THE GURU • INVESTMENT

Jitta ชู OKR หนุนการลงทุนอย่างท้าทาย

บทความโดย: Jitta

เปิดแนวคิด OKR 

เพิ่มเป้าหมายที่ท้าทาย

พรทิพย์ กองชุน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท จิตตะ ดอทคอม จำกัด หรือ Jitta เล่าว่า OKR ย่อมาจาก Objective & Key Results เป็นการตั้งเป้าหมายหลักที่ต้องการทำให้สำเร็จ และหาว่ากุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายคืออะไร ทำอย่างไร ที่สามารถวัดผลได้ด้วย

เริ่มมีการนำ OKR มาใช้ในองค์กรครั้งแรกที่ Intel ตั้งแต่ปี 2506 นอกจากนี้ บริษัทที่นำมาใช้และประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ Google และได้รับการพิสูจน์จากองค์กรขนาดใหญ่ อาทิ Facebook Netflix และเริ่มมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย เมื่อหลายๆ องค์กรเริ่มมีการทำ Digital Transformation ซึ่งต้องการความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและตลอดเวลา

ซึ่งการตั้งเป้าหมายแบบ OKR จะมีการตั้งเป้าหมายระยะยาว แต่กำหนดวิธีการทำงานระยะสั้น เนื่องจากระหว่างทำงานจะเกิดการเรียนรู้และมีการปรับเปลี่ยน จนเกิด Solution ต่างๆ ขึ้น เป็นเหมือนบันไดก้าวไปสู่ความสำเร็จ ขณะเดียวกัน แต่ละก้าวก็มีการประเมินอย่างสม่ำเสมอว่า วิธีนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จหรือไม่ สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ไหม เหมาะกับเราหรือยัง ฯลฯ ทำให้บรรลุเป้าหมายที่ท้าทายได้ เพราะมีการเรียนรู้และปรับปรุงตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม การกำหนดเป้าหมายแบบ OKR สามารถกำหนดจากข้างบนลงมาข้างล่าง(Top Down) และสามารถส่งฟีดแบคขึ้นไปข้างบน(Bottom Up) ได้ ขณะที่มีการทำงานแนวราบด้วย โดยเป็นการประสานงานระหว่างฝ่าย (Cross Function) เชื่อมโยงการทำงานกับแผนกอื่นๆ พร้อมทั้งมีเป้าหมายร่วมกัน ทำงานร่วมกันจนสามารถบรรลุเป้าหมายองค์กรที่ตั้งไว้ได้

นอกจากนี้ การตั้งเป้าหมายแบบ OKR ต้องมีการเปิดเผยเป้าหมาย OKR ทั้งองค์กรเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเกิดการเชื่อมโยงกัน เช่น เป้าหมายของฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์กับฝ่ายขายต้องมีความสอดคล้องกันและไม่ทำงานซ้ำซ้อน รวมถึงมีการพูดคุยกันตลอดเวลา ไม่เพียงแค่ตอนตั้งเป้าหมายเท่านั้น

โดย OKR เป็นการวัดผลในกลุ่มเดียวกับ KPI (Key Performance Indicator:KPI) แต่ KPI เป็นการกำหนดเป้าหมายระยะยาวที่ไม่มีความยืดหยุ่น ในขณะที่การวัดผลแบบ OKR เป็นการกำหนดเป้าหมายที่สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานได้ตลอดเวลา ซึ่งจะเห็นได้ว่าในยุค Tranformation องค์กร วิธีการวัดผลแบบ KPI ไม่ตอบโจทย์เท่าวิธีการวัดผลแบบ OKR


Personal OKR
ตัวช่วยลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

พรทิพย์ เล่าต่อว่า การตั้งเป้าหมายแบบ OKR สามารถนำมาใช้ระดับบุคคลได้ เรียกว่า Personal OKR ซึ่งนักลงทุนสามารถนำ Personal OKR มาช่วยให้เป้าหมายการลงทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น บุคคลธรรมดาที่มีอายุ 22 ปี มีเป้าหมายว่าจะมีเงินออม 1 ล้านบาทก่อนอายุ 30 ปี โดยมี Key Results 3 ข้อ ได้แก่

          1.เริ่มต้นลงทุนให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 5,000 บาท

          2.นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทน 7% ต่อปี

          3.ศึกษาหาความรู้เรื่องการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เช่น เข้าสัมมนาอย่างน้อยเดือนละ 3 ครั้ง หรืออ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนอย่างน้อยเดือนละ 3 เล่ม

จากตัวอย่างข้างต้น เป็นแผน OKR ที่กำหนดเป้าหมายระยะเวลา 8 ปี โดยจะมีการประเมินแต่ละปีว่าสามารถทำตามแต่ละ Key Result ได้หรือไม่ โดยมีการพิจารณาปีต่อปี ซึ่งในปีแรก สามารถเก็บเงินได้ครบ 6 หมื่นบาทไหม และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 7% ต่อปีหรือไม่ มีเวลาศึกษาหาความรู้ด้านการลงทุนไหม หากทำได้ไม่ถึงเป้าก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการลงทุนให้เหมาะสมขึ้น

จะเห็นได้ว่า การตั้งเป้าหมายแบบ OKR สามารถปรับเปลี่ยนวิธีหรือกระบวนการแต่ละ Key Result ได้ โดยที่เป้าหมายระยะยาวยังคงอยู่ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้มีการเรียนรู้เรื่อยๆ และสามารถผลักดันให้ประสบความสำเร็จได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ

 

แนะลงทุนหุ้นดีราคาถูก
ลดความเสี่ยงจากความผันผวน

ด้านมุมมองการลงทุนในปี 2563 ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Jitta กล่าวว่า การลงทุนในปีนี้ ยังมีปัจจัยท้าทายจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (โควิด-19) ซึ่งส่งผลกระทบให้การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะควบคุมโรคได้เมื่อไรและจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้ ต้องติดตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐด้วย

จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนชะลอการลงทุน ในขณะที่นักลงทุนหุ้นคุณค่า (Value Investors:VI) มีการมองหาโอกาสจากเหตุการณ์นี้ เช่น ดูว่าหุ้นกลุ่มไหนไม่ได้รับผลกระทบหรือได้รับผลกระทบชั่วคราว ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีความผันผวนสูง

จากสถิติที่ผ่านมา พบว่าโรคระบาดต่างๆ สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ไม่เกิน 6 เดือน แต่ต้องพึงระวังว่าไวรัสสามารถกลายพันธุ์ได้ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในอดีตก็ไม่สามารถตอบอนาคตได้เสมอไป จึงแนะนำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และคำนึงถึงโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ที่แย่ที่สุด (Worst-case Scenario) ด้วย แนะนำให้คาดการณ์บนสมมติฐานของตัวเองและสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงกระจายการลงทุนไปต่างประเทศด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเลือกลงทุนในหุ้นต่างประเทศโดยตรง หรือลงทุนทางอ้อมผ่านการลงทุนในหุ้นในประเทศที่มีการทำธุรกิจในต่างประเทศ รับรายได้จากหลากหลายประเทศ

สำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน แนะนำให้จัดสรรเงินลงทุนมากกว่า 50% ลงทุนในหุ้นที่มีกระแสเงินสดดี มีการกระจายความเสี่ยงผ่านการผลิตสินค้าที่หลากหลายและมีการดำเนินธุรกิจในประเทศอื่นๆ ด้วย ยิ่งเราคาดการณ์รายได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าได้ ยิ่งต้องให้น้ำหนักการลงทุนมาก ในขณะเดียวกัน ต้องคำนึงถึงราคาหุ้นที่สมเหตุสมผลด้วย ซึ่งนักลงทุนสามารถค้นหาหุ้นดีราคาถูกได้จาก Jitta ranking (https://www.jitta.com/ซึ่งจิตตะมีการวิเคราะห์หุ้นถึง 16 ประเทศในทุกๆ วัน

นอกจากนี้ แนะนำให้ถือเงินสดในสัดส่วน 20% เพื่อหาโอกาสลงทุน หรือ Take Opportunity ในช่วงเวลาที่ราคาหุ้นที่เราสนใจปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ลดการลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงและตราสารอนุพันธ์ (DW) เหลือเพียง 5-10% อีกประเด็นที่สำคัญ คือ หลีกเลี่ยงการกู้เงินมาลงทุนในตลาดหุ้น เนื่องจากตลาดมีความผันผวนหนักและไม่มีทิศทางที่ชัดเจน คาดการณ์ราคาได้ยาก

เกี่ยวกับนักเขียน

Jitta Jitta มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีด้านการลงทุน เพื่อช่วยคนทั่วโลกสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่ดีกว่าด้วยวิธีการที่ไม่ซับซ้อน ตามแนวทางของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ที่ว่า “ลงทุนในธุรกิจที่ดี ในราคาที่เหมาะสม"

อ่านบทความทั้งหมดของนักเขียน