NEWS UPDATE • ECONOMIC

ศบศ.เคาะมาตรการฟื้นเศรษฐกิจ คาด“คนละครึ่ง” เปิดลงทะเบียน 16 ต.ค.63 เพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการช่วยกลุ่มรายได้น้อย

ที่ประชุมคณะกรรมการศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน เห็นชอบโครงการคนละครึ่ง โดยภาครัฐจะให้สิทธิประโยชน์โดยอาศัยวิธีการร่วมจ่าย (Co-pay) ร้อยละ 50 ไม่เกิน 100 บาทต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เพื่อให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยในสินค้าประเภทอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป (ไม่รวมล็อตเตอรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และการบริการ) มีกลุ่มเป้าหมายประมาณ 10 ล้านคน

สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิจะต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปในวันที่ลงทะเบียนและมีบัตรประจำตัวประชาชน  โดยสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ได้ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 63

สำหรับร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ผู้ประกอบการร้านอาหาร/เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่ใช่นิติบุคคล และไม่ใช่ร้านค้าสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจเฟรนไชส์ มีกลุ่มเป้าหมายร้านค้าจำนวนประมาณ 100,000 ร้าน โดยร้านค้าสามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 63 หรือแจ้งผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินโครงการให้มีการใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563

ขณะเดียวกันมีมติเห็นชอบโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยการเพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น จำนวน 500 บาท/คน/เดือน เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2563 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 14 ล้านคน 

นอกจากนี้ศบศ.ให้กำหนดเครดิตเทอมลูกหนี้การค้าจ่ายเงิน 30-45 วันเพิ่มสภาพคล่องกลุ่มSME

อย่างไรก็ดีก่อนการประชุม นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงแนวทางการทำงานของรัฐบาลในรูปแบบใหม่ โดยวันนี้ได้พบปะพูดคุยกับนักเศรษฐศาสตร์ จากองค์กรวิจัยอิสระ มหาวิทยาลัย สถาบันการเงิน และหน่วยงานภายนอก โดยเมื่อได้พูดคุยแล้วเห็นว่ามีแนวทางความคิดในการขับเคลื่อนประเทศที่สอดคล้องกับรัฐบาล โดยจะได้นำแนวทางจากการหารือเหล่านี้นำไปสู่การปฏิบัติต่อไป 


สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้รายงานที่ประชุมเพื่อทราบเกี่ยวกับ สถานการณ์การท่องเที่ยวช่วงวันหยุดของไทย และแนวทางการเปิดประเทศรับนักธุรกิจของสิงคโปร์ เวียดนาม รวมทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้รายงานเกี่ยวกับแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวประเภทพิเศษ Special Tourist Visa (STV) ที่ได้อนุมัติในหลักการไปแล้ว ซึ่งในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางในการทำงาน เพื่อดึงดูดให้เกิดการท่องเที่ยวที่เมืองรอง การสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่สามารถใช้การสนับสนุนจากรัฐได้ ตลอดจนได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาความร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เพื่อกำหนดแนวทาง ทำการศึกษาเปรียบเทียบแนวทางการดำเนินการของต่างประเทศ และสร้างความเข้าใจกับประชาชนเมื่อเปิดรับการเดินทางจากต่างประเทศไม่ให้เกิดปัญหา 

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้นำเสนอที่ประชุมเกี่ยวกับมาตรการ ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เช่น ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดิจิทัล Automobile วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ได้เสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การอนุญาตให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร และปรับปรุงหลักเกณฑ์ของมาตรการ Smart Visa เช่น เพิ่มเติมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอิสระ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานดูแลรับผิดชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทาง ในการศึกษาพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ เพื่อการตัดสินใจที่รัดกุม โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือในรายละเอียดต่อไป

คณะอนุกรรมการวิเคราะห์และเสนอแนะมาตรการบริหารเศรษฐกิจในระยะปานกลางและระยะยาว เสนอโครงการบริหารเศรษฐกิจระยะปานกลางและระยะยาว ที่ได้มีการพบปะหารือกับผู้ลงทุนหลากหลาย จึงเสนอโครงการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาว 32 โครงการ เช่น

1. กลุ่ม การเร่งรัดโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

2. กลุ่ม การปรับปรุงโครงสร้างหรือกฎระเบียบในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน

3. กลุ่ม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ

4. กลุ่ม การศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการสะพานไทย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าที่ประชุมเห็นชอบกลุ่มโครงการสำคัญตามที่เสนอ และขอให้คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณา ดำเนินการ เพื่อกำจัดอุปสรรค ปัญหา พร้อมนำข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการ หากติดขัดให้ไปหารือกับหน่วยงานโดยตรง

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าจากแผนโครงสร้างพื้นฐานที่จะพัฒนาขึ้น จะช่วยเปลี่ยนโฉมกรุงเทพฯ ใหม่แบบ New Normal