ่านการขยายสาขากว่า 3,300 สาขา ทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมัน การเพิ่มมูลค่าการซื้อต่อครั้ง (Ticket Size) และการเพิ่มเมนูเครื่องดื่ม

ในช่วงการระบาดของโรค COVID-19 ที่ผ่านมา Café Amazon ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพว่ายังสามารถเติบโตได้และยังมียอดขายที่เพิ่มขึ้นจากช่องทาง Delivery ซึ่ง OR มีแผนขยายจำนวนสาขาร้านกาแฟ Café Amazon ให้ครอบคลุมกว่า 5,200 สาขาทั่วประเทศ ภายในปี 2568”

อย่างไรก็ดี ที่สำคัญมองหาและเปิดรับโอกาสใหม่และบริการอื่นๆ ร่วมกับพันธมิตรมืออาชีพให้เติบโตได้เร็ว ล่าสุดได้ทำ Cloud Kitchen ร่วมกับ LINE MAN Wongnai และธุรกิจ Logistics ร่วมกับ Flash Express ซึ่งปัจจุบันได้ศึกษาข้อมูลและความเป็นไปได้ในการทำ M&A และ JV ต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับ OR อย่างต่อเนื่อง

สำหรับบางธุรกิจยังอยู่ในช่วงเริ่มลงทุน เช่น Texas Chicken ที่อนาคตจะเดินหน้าตาม PTT Station และ Café Amazon โดยจะเปิดให้มีแฟรนไชส์ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงคุณภาพให้พร้อม และมีเป้าหมายในการขยาย 20 สาขาต่อปี ในช่วงปี 2563-2568 บริษัทคาดว่าจะเห็นอัตรากำไรที่ดีขึ้นจากการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) จากธุรกิจ Non-Oil ที่ OR เพิ่งเริ่มลงทุนเหล่านี้

ส่วนธุรกิจต่างประเทศ OR คาดว่าปริมาณจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นตามอัตราการเติบโตของตลาดในแต่ละประเทศ และ OR จะสรรหาผู้ประกอบการท้องถิ่น (Local Partnering) เพื่อร่วมลงทุนและขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง

ตลาดต่างประเทศของธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจน้ำมัน คาดว่าจะขยายสาขาร้าน Café Amazon ใน CLMV เอเชียตะวันออก และตะวันออกกลาง รุกตลาดทั้งในและนอกสถานีบริการน้ำมันด้วย

 สำหรับประเทศที่มีรากฐานอยู่แล้ว เช่น ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และลาว OR วางแผนที่จะขยายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เป็น 650 แห่ง Café Amazon ขยายสาขาเป็น 550 สาขา ภายในปี 2568 ขยายธุรกิจ LPG พร้อมคลังเก็บผลิตภัณฑ์ และขยายธุรกิจผลิตภัณฑ์หล่อลื่นเจาะฐานลูกค้าใหม่

สำหรับแผนรองรับยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV นั้น จิราพร MBบอกว่า OR มีแผนติดตั้ง EV Station ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ซึ่งในปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว จำนวน 30 สาขา และมีแผนที่จะติดตั้งเพิ่มเติมให้ครอบคลุมในทุกเส้นทางหลักทั่วประเทศ นอกจากนี้ มีแผนที่จะให้บริการการซ่อมบำรุงรถ EV ในอนาคต และแผนการพัฒนา Application “EV Station” ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการ อย่างไรก็ดี OR ยังพร้อมแสวงหาโอกาสในการขยายจุดชาร์จในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงร่วมมือกับคู่ค้าอื่นๆ เพื่อสร้างระบบนิเวศการใช้ EV ในประเทศไทยให้สมบูรณ์ และตอบโจทย์ผู้ใช้รถ EV ให้ได้รับความสะดวกสบายในการเดินทางมากที่สุด

สถิติการใช้บริการในสถานีบริการน้ำมัน พบว่า ลูกค้าจะใช้เวลาในสถานีบริการน้ำมันของเราราว 25 นาที แต่เติมน้ำมันเพียง 4 นาที เวลาที่เหลือจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ และเวลา 20-30 นาทีที่ใช้ชาร์จรถ EV ใกล้เคียงกับที่ลูกค้าอยู่ในสถานีบริการน้ำมันอยู่แล้ว จึงไม่ได้มองว่า EV มากระทบธุรกิจ แต่เป็นโอกาส เพราะในสถานีบริการน้ำมันมีพื้นที่ว่างพอจะลงทุนระบบรองรับ EV และปรับธุรกิจ Non oil ให้เป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น

ทั้งนี้ OR มองหาโอกาสในการลงทุนธุรกิจใหม่และธุรกิจที่ต่อยอดจากเดิมที่มีอยู่แล้ว โดย OR จัดสรรงบลงทุน (CAPEX) ส่วนหนึ่งในแผนลงทุนทุกปี สำหรับธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อนจะลงทุนผ่านบริษัทลูก 100% ที่ตั้งขึ้นใหม่คือ Modulus Venture ในอนาคตพร้อมลงทุนเพิ่มในธุรกิจอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว Health & Wellness รวมไปถึง Digital Lifestyle ต่างๆ ที่จะตอบสนองต่อผู้บริโภคและกลุ่มลูกค้าหากการลงทุนให้ผลตอบแทนที่เหมาะสม และตอบพันธกิจในการช่วยเหลือสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และประเทศชาติที่ OR ให้ความสำคัญมาโดยตลอด

ในส่วนของขนาดการลงทุนไม่ได้มีข้อจำกัด ขอให้เป็นการลงทุนที่ดีและมีความเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหลักร้อยล้านไปจนถึงพันล้าน โดยจะให้ Priority กับการลงทุนที่สามารถใช้ประโยชน์และจุดแข็งที่มีอยู่ เช่น Network ของ PTT Station และร้าน Café Amazon เป็นต้น สำหรับโอกาส M&A นั้นมีเข้ามาเรื่อยๆ

 

People Planet Profit

เดินหน้าด้วยกันอย่างยั่งยืน

เป้าหมายของ OR คือการมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ไทยระดับสากล ที่สร้างคุณค่าให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกันหรือที่เรียกว่า Together For Betterment เพราะเชื่อว่า รวมพลัง ร่วมสร้าง เพื่อทุกวันที่ดีขึ้นจิราพร กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายผ่านการทำธุรกิจทั้งน้ำมัน ธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจต่างประเทศจะต้องให้ความสำคัญ 3 ด้านอย่างสมดุล ได้แก่ People การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ชุมชน และสังคม Planet การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ Profit การดำเนินธุรกิจที่สร้างผลกำไรอย่างเหมาะสม

โดยเฉพาะในด้านของ People สำหรับ OR นั้น ไม่ว่าจะธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก เป้าหมายของ OR คือการเป็นผู้สร้างแบรนด์ สร้างผลิตภัณฑ์และเปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมจากภายนอกอย่างที่ได้เห็นจาก PTT Station ที่ปัจจุบันมีกว่า 2,000 แห่ง จะเป็นของดีลเลอร์ 80% ส่วนที่เป็นของ OR เองมี 20% เช่นเดียวกับ Café Amazon ที่มีกว่า 3,300 สาขา เป็นร้านของคู่ค้าแฟรนไชส์ถึง 80%

ส่วนในแง่ของชุมชน OR จะให้ชุมชนเข้ามาอยู่ในกระบวนการทางธุรกิจขององค์กร ไม่เน้นการทำ CSR หรือบริจาคเพียงครั้งเดียว  โดย OR จะสนับสนุนตลาดและช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับชุมชน เช่น โครงการไทยเด็ด

ทั้งนี้ โครงการไทยเด็ด เริ่มช่วงปลายปี 2561 ช่วยส่งเสริมสินค้าวิสาหกิจชุมชนนำมาจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station โดยได้รับผลตอบรับที่ดี เช่น สินค้ากระเทียมดำจากจังหวัดลำพูนสามารถเพิ่มยอดขายเป็น 2 เท่า หรือผัดไทยภูเขาไฟที่ใช้ดินภูเขาไฟในการปลูกข้าวที่บุรีรัมย์ก็มียอดขายเพิ่มขึ้น จากกำลังการผลิตเดิมเริ่มไม่เพียงพอจึงได้จ้างคนในชุมชนทำให้มีการจ้างงานและมีรายได้ เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบัน โครงการไทยเด็ดมีวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 200 ชุมชน นอกจากนี้ Café Amazon ก็รับสินค้าจากชุมชนโดยเข้าไปจำหน่ายในร้านด้วย หรือแม้แต่เมล็ดกาแฟที่ใช้ใน Café Amazon กว่า 5,100 ตันต่อปี ก็มาจากเกษตรกรไทย 100% ซึ่ง OR เข้าไปช่วยพัฒนาการปลูกกาแฟให้กับเกษตรกรไทย

“ESG (Environmental, Social, Governance) สิ่งสำคัญคือ ต้องนำทุกภาคส่วนมาอยู่ในธุรกิจไม่ใช่เป็นแค่ Gimmick โดย OR ได้เริ่มโครงการ Café Amazon for Chance ให้โอกาสผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ได้แก่ ผู้พิการทางการได้ยิน ผู้พิการทางการเรียนรู้ ผู้สูงวัย และทหารผ่านศึก มาเป็นบาริสต้าได้มีอาชีพที่ถาวรสร้างรายได้ เกิดความภาคภูมิใจ รู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง ไม่เป็นภาระกับครอบครัว

 Café Amazon for Chance มี 11 สาขา และภายใน 5 ปีจะเพิ่มเป็น 200 สาขา โดยต้องลงทุนปรับอุปกรณ์ ปรับกระบวนการแต่ละขั้นตอนใหม่เพื่อให้ผู้พิการหรือผู้สูงวัยทำงานได้สะดวก เช่น ใช้เครื่องชงอัตโนมัติ เพิ่มการสื่อสารระหว่างผู้บริโภคกับผู้ให้บริการ เช่น อุปกรณ์กดสั่งเมนู หรือ ภาษามือง่ายๆ เพื่อเกิดการสื่อสารได้

 

พิจินต์ อภิวันทนาพร

รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR



เมื่อพิจารณารายได้ขายและบริการ เทียบกับ EBITDA จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า รายได้ขายและบริการของ Non-Oil แม้จะมีสัดส่วนที่น้อยกว่า Oil แต่มีสัดส่วนใน EBITDA สูงกว่า ซึ่งสอดคล้องกับโมเดลการดำเนินธุรกิจแบบ Retailing Beyond Fuel โดยมีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เป็น Platform ในการสร้างเครือข่ายสาขาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม


กางแผนลงทุน 5 ปี

พร้อมปันผลให้ผู้ถือหุ้น

พิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยถึงแผนลงทุนช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2564-2568 เป็นงบประมาณทั้งสิ้น 74,600 ล้านบาท เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยแบ่งสัดส่วนเป็นดังนี้

กลุ่มธุรกิจน้ำมันสัดส่วนลงทุน 34.6% การขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีศักยภาพประมาณ 100 แห่งต่อปี เพิ่มเป็น 2,500 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 2568

รวมทั้งการขยายธุรกิจสำหรับตลาดพาณิชย์ ทั้งสร้างศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto แห่งใหม่ ลงทุนในถังก๊าซหุงต้มและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายตลาดและทดแทนถังก๊าซหุงต้มที่เสื่อมสภาพ สร้างโรงซ่อมถังก๊าซหุงต้มใหม่ทดแทนโรงซ่อมเดิมและขยายกำลังการซ่อมลงทุนในอุปกรณ์เพื่อสนับสนุนการขายและการให้บริการตลาดลูกค้าอุตสาหกรรม

การลงทุนในเครือข่ายคลังเก็บผลิตภัณฑ์ สร้างคลังเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแห่งใหม่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สร้างศูนย์กระจายผลิตภัณฑ์หล่อลื่นอัตโนมัติ (Automated Lubricants Distribution Center) ปรับปรุงคลังเก็บผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมด้วยเทคโนโลยี Smart Terminal และลงทุนด้านการบำรุงรักษาคลังต่างๆ

กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) สัดส่วนลงทุน 28.6% การขยายเครือข่ายร้านค้าปลีก จะขยายสาขา Café Amazon ประมาณปีละ 400 สาขาต่อปี ให้ครอบคลุมกว่า 5,200 สาขาทั่วประเทศ ภายในปี 2568 และขยายสาขา Texas Chicken ประมาณปีละ 20 สาขาต่อปี รวมทั้งลงทุนเพื่อเพิ่มความหลากหลายของธุรกิจ ซึ่งอาจรวมถึงการลงทุนในรูปแบบของการควบรวมกิจการ (Merger & Acquisition) หรือการจัดตั้งบริษัทร่วมค้า (Joint Venture)

ปัจจุบัน OR ได้ถือหุ้นของ บริษัท พีเบอรร์รี่ ไทย จำกัด เพื่อให้ OR สามารถขยายขอบเขตและเสริมความแข็งแกร่งในการประกอบธุรกิจกาแฟอย่างครบวงจร รวมถึงเปิดโอกาสให้ OR เข้าสู่ตลาดกาแฟมาตรฐานพิเศษหรือ Specialty Coffee ได้อีกด้วย

โรงงานผลิตและศูนย์กระจายสินค้า โดยสร้างศูนย์กระจายสินค้า Café Amazon (สนับสนุนการเติบโต และลดค่าใช้จ่าย) สร้างโรงงานผงผสมเครื่องดื่ม (ควบคุมรสชาติและคุณภาพ)

นอกจากนี้ สร้างโรงงานเบเกอรี่ส่วนกลาง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และควบคุมมาตรฐานและคุณภาพ โดยจะยังคงมุ่นเน้นการให้ชุมชนมีส่วนร่วม แม้จะตั้งโรงงานเบเกอรี่เองแต่ก็รับสินค้าจาก SME มาจำหน่ายสัดส่วน 70% ส่วนอีก 30% จะใช้สินค้าจากโรงงานของ OR ทั้งนี้ ยังมีแผนสร้างโรงงานผลิตน้ำบรรจุขวด ทั้งการผลิตภายใต้แบรนด์ของ OR และรับจ้างผลิตด้วย

ล่าสุดได้เข้าลงทุนในบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการร้านอาหารเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์ โอ้กะจู๋โดยตั้งเป้าขยายสาขาร้านโอ้กะจู๋เพิ่มเติมในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมถึงการจำหน่ายอาหารแบบ Grab & Go ผ่านร้าน Café Amazon ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และภาคเหนือ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มความหลากหลาย และเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีไลฟ์สไตล์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น

กลุ่มธุรกิจต่างประเทศสัดส่วนลงทุน 21.8% จะขยายจำนวนสาขา PTT Station ให้ครอบคลุมกว่า 650 แห่ง ภายในปี 2568 ขยายจำนวนสาขา Café Amazon ให้ครอบคลุมกว่า 550 สาขา ภายในปี 2568

เงินลงทุนในธุรกิจอื่นๆ สัดส่วน 15.0% ที่จะมีทั้งพัฒนา Cloud Computing Platform เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าผ่านหลากหลายช่องทาง (Omni-channel) ซึ่งรวมถึงการพัฒนาระบบสารสนเทศหลักเพื่อรองรับการเข้าถึงแบบเรียลไทม์ ที่จะทำให้ OR ใช้ประโยชน์จากข้อมูลธุรกิจที่มีปริมาณมาก (Big Data) ได้ดียิ่งขึ้น

การลงทุนในธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ภายใต้แนวทาง Mobility Ecosystem และ Lifestyle Ecosystem รองรับเทรนด์พลังงานแห่งอนาคตด้วยบริการเกี่ยวกับ EV ภายในสถานีบริการน้ำมัน ต่อยอดบริการแบบ Online-to-Offline Experience ด้วยข้อได้เปรียบจากการมีข้อมูล Insight จากฐานข้อมูล Big Data ของบัตร Blue Card ประมาณ 7 ล้านราย

และปัจจุบัน OR ได้ลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนของ บริษัท แฟลช อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการจัดส่งสินค้าในประเทศไทย เพื่อที่จะผสานประโยชน์ร่วมกันในการสนับสนุนและขยายธุรกิจให้รองรับธุรกิจ e-Commerce เพื่อให้ OR สามารถมอบประสบการณ์ Offline-to-Online ให้กับลูกค้าอย่างไร้รอยต่อ

คาดว่าแผนการลงทุนดังกล่าว จะส่งผลให้สัดส่วน EBITDA ในปี 2568 เปลี่ยนแปลงไปโดยมุ่งเน้นธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ และธุรกิจต่างประเทศมากขึ้น เป็น Oil 55 : Non-Oil 33 : Inter 12 จากเดิมมีสัดส่วน Oil 68.9 : Non-Oil 25.5 : Inter 4.9”

ส่วนผลการดำเนินงานรวมปี 2563 มีรายได้ขายและบริการ 428,804 ล้านบาท (สัดส่วน Oil 90.9 : Non-Oil 3.9 : Inter 4.9 : Other 0.3 ) ปรับตัวลดลง 25.7% จากปีก่อน เนื่องจากผลกระทบจากสงครามราคาน้ำมันของกลุ่ม OPEC และรัสเซีย รวมถึง COVID-19 ที่ทำให้ปริมาณการขายของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักอย่างน้ำมันอากาศยาน ดีเซล และเบนซิน ลง เนื่องจากการจำกัดการเดินทาง

ทั้งนี้ EBITDA ในปี 2563 อยู่ที่ 17,619 ล้านบาท (สัดส่วน Oil 68.9 : Non-Oil 25.5 : Inter 4.9 : Other 0.7) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.6% จากปีก่อน เนื่องจาก TFRS 16 และ Cost Saving ต่างๆ ขณะที่กำไรสุทธิ 8,791 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 19.3% จากปีก่อน เนื่องจาก ค่าเสื่อมและค่าจำหน่ายที่สูงขึ้นจากการขยายธุรกิจ และผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน ตาม TFRS 9

เมื่อพิจารณารายได้ขายและบริการ เทียบกับ EBITDA จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า รายได้ขายและบริการของ Non-Oil แม้จะมีสัดส่วนที่น้อยกว่า Oil แต่มีสัดส่วนใน EBITDA สูงกว่า ซึ่งสอดคล้องกับโมเดลการดำเนินธุรกิจแบบ Retailing Beyond Fuel โดยมีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เป็น Platform ในการสร้างเครือข่ายสาขาธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

“OR มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 30.0% ของกำไรสุทธิหลังหักสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายและบริษัทกำหนดไว้ในแต่ละปี โดยล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2564 ในวันที่ 17 ก.พ. 64 ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ปี 2563 ในอัตรา 0.10 บาทต่อหุ้น”  




ติดตามคอลัมน์ Special Interview ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนเมษายน  2564 ฉบับที่ 468 บนแผงหนังสือชั้นนำทั้่วประเทศและในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi