NEWS UPDATE • ECONOMIC

ศูนย์วิจัยกสิกรฯเผยบทเรียนโควิด-19 กระตุ้นคนใส่ใจการออม ประเมินครึ่งปีหลังจ้างงาน - ใช้จ่ายครัวเรือนส่อแววชะลอหนัก

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า แม้จีดีพีไตรมาสแรกของปี 2563 จะออกมาดีกว่าที่คาด แต่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่เหลือของปีคาดว่าจะให้ภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หดตัวลึกขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคที่มีทิศทางหดตัวมากขึ้นจากปัญหารายได้และจากปัญหาการจ้างงาน ที่มีแนวโน้มหดตัวลงแรงในครึ่งปีหลังนี้ 

ขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศก็ยังน่ากังวล ทั้งในประเด็นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19ที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังอยู่ในระดับสูง และประเด็นการเมืองของสหรัฐฯ ทั้งในและระหว่างประเทศ

ส่งผลให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยพิจารณาปรับลดประมาณการจีดีพีปี 2563 มาที่ -6%

ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,000 ตัวอย่าง สะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้จากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในอนาคตมีการปรับพฤติกรรมในการเก็บออมและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นซึ่งตอกย้ำถึงการรับรู้ด้านการใช้จ่ายครัวเรือนที่หดตัวลงกว่าที่ประเมินไว้เดิม

โดยในส่วนของภาครัฐนั้นด้วยระดับหนี้สาธารณะระยะสั้นที่ยังไม่น่ากังวล ทำให้พอมีทรัพยากรทางคลังในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือและเยียวยาธุรกิจที่ประสบปัญหาในการฟื้นตัวหลังจากช่วงผ่อนคลายล็อกดาวน์นี้

ซึ่งหากแยกเป็นรายกลุ่ม ในกลุ่มผู้ที่ได้รับสิทธิ์มาตรการ”เราไม่ทิ้งกัน” พบว่า มีการปรับตัวเพื่อรับเหตุการไม่แน่นอนด้วยพยายามหางานฟรีแลนซ์แบบเดิมทำไปก่อน 35.5% ส่วนอีก 25.6 %เปลี่ยนไปขายของออนไลน์ 14.4% ประหยัดมากขึ้น หาอาชีพเสริม หรือ ทำงานตามปกติเหมือนเดิม และอีก 13.7% กลับจังหวัดภูมิลำเนาไปช่วยครอบครัวเช่น เกษตรกรรม ค้าขาย

ส่วนการปรับตัวของกลุ่มผู้ขอรับเงินชดเชยจากประกันสังคมพบว่า 47.4% มองหาอาชีพเสริมอย่างน้อย 1 อาชีพ 18% กลับเข้าทำงานบริษัทเดิมหากบริษัทเดิมรับคนเพิ่ม อีก 11.3% เปลี่ยนมาค้าขายออนไลน์ และ 9.8% กลับบ้านเกิดไปทำช่วยกิจการครับครัวเช่น เกษตรกรรม ค้าขาย

สำหรับการปรับตัวของกลุ่ม ผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์มาตรการเราไม่ทิ้งกันและเงินชดเชยประกันสังคม พบว่า 43.8 % เริ่มเก็บออมมากขึ้น ใช้จ่ายน้อยลง ระมัดระวังการใช้จ่าย อีก 28.4 % หารายได้จากหลายแหล่งมากขึ้น

อีก 22.9% ลดการก่อหนี้ทุกรูปแบบและพยายามปลดหนี้ที่มีอยู่เดิมให้เร็วที่สุด และ 2.6% ย้ายงานไปที่มีความมั่นคงในหน้าที่การงานมากขึ้น

นอกจากนี้ยังได้สำรวจผลกระทบจากมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม พบว่า 52.5% รายได้และผลประกอบการลดลง 27.6% ใช้เวลาในการไปทำงานมากขึ้น 11.5% มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นและ 4.5% ไม่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน 

“สิ่งแรกที่ทุกกลุ่มต้องการคืออยากมีงานทำ แต่การที่เริ่มเห็นมีการเพิ่มการออมมากขึ้นเพื่อรับกับความไม่แน่นอนเป็นเรื่องที่ดี แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะจบแล้ว แต่ยังมีความไม่แน่นอนในข้างหน้าอีก สร้างรากฐานความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวเป็นเรื่องดี ถ้าคนกลุ่มนี้แข็งแรงจะไม่เป็นภาระการคลัง ดังนั้นเมื่อภาครัฐควรส่งเสริมจุดนี้ให้ยิ่งมั่นคงต่อไป”

 

ด้านนางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจท่องเที่ยว รถยนต์

อสังหาริมทรัพย์ ถือเป็น 3 อุตสาหกรรมสำคัญที่คงต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าอุตสาหกรรมอื่น แต่หากมองจากมิติของการจ้างงานธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งมีแรงงานในห่วงโซ่มากถึง 4 ล้านคนจะเป็นธุรกิจที่ภาครัฐจะพุ่งเป้าหมายการเยียวยาไปที่ธุรกิจและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวเป็นอันดับต้น ๆ โดยต้องยอมรับว่าธุรกิจหลักของไทยอาจใช้เวลามากกว่า 1 ปีในการฟื้นตัวให้กลับสู่ระดับก่อนเกิดเหตุการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 สำหรับนโยบายการเงินยังเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญโดยหากมีเหตุการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติมการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก็ยังสามารถทำได้แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ได้แย่ถึงกับมีความจำเป็นต้องดำเนินนโยบายดอกเบี้ยติดลบ