NEWS UPDATE • RESERCH

New Normal เปลี่ยนวิถีชีวิตคนเมือง กระทบธุรกิจขนส่งผู้โดยสารสาธารณะทั่วกรุง คาดหดตัว 39%-44% ในปีนี้

การระบาดของเชื้อโควิด-19 ทำให้รัฐบาลต้องประกาศใช้ พรบ ภาวะฉุกเฉิน เพื่อจำกัดการเดินทางของคนทั่วประเทศ ซึ่งทำให้ความต้องการเดินทางของประชาชนลดลงมากกว่า 70% จึงส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงกับผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งผู้โดยสารสาธารณะ แม้ว่ารัฐบาลจะค่อย ๆ ผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ และทยอยเปิดกิจการต่าง ๆ ให้กลับมาดำเนินกิจการได้ตามปกติ แต่มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) จะยังคงอยู่ต่อไปซักระยะหนึ่ง และทำให้ประชาชนต้องปรับตัวเข้าสู่ New Normal ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนส่งผู้โดยสารสาธารณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มาตรการ Social Distancing ทำให้ความสามารถในการบรรทุกผู้โดยสารลดลง 40%-50% ในทุกเที่ยวเดินทาง ก่อให้เกิดปัญหาผู้โดยสารตกค้างในช่วงเวลาเร่งด่วน (7:00 -9:00 น) ดังนั้น ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจึงร่วมมือกันใช้การทำงานเหลื่อมเวลา ซึ่งจะทำให้จำนวนผู้โดยสารในเวลาเร่งด่วนลดลง 30%-35% และไปเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในช่วงเวลาอื่นแทน จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง และรถไฟฟ้าจำเป็นต้องเพิ่มเที่ยวเดินทางให้ถี่ขึ้นในช่วงเวลา Off Peak นอกจากนี้ เมื่อผู้โดยสารรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความปลอดภัยต่าง ๆ เช่น การติดแผงกั้นคนขับ-ผู้โดยสาร พร้อมชุดกรองอากาศในรถแท็กซี่ มาตรการเหล่านี้ย่อมทำให้ต้นทุนประกอบการของธุรกิจขนส่งผู้โดยสารสาธารณะเพิ่มขึ้นจากแต่ก่อน สวนทางกับรายได้ซึ่งยังไม่ฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติ


เมื่อประเมินผลกระทบที่มีต่อรายได้ของผู้ประกอบการขนส่งผู้โดยสารสาธารณะแยกเป็นรายธุรกิจแล้ว จะพบว่า แต่ละประเภทธุรกิจจะได้รับผลกระทบแตกต่างกัน ตามลักษณะและพฤติกรรมของลูกค้าที่ใช้บริการยานพาหนะโดยสารสาธารณะประเภทนั้น ๆ ซึ่งจะสรุปผลกระทบได้ดังต่อไปนี้

1. ธุรกิจรถแท็กซี่และ Ride Hailing จะได้รับผลกระทบเชิงลบมากที่สุด โดยคาดว่ารายได้จะหดตัวถึง 50%-55% ในปีนี้ เนื่องจากลูกค้าหลักส่วนหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประกอบกับผู้โดยสารรถแท็กซี่มีกำลังซื้อสูงกว่าผู้โดยสารรถประจำทาง จึงมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนมาใช้รถส่วนตัวมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจ Ride Hailing ยังดีที่บริษัทได้ดำเนินธุรกิจอื่น ๆ เช่น Food Delivery ด้วย ซึ่งความต้องการบริการส่งอาหารและสินค้าอื่น ๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงล็อกดาวน์ จึงทำให้รายได้รวมของธุรกิจ Ride Hailing ลดลงไม่มากนัก

2. ธุรกิจมอเตอร์ไซด์รับจ้าง จะได้รับผลกระทบเชิงลบน้อยกว่าธุรกิจรถแท็กซี่ เนื่องจากมอเตอร์ไซด์รับจ้างให้บริการกับผู้คนที่อยู่ในพื้นที่เฉพาะ เช่น ตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ที่รถโดยสารสาธารณะทั่วไปเข้าไปไม่ถึง และเมื่อมีความจำเป็นต้องเดินทาง ทางเลือกอื่นนอกจากมอเตอร์ไซด์รับจ้างมีไม่มากนัก ประกอบกับ มอเตอร์ไซด์รับจ้างก็ไม่ได้แบกรับต้นทุนเพิ่มจากมาตรการ Social Distancing และมาตราการเพิ่มความปลอดภัยมากนัก และถึงแม้ว่าความต้องการเดินทางของผู้โดยสารจะลดลง ผู้ประกอบการก็ยังมีทางเลือกที่จะไปรับจ้างส่งอาหาร (Food Delivery) เป็นรายได้เสริมทดแทนรายได้จากผู้โดยสารที่หายไปได้อีกด้วย จึงทำให้รายได้โดยรวมของผู้ประกอบการมอเตอร์ไซด์รับจ้างจึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ารายได้จากผู้โดยสารของผู้ประกอบการมอเตอร์ไซด์รับจ้างจะลดลงประมาณ 30%-35% ในปี 2563

3. ธุรกิจรถโดยสารประจำทาง ทั้ง ขสมก และรถร่วมบริการ เนื่องจากผู้โดยสารที่ใช้บริการรถเมล์ส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย และมีทางเลือกอื่นในการเดินทางไม่มากนัก จึงได้รับผลกระทบเชิงลบค่อนข้างน้อย โดยคาดว่ารายได้ค่าโดยสารรถเมล์จะปรับตัวลดลงประมาณ 30%-35% ในปีนี้

4. ธุรกิจรถตู้โดยสารสาธารณะ จะได้รับผลกระทบเชิงลบค่อนข้างมาก เนื่องจากรถตู้โดยสารมีขนาดค่อนข้างเล็ก โดยปกติรับผู้โดยสารได้เที่ยวละ 15-18 คน หากมีมาตรการ Social Distancing จะทำให้รับผู้โดยสารได้เพียงคันละ 8-9 คนเท่านั้น ซึ่งจะทำให้รายได้หายไปกว่าครึ่ง และอาจทำให้การดำเนินธุรกิจไม่คุ้มทุนในบางเส้นทาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ตราบเท่าที่มาตรการ Social Distancing ยังอยู่ จะมีรถตู้จำนวนหนึ่งที่ต้องหยุดให้บริการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าจะทำให้รายได้รวมของธุรกิจรถตู้โดยสารสาธารณะจะลดลงประมาณ 40%-45% ในปี 2563

5. ธุรกิจรถไฟฟ้า จะได้รับผลกระทบเชิงลบค่อนข้างน้อย เนื่องจากผู้โดยสารหลักที่ใช้บริการรถไฟฟ้าส่วนหนึ่ง คือผู้ที่ลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมในแนวรถไฟฟ้าไปแล้ว ซึ่งคอนโดส่วนใหญ่มีที่จอดรถจำกัด ประกอบกับ พื้นที่ที่คอนโดเหล่านั้นตั้งอยู่ ส่วนใหญ่เป็นเขตชุมชนที่มีการจลาจรติดขัดมาก จึงทำให้การเดินทางโดยรถไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่สะดวกรวดเร็ว เหมาะสมกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้โดยสารหลักที่ใช้บริการรถไฟฟ้าอยู่แล้ว แม้ว่า มาตรการ Social Distancing จะไม่ส่งผลต่อรายได้รวมของรถไฟฟ้ามากนัก เพราะรายได้ที่ลดลงในช่วงเวลาเร่งด่วน จะถูกชดเชยด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้นในเวลาอื่นแทน แต่ผู้ประกอบการรถไฟฟ้าก็ต้องเดินรถถี่ขึ้น จึงทำให้การต้นทุนการประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เป็นที่น่าสังเกตว่า รถไฟฟ้าแต่ละสายได้รับผลกระทบในเชิงลบไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับเส้นทางการเดินรถ และสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการรถไฟสายต่าง ๆ โดย Airport Rail Link ได้รับผลกระทบมากกว่า รถไฟฟ้า BTS และ รถไฟฟ้า MRT เนื่องจากมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้บริการสูงถึงเกือบ 30% ของจำนวนผู้โดยสารทั้งหมด ส่วนรถไฟฟ้า MRT ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด เนื่องจากผู้โดยสารมากกว่า 80% เป็นคนในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล จึงทำให้รายได้ค่าโดยสารเพิ่งปรับตัวลดลงในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ในขณะที่ รายได้ค่าโดยสารของรถไฟฟ้า BTS และ Airport Rail Link ได้เริ่มลดลงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยน้อยลงตั้งแต่ช่วงการระบาดในระลอกแรก โดยภาพรวม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ารายได้ค่าโดยสารของธุรกิจรถไฟฟ้าจะลดลงประมาณ 30%-35% ในปี 2563 

ดังนั้น โดยรวมแล้ว รายได้ของธุรกิจขนส่งผู้โดยสารสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลทั้งหมดจะลดลงถึง 39%-44% ในปี 2563 เนื่องจากผลกระทบของ พรบ ภาวะฉุกเฉินและมาตรการ Social Distancing เสียเป็นส่วนใหญ่

ในระยะยาว เมื่อรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการ Social Distancing ต่าง ๆ เช่น เปิดร้านอาหารแบบนั่งทานเป็นกลุ่ม เปิดโรงภาพยนตร์ เปิดฟิสเนส และกลับมาส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกครั้ง ความต้องการเดินทางจะพลิกกลับมาเป็นขยายตัวขึ้นจากเดิม เนื่องจากคนส่วนใหญ่เบื่อหน่ายการอยู่บ้าน โหยหาไลฟ์สไตล์ที่เคยมี ต้องการพบปะเพื่อนฝูง ญาติมิตร และทำกิจกรรมทางสังคมที่ต้องพบปะผู้คน จึงทำให้ความต้องการเดินทางเพื่อการสันทนาการพลิกกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม ช่วงระยะเวลาที่ถูกล็อกดาวน์ได้ทำให้พฤติกรรมผู้คนบางส่วนเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ New Normal ในระยะยาว เช่น สั่งอาหารมาทานที่บ้านมากขึ้น ดูหนังออนไลน์มากขึ้น ซื้อของออนไลน์มากขึ้น หรือแม้กระทั้ง เรียนออนไลน์มากขึ้น และทำงานที่บ้านมากขึ้นในบางอาชีพ เช่น กราฟิกดีไซด์ นักพัฒนาเวป นักเขียนคอนเทนต์ การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์เข้าสู่ New Normal เหล่านี้จะทำให้ความต้องการเดินทางของคนในเมืองลดลงในระยะยาว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปีหน้า รายได้ของผู้ประกอบการธุรกิจขนส่งผู้โดยสารสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลจะเพิ่มขึ้น 56%-67% เมื่อเทียบกับปี 2563 แต่ก็ยังลดลง 3%-10% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดโควิด-19 อยู่ดี       


เมื่อ New Normal จะเปลี่ยนพฤติกรรมคนให้ใช้ช่องทางออนไลน์ในทุกกิจกรรมของชีวิตมากขึ้น และจะทำให้ความต้องการเดินทางของคนในเมืองลดลงในระยะยาว สวนทางกับความต้องการขนส่งสินค้าที่จะเติบโตดีขึ้นในอนาคต ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจาก New Normal เช่น คนขับรถแท็กซี่ คนขับรถตู้ และคนขับรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง จึงควรปรับตัวเข้าสู่การรับผู้โดยสารออนไลน์ และเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ธุรกิจขนส่งอาหาร หรือขนส่งสินค้าออนไลน์ ด้วยการเป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัท Ride Hailing หรือ บริษัทโลจิสติกส์ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนแหล่งรายได้เดิมที่สูญเสียไป