THE GURU • CRYPTOCURRENCY

ปรากฏการณ์ Bitcoin Halving น่าสนใจอย่างไร

บทความโดย: จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา

ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา กระแสข่าว Bitcoin Halving ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2020 นี้ ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในกลุ่มของนักเทรดสกุลเงินดิจิทัล โดยเฉพาะในแง่ของการส่งผลกระทบต่อราคา แต่สำหรับหลายๆ คนอาจไม่ค่อยคุ้นหูกับปรากฏการณ์นี้เท่าไหร่นัก ในวันนี้ทางบทความนี้จะมาอธิบายถึงปรากฏการณ์นี้ฉบับรวบรัดกัน

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ระบบการทำธุรกรรมของบิตคอยน์นั้นเป็นแบบไร้ศูนย์กลาง ทุกคนที่ถือเงินดิจิทัลตัวนี้ไว้จะมีข้อมูลการทำธุรกรรมทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้นชุดเดียวกันทั้งหมด ทุกๆ การรับส่งหรือการโอนบิตคอยน์ไปยังกระเป๋าดิจิทัลใดๆ หากทำธุรกรรมสำเร็จ (โดยการตรวจสอบธุรกรรมด้วยทรัพยากรของนักขุดบิตคอยน์) รายการธุรกรรมเหล่านั้นจะถูกจัดเก็บข้อมูลไว้เรียงร้อยกันเหมือนเอกสารที่ถูกจัดไว้ในกล่อง ซึ่งกล่องเหล่านี้จะถูกปิดฝาและนำไปเรียงกับกล่องก่อนหน้า เมื่อมีจำนวนธุรกรรมที่ถูกเก็บไว้ครบตามจำนวนที่กำหนด หรือเรียกว่า การจัดเก็บข้อมูลด้วยระบบบล็อกเชนนั่นเอง

สำหรับในโลกของบิตคอยน์แล้ว ทุกๆ ครั้งที่เกิดบล็อกขึ้นใหม่ (หลังจากการยืนยันธุรกรรมบล็อกนั้นสำเร็จ) นักขุดที่ใช้แรงของตัวเองในการแข่งกันตรวจสอบธุรกรรม จะได้รับรางวัลเป็น Block Reward เช่น ถ้ายืนยันธุรกรรมของบิตคอยน์สำเร็จ นักขุดก็จะได้รับเหรียญบิตคอยน์เป็นรางวัลนั่นเอง

การขุดบิตคอยน์ในอดีต

และจำนวนรางวัลต่อบล็อกที่ลดลง

ยิ่งมีจำนวนนักขุด (หรือเรียกอีกชื่อคือ ผู้ยืนยันธุรกรรม) ที่มีเครื่องมือและทรัพยากรในการประมวลผลที่ทรงพลังกระจายตัวเป็นจำนวนมาก ย่อมหมายถึงความปลอดภัยของเครือข่ายที่มากขึ้นตาม

แต่ทั้งนี้ Satoshi ยังต้องคำนึงถึงความสมดุลของ มูลค่าของบล็อกเชนและความสมบูรณ์ของระบบอีกด้วย ไม่เพียงแค่การกระจายตัวของผู้ยืนยันข้อมูลที่ควรมีมาก ต้นทุนของการขุดและการทำมูลค่าของเหรียญให้ยากต่อการครอบครองก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

โดยปกติแล้วบล็อกธุรกรรมของบิตคอยน์นั้นจะเกิดขึ้นใหม่ทุกๆ 10 นาทีโดยประมาณ หากใครสามารถทำการตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมได้ก่อนนักขุดคนอื่นๆ ก็จะได้ส่วนแบ่งของ Block Reward ไป

ในอดีตช่วงที่บิตคอยน์เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาแรกๆ ในช่วงปี 2009 และยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในวงกว้างจำนวนคนขุดค่อนข้างน้อย ช่วงนั้นระยะการให้ Block Reward ของบิตคอยน์ยังถือว่าเป็นระยะที่ 1 โดยรางวัลที่นักขุดจะได้ต่อบล็อกนั้นสูงถึง 50 BTC/Block เลยทีเดียว ดังตารางด้านล่าง

ข้อมูลและสถิติตัวเลขของปรากฏการณ์ Bitcoin Halving จากเว็บไซต์ Bitcoin wiki

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น โดยทั่วไปแล้วระบบในการยืนยันธุรกรรมของบิตคอยน์จะใช้ระยะเวลาในการยืนยันต่อบล็อกประมาณ 10 นาที แต่ด้วยผลตอบแทนอันมหาศาลทำให้มีนักขุดหน้าใหม่เข้ามาในตลาดเป็นจำนวนมาก เป็นไปได้ว่าด้วยแรงขุดจำนวนมากขนาดนั้น จะสามารถทำให้นักขุดสามารถสร้าง Block Reward ด้วยระยะเวลาที่สั้นลงยิ่งกว่า 10 นาที

เหตุนี้เองเพื่อทำให้ระบบเกิดความสมดุลย์ การขุดบิตคอยน์จึงมีการสร้างค่า Difficulty ขึ้นมา หรือเรียกอีกอย่างคือ ค่าความยากง่ายในการขุดบิตคอยน์นั่นเอง

ยิ่งมีจำนวนขุดและพลังในการขุดที่มหาศาลมาก โจทย์ในการขุดก็จะยิ่งยากมากยิ่งขึ้น นั่นส่งผลให้นักขุดแต่ละรายนั้นต้องใช้ทรัพยากรในการยืนยันธุรกรรมมากยิ่งขึ้น (ไม่ว่าจะเป็นการใช้สเป๊กเครื่องขุดที่มีคุณภาพมากขึ้น โค้ดดิ้งในการขุด หรือแม้แต่จำนวนเครื่องขุด) ส่งผลให้นักขุดที่มีทรัพยากรที่ไม่มีคุณภาพมากพอเริ่มเกิดการขุดที่ไม่คุ้มต้นทุนและส่งผลให้ออกไปจากตลาดในที่สุด

เมื่อจำนวนนักขุดในระบบมีน้อยลง ระบบของบิตคอยน์ก็จะมีการปรับให้ค่า Difficulty ลดลงเพื่อให้นักขุดที่ทรัพยากรมีคุณภาพสูงมากพอที่ยังเหลืออยู่แก้โจทย์ได้ง่ายขึ้น วนแบบนี้เป็นวัฏจักร


ทำไมจึงต้องมีการ Halving

เมื่อเวลาผ่านไปนับแต่วันที่บล็อกแรกของบิตคอยน์เกิดขึ้น เนื่องด้วย Block Reward ที่จะเกิดขึ้นทุกๆ 10 นาที ส่งผลให้มีจำนวนบิตคอยน์ที่ถูกขุดขึ้นมามีจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย

การ Halving ครั้งแรกนั้นเกิดขึ้นในช่วงปี 2012 ช่วงการปล่อย Block Reward ของบิตคอยน์เริ่มเข้าสู่ ระยะที่ 2” หลังจากบล็อกที่ 210,000 เกิดขึ้น อย่างที่เราพูดถึงกันไปในข้างต้น ในช่วงระยะที่ 1 นั้นนักขุดจะได้รางวัลตอบแทนสูงถึง 50 BTC/Block และนับวันความสามารถของเครื่องขุดรุ่นต่างๆ ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีนักขุดหน้าใหม่พยายามเข้ามาในสายขุดจำนวนมาก หากระบบยังคงให้รางวัลต่อบล็อคสูงลิ่วแบบนี้ ในระยะอันสั้นอาจเกิดปรากฏการ บิตคอยน์เฟ้อขึ้น ซึ่งนั่นจะส่งผลต่อราคาและความเสถียรของระบบในระยะยาว

การ Halving จึงเปรียบเสมือนการสร้างสมดุลขึ้นในระบบ เป็นการจัดการมูลค่าของบิตคอยน์ขึ้นโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันปัญหาบิตคอยน์เฟ้อที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยระบบของบิตคอยน์จะทำการลด Block Reward ที่นักขุดจะได้รับนั้นลดลงไปในทุกๆ 4 ปีนั่นเอง

จากภาพจะเห็นว่าเมื่อเข้าปีที่ 5 ช่วงปี 2012 Block Reward ถูกลดลงเหลือเพียง 25 BTC/Block

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการ Halving ในอดีต

ในช่วงปี 2012 หลังจากการ Halving ครั้งแรก

ในช่วงปี 2012 ก่อนการ Halving บิตคอยน์มีมูลค่าอยู่ที่ $2.01 ซึ่งหลังจากการ Halving ครั้งแรก ราคาของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นไปสูงถึง $270.94 (ราคาพุ่งขึ้นสูงถึง 13,480%) หลังจากนั้นราคาก็ค่อยๆ ลดลงถึง 70% จนถึงมูลค่าที่ควรจะเป็น

 ในช่วงปี 2016 หลังจากการ Halving ครั้งที่ 2

ในช่วงปี 2016 ก่อนการ Halving บิตคอยน์มีมูลค่าอยู่ที่ $664.44 หลังจากการ Halving ครั้งที่สอง ในช่วงแรกราคาไม่หวือหวามากนัก แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปเกือบ 3 ปีก่อนการบิตคอยน์กลับทำราคาทุบสถิติสูงถึง $20,000

สำหรับการ Halving ครั้งที่ 3 ที่กำลังจะเกิดขึ้น (เข้าสู่ Block Reward ระยะที่ 4) จากการคำนวณนั้นจะเกิดขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2020 ที่จะถึงนี้นั่นเอง ซึ่งจะส่งผลต่อราคาหรือไม่อย่างไรนั้นเราต้องคอยดูกันต่อไป

รวมถึงท่านใดที่กำลังอยากจะเริ่มลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล เราแนะนำว่าท่านควรศึกษาข้อมูลของเหรียญที่กำลังจะลงทุนอย่างละเอียดและรอบคอบ รวมถึงวางแผนการ Cut Loss ให้ดี

เกี่ยวกับนักเขียน

จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตฯ เทคโนโลยีบล็อกเชน

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน