NEWS UPDATE • ECONOMIC

เครดิตบูโรคาด NPL แตะ 1 ล้านล้านกลุ่มเจน Y และ X ยังครองแชมป์ เตือนเจน Z ระมัดระวังก่อหนี้

 


นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรงอาจจะมีผลต่อความเปราะบางในด้านหนี้ครัวเรือนที่อยู่สูง ปัจจุบันข้อมูลหนี้ภาคครัวเรือนที่เครดิตบูโรเก็บข้อมูลในสิ้นไตรมาสแรกของปี 2563 มีอยู่ 11.7 ล้านล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อรถยนต์ บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้าน อย่างไรก็ดีสัญญาณที่เริ่มเห็นก่อนจะมีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้นแนวโน้มของสินเชื่อชะลอลงเกือบทุกหมวด ยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นจากแคมเปญส่งเสริมการขายของค่ายรถยนต์รายหนึ่ง ทำให้คาดว่าหนี้ภาคครัวเรือนจะเพิ่มไม่เกิน 4 % หรือเพิ่มเป็น 12.168 ล้านล้านบาทในสิ้นปี 2563 อย่างไรก็ดีสถานการณ์ด้านการผ่อนชำระหนี้ในไตรมาสแรกของปีนี้มีโอกาสที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของทั้งระบบจะเพิ่มสูงขึ้น โดนในไตรมาสแรกของปี 2563 NPL เพิ่มจาก 7.6% มาอยู่ที่ 8.3 % หรือ 9.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเพิ่มอีกเท่าไหร่เพราะยังมีมาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาช่วงก่อนหน้านี้เพื่อพยุงกลุ่มที่ยังไม่มีปัญหาซึ่งช่วยชะลอ NPL ได้ระดับหนึ่ง

 “แต่เมื่อสถานการณ์โควิด-19คลี่คลายลงยังมีแนวโน้มที่ภาคครัวเรือนต้องเผชิญปัญหารายได้ไม่เพียงพอ ซึ่งมีโอกาสที่NPLในปีนี้ทั้งปีจะแตะเลข 2 หลัก และมูลค่าหนี้ที่เป็น NPL จะเพิ่มเป็น 1 ล้านล้านบาท เครดิตบูโรเริ่มเก็บข้อมูลในปี 2552 ซึ่งขณะนั้นมี NPL รวมอยู่ที่ 4.2 แสนล้านบาท หรือ 9.6% ซึ่งยังไม่รวมหนี้จากธกส.ที่เข้ามาหลังจากนั้น

อย่างไรก็ดีการฉุดไม่ให้ NPL เพิ่มขึ้นสูงเกินไปคือการปรับโครงสร้างหนี้ โดยนับจากปี 2560 ปริมาณการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นมาก จนมาถึงไตรมาสแรกของปี 2563 มีการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว 9.7 แสนล้านบาท โดยสินเชื่อที่มีการปรับโครงสร้างหนี้มากที่สุดคือสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้านนายสุรพล กล่าวอีกว่า ขณะที่เมื่อจำแนกข้อมูลหนี้ตามช่วงวัยพบว่ากลุ่มGen Y หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี 2523 – 2540 มีสัดส่วนการเป็นหนี้สูงสุดคือ 4 ล้านล้านบาทของทั้งระบบ ตามมาด้วย Gen X หรือผู้ที่เกิดระหว่าง 2508 – 2522 มีมูลหนี้รวม 3.7 ล้านล้านบาท ส่วนกลุ่ม Gen Baby Boomer หรือผู้ที่เกิดระหว่าง 2489 – 2507 มีมูลหนี้รวม 1.2 ล้านล้านบาท และกลุ่มวัย Silent อายุ 74 – 80 ปีมีหนี้ 3.1 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกับพบว่า Gen Z หรือผู้ที่เกิดตั้งแต่ 2540 ขึ้นไปมีมูลหนี้ 2.5 หมื่นล้านบาท


ทั้งนี้เมื่อดูในเรื่อง NPL พบว่ากลุ่ม Gen X เป็น NPL รวม 2.8 แสนล้านบาทมากที่สุดและรองลงมาคือ Gen Y ที่มีมูลหนี้ NPL รวม 2.7 แสนล้านบาท สองกลุ่มนี้ยังเป็นสัดส่วนใหญ่ของหนี้ที่เป็นNPL ส่วนกลุ่ม Baby Boomer เป็น NPL 8.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่ กลุ่ม Gen Z เป็น NPL 1.2 พันล้านบาท ส่วนกลุ่มวัย Silent ยังมีหนี้ NPL 1.2พันล้านบาท

 กลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มที่ต้องจับตามองและอยากส่งสัญญาณให้ระมัดระวัง ซึ่งกลุ่มวัยนี้เริ่มต้นทำงานด้วยอาชีพอิสระไม่เข้าระบบแรงงานปกติ เลือกค้าขายออนไลน์ จะเป็นหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มากที่สุดและรองลงมาคือ สินเชื่อบ้าน และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งอาจจะนำไปใช้ในการทำธุรกิจของตัวเองแต่ก็อยากให้ระวังการก่อหนี้ เพราะเริ่มเห็นว่าหนี้ต่อรายของวัยนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 1.7 แสนบาทต่อคน และเริ่มมีสัญญาณเป็นNPLแล้ว