PERSONAL INVESTMENT • STOCK - DERIVATIVES

หุ้นเทคโนโลยีแพง ผู้จัดการกองทุนชี้วัคซีนโควิดตัวแปร

ดัชนีตลาดหุ้น NASDAQ ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแหล่งรวมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี วิ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง หรือปรับตัวขึ้นกว่า 66% นับตั้งแต่ระดับต่ำสุดช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สำหรับกองทุน Global Technology เป็นกลุ่มที่ทำผลตอบแทนโดดเด่นในปีนี้ หรือเฉลี่ยที่ราว 37% จับตาดัชนีหุ้นเทคฯจีนแหล่งรวมดาว 30 บริษัท

นายนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยีในไตรมาส 2 ออกมาติดลบน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ค่อนข้างมาก โดยที่นักวิเคราะห์มองผลประกอบการบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีดัชนี S&P 500 ในไตรมาส 2 ว่าจะติดลบ 9.5% แต่ออกมาทรงตัวที่ 0.1% บวกกับได้รับจิตวิทยาเชิงบวกจากข่าวเรื่องการพัฒนาวัคซีนและภาพรวมเศรษฐกิจที่ไม่ได้แย่เท่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาล (All Time High)โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งนักลงทุนคาดการณ์ว่าจะได้ผลประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค

 

หุ้นกลุ่มเทคฯ วิ่ง

ดันพี/อี ตลาด NASDAQ พุ่ง 33 เท่า

อย่างไรก็ดี นายนาวินกล่าวว่า การที่ผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยี ไม่ติดลบแต่ไม่มีการเติบโตนั้น บวกกับดัชนีที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้ ณ ปัจจุบัน ดัชนี NASDAQ ซื้อขายด้วยมูลค่า (Valuation)ที่สูงมาก ที่พี/อี เรโช ล่วงหน้า (Forward P/E) 33 เท่า ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตของดัชนี NASDAQ เองที่ซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 21 เท่าและ 18.7 เท่า เท่านั้นในช่วง 5 ปี และ 10 ปีตามลำดับ

ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงถ้าหากสถานการณ์โควิดปรับตัวดีขึ้นและมีวัคซีนที่สามารถทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ อาจก่อให้เกิดเปลี่ยนกลุ่มเล่น (Sector Rotation) กลับมาหาหุ้นในกลุ่มหุ้นที่มีราคาหรือมูลค่าต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม (Value) ที่ในตอนนี้ผลตอบแทนน้อยกว่า หรือ Laggard หุ้นในกลุ่มเติบโตอยู่ค่อนข้างมาก

 

ผู้จัดการกองทุนเตือนเสี่ยงถูกขายทำกำไร

สำหรับคำแนะนำการลงทุนในกองทุนหุ้นเทคโนโลยี ภายใต้การบริหารของบลจ.กสิกรไทยคือกองทุน K-USXNDQ โดยมีนโยบายลงทุนในกองทุนหลัก Invesco QQQ Trust ที่ใช้นโยบายเชิงรับ (Passive Fund) เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี NASDAQ-100 (ประกอบด้วยหุ้นนอกภาคการเงิน จำนวน 100 ตัวแรกที่มีขนาดใหญ่สุดในตลาด NASDAQ โดยรวมทั้งหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นต่างประเทศที่จดทะเบียนในตลาด NASDAQ เหมาะกับนักลงทุนที่สามารถจับจังหวะการลงทุนได้ด้วยตัวเอง

อย่างไรก็ดี นายนาวินกล่าวว่า จากมุมมองที่ได้กล่าวไปข้างต้น ดัชนีหุ้น NASDAQ ราคาปรับขึ้นสูงมากแตะจุดสูงสุดใหม่ (New High)ต่อเนื่อง หรือปรับตัวขึ้นกว่า66% นับตั้งแต่ระดับต่ำสุดช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาและมีความเสี่ยงขายทำกำไร จึงไม่แนะนำให้เข้าลงทุนในระยะนี้

 

กองทุนFIF หุ้นเทคฯยืนหนึ่งผลตอบแทน 37%

บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) รายงานว่า กองทุนรวมที่ลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (FIF) ที่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี (Global Technology)ถือเป็นกลุ่มที่มีผลตอบแทนโดดเด่นในปีนี้หรือเฉลี่ยที่ราว 37% (ผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปี ข้อมูล ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2563) โดยกองทุนกลุ่มนี้มีเงินไหลเข้าสุทธิเดือนกรกฎาคมรวมเกือบ 5,000 ล้านบาท ขณะที่ในรอบ 7 เดือนมีเงินไหลเข้าเกือบ 1.2 หมื่นล้านบาท

สำหรับกองทุนรวมกลุ่มตลาดหุ้นจีน (China Equity ) และกลุ่มที่ลงทุนในหุ้นทั่วโลก (Global Equity) เป็นกลุ่มกองทุนที่มีเงินไหลเข้าสุทธิรวม 1.2 หมื่นล้านบาท และ 9,600 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้ มีเม็ดเงินส่วนใหญ่จากกองทุนที่เปิดใหม่ในปีนี้ ซึ่งเป็นกองทุนจากบลจ.ธนชาต และบลจ.ทหารไทยเป็นหลัก


บล.บัวหลวง แนะหุ้นรายตัว Microsoft-Apple

นายรัฐศรัณย์ ธนไพศาลกิจ ผู้อำนวยการ หัวหน้าฝ่าย Global Investing บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผยว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนการลงทุนตลาดหุ้นไทยติดลบ 19% เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนที่ดี โดยเฉพาะในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เช่น ดัชนี NASDAQ ที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวก 40% และดัชนี S&P500 บวก 18% ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มมองหาโอกาสการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในหุ้นต่างประเทศช่วงที่เหลือของปี 2563 นายรัฐศรัณย์กล่าวว่า การลงทุนหุ้นต่างประเทศเป็นอีกหนึ่งทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิศาสตร์แล้วยังสร้างโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ไม่มีในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตต่อเนื่องไปพร้อมกับนวัตกรรมของโลกอนาคต หลังการเข้ามาของเทคโนโลยีทำให้หลากหลายอุตสาหกรรมต้องปรับตัว เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล และธุรกิจการเงิน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันหุ้นต่างประเทศหลายตัวปรับตัวขึ้นมามาก ดังนั้นนักลงทุนควรใช้กลยุทธ์ รอย่อสะสมเน้นการลงทุนใน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สัดส่วนประมาณ 70% ใน 3 กลุ่มหลักดังนี้

        1. กลุ่มเทคโนโลยี เช่น หุ้น Microsoft (MSFT) และ หุ้น Apple (AAPL) เป็นต้น โดยหุ้นทั้ง 2 ตัวมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี มีอัตราราคาปิดต่อกำไร(พี/อี เรโช) ประมาณ 30 เท่า ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของตลาด NASDAQ ที่มีพี/อี เฉลี่ย 50 เท่า ถือเป็นหุ้นที่น่าสนใจ

         2. หุ้นกลุ่ม Growth Stockอย่างกลุ่มเฮลธ์แคร์ เช่น หุ้น Intuitive Surgical Inc. (ISRG) เจ้าของหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ดาวินซีซึ่งเป็นหุ้นที่เหมาะกับการลงทุนในระยะยาว และมีจุดแข็งที่คู่แข่งสู้ได้ยาก

         3. หุ้นคุณค่า (Value Stock)ที่มีมูลค่ากิจการเติบโตต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมาราคาปรับตัวลดลงจากวิกฤติโควิด-19 แต่ธุรกิจยังมีความแข็งแกร่ง หากผ่านสถานการณ์นี้ไปแล้ว เชื่อว่าราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัว เช่น หุ้น Starbucks(SBUX) ร้านกาแฟชื่อดัง แม้ที่ผ่านมาจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ในระยะยาวยังเติบโตได้ดี เพราะมี Brand Loyalty แข็งแกร่ง รวมถึง หุ้น Ferrari (RACE) ผู้ผลิตรถยนต์หรูจากประเทศอิตาลี ถือเป็นหุ้นอีกตัวที่น่าสนใจ แม้ยอดขายจะลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่บริษัทยังรักษาอัตรากำไรในระดับสูงไว้ได้ เพราะเจาะลูกค้าเฉพาะกลุ่ม


จับตาดัชนีหุ้นเทคโนโลยีจีนแหล่งรวมดาวเด่น

นายศรชัย สุเนต์ตา กรรมการผู้จัดการ Chief Investment Office บล.ไทยพาณิชย์ ได้เขียนบทความเรื่อง ทำไมทั่วโลกต้องจับตามองหุ้นเทคโนโลยีจีนและสหรัฐฯถึงมอง TECH จีนเป็นภัยคุกคามความมั่นคง” ที่เผยแพร่โดยศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อวันที่25 สิงหาคม 2563 โดยระบุว่า ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีจีนที่แม้เปิดตัวไปเมื่อ 27 กรกฎาคม 2563 อย่าง HANG SENG TECH INDEX แต่หุ้นเทคโนโลยี 30 ตัวที่อยู่ในดัชนีหากนับ Performance ตั้งแต่ต้นปีปรับตัวสูงขึ้นกว่า 52%

นายศรชัยกล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีของจีนที่รวดเร็วจนทั่วโลกจับตามอง โดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนก็เป็นส่วนหนึงที่พัฒนาได้รวดเร็วเช่นกันโดยหากมองภาพเทคโนโลยีแบบเรียบง่ายก็สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้

กลุ่มฮาร์ดแวร์ไม่ว่าจะเป็นการผลิต Mainboard, Memory, Chipset หรือการประกอบชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆ หากย้อนไปเมื่อสัก 10 กว่าปีก่อนจะเริ่มเห็นสินค้าไอที ออกมาสู่ตลาดโลกมากขึ้น ซึ่งมีทั้งผลิตให้กับแบรนด์ดัง และการผลิตสินค้าลอกเลียนแบบ

กลุ่มซอฟต์แวร์ แม้ประเทศจีนนั้นจะมีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลหรือซอฟต์แวร์ต่างๆ ทั้งการใช้อีเมลและโซเชียลมีเดีย อย่าง Google Services, Facebook แต่ภายในประเทศจีนก็มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ ชื่อดังออกมามากมาย เช่น QQ, Baidu, WPSOfficeและ Alibaba

ในช่วงแรกนั้นก็เป็นอย่างหลายประเทศที่เป็นการรับจ้างผลิตให้แบรนด์อื่น จากนั้นจึงค่อยพัฒนาปรับปรุงสร้างแบรนด์ของตนเอง โดยเน้นไปในกลุ่มฮาร์ดแวร์ก่อน เนื่องจากมีซัพพลายเชนที่เพียบพร้อม ยกตัวอย่างได้ชัดจาก MP3 Player และ Smartphone ยี่ห้อจีน ที่ยุคแรกมีการออกแบบ หรือใช้วัสดุเหมือนกันเพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนเมื่อต้องการผลิตจำนวนมาก (Economy of Scales)

จนมาในยุคหลังที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ทั้งในด้านฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ทำให้เริ่มมีบริษัทชั้นนำของจีนมีส่วนแบ่งตลาดในตลาดโลกมากขึ้นในหลายอุตสาหกรรม เช่น Xiaomi โดยในช่วงแรกมีส่วนแบ่งการตลาดในจีนปี 2013 เพียง 5% แต่ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดโลกถึง 10% เป็นอันดับ 4 และได้รับความนิยมมากขึ้นในทั้งในด้านของ Smart Devices ต่างๆ เช่น เครื่องฟอกอากาศ, Smart Watch, Smart TV เป็นต้น

ไม่เฉพาะในด้านฮาร์ดแวร์ ที่ประเทศจีนพัฒนามาได้อย่างรวดเร็วทางด้านซอฟต์แวร์ ก็เช่นกัน ยกตัวอย่าง Netflix ที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 192 ล้านคน ในฝั่งจีนก็มี Tencent Video หรือ iQIYI ที่มีผู้ใช้งานในหลัก 110 ล้านคนเช่นกัน สำหรับแอปพลิเคชั่น TIKTOK นั้นมีผู้ใช้งานที่สูงกว่า 800 ล้านคนทั้งที่เปิดตัวมาได้เพียง 3 ปี แต่มีผู้ใช้งานใกล้เคียงกับ INSTAGRAM ที่มีผู้ใช้งาน 1 พันล้านคนโดยใช้ระยะเวลากว่า 9 ปี