PERSONAL INVESTMENT • STOCK - DERIVATIVES

ฮัลโหล...หุ้นสัญญาณแรง จากเทคโนโลยี 5G

หุ้นที่คาดว่าจะได้ประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยี 5สำหรับกลุ่มผู้ให้บริการติดตั้งโครงข่ายและอุปกรณ์กลุ่มขายสินค้ามือถือ ราคาวิ่งรับข่าวไปแล้ว ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่สัญญาณยังไม่แรง

ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศแรกๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ประสบความสำเร็จในการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับ5Gให้แก่ผู้ประกอบการ ทั้งคลื่นต่ำ (700 MHz) คลื่นกลาง (2.6 GHz) และ คลื่นสูง (26 GHz) อย่างครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 หลังจากนั้น ผู้ประกอบการที่ได้รับคลื่นความถี่ 5G เริ่มติดตั้งโครงข่าย 5G ตามด้วยการเปิดให้บริการ 5G แก่ผู้บริโภคตั้งแต่ 2 มีนาคม 2563 โดยบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิสหรือ ADVANC ในบางพื้นที่

 

หุ้นติดตั้งโครงข่าย-ขายโทรศัพท์มือถือราคาวิ่ง

บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ระบุว่า ราคาหุ้นในกลุ่มสื่อสารมีการตอบสนองต่อการมาของเทคโนโลยี 5G ที่แตกต่างกันไป โดยหุ้นผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น(DTAC)และบมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ปรับตัวลดลงจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ส่วนหุ้นติดตั้งโครงข่ายอย่างบมจ.เอแอลที เทเลคอม (ALT) และ บมจ.พรีเมียร์ เทคโนโลยี (PT) กลับมีราคาเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับหุ้นผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่าง บมจ.คอมเซเว่น (COM7) บมจ.เจ มาร์ท (JMART) และซินเน็ค (ประเทศไทย) SYNEX ที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นมาก

ขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่าง ADVANCDTAC และ TRUE โดยในแง่ของสภาพการแข่งขันในตลาด 5พบว่า วัฏจักรการลงทุนในเทคโนโลยี 5G เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ท้าทายเป็นอย่างมากต่อผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่จะต้องสร้างความสมดุลระหว่างเงินลงทุนและผลตอบแทนจาก 5G เพื่อที่จะเพิ่มมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นของตน โดยจำแนกความท้าทายดังกล่าว ออกเป็นอย่างน้อย 4 ประการ

        - ประการที่หนึ่ง เศรษฐกิจของประเทศไทยและทั่วโลก ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย จากการแพร่ระบาดของ โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่ยังคาดการณ์ได้ยากว่า สภาพเศรษฐกิจจะฟื้นกลับสู่ภาวะการเติบโตอย่างปกติได้เมื่อไหร่ ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค (การตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องลูกข่าย) และความสามารถในการลงทุนของภาคธุรกิจ (การตัดสินใจอัพเกรดสายการผลิต) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

        - ประการที่สอง ความไม่ชัดเจนของประโยชน์ส่วนเพิ่มที่คาดว่าจะได้รับจากเทคโนโลยี 5G โดยเปรียบเทียบกับ เทคโนโลยี 4G ต่อผู้บริโภคทั้ง รายย่อย ภาครัฐ และ ภาคธุรกิจ

        - ประการที่สาม ความแพร่หลายของอุปกรณ์ ทั้งด้านโครงข่าย และเครื่องลูกข่าย ที่ไม่หลากหลาย และยังมีราคาแพง เนื่องจากเทคโนโลยี 5Gยังอยู่ในช่วงต้นของการพัฒนา และยังไม่เข้าสู่ระดับการผลิตจำนวนมาก

        - ประการสุดท้าย ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพิ่งผ่านวัฏจักรการลงทุนในเทคโนโลยี 4G มาไม่นาน ทำให้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างมีความสามารถในการทำกำไรที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง

 

ปลายปี 63 จับตาแข่งขันเข้มข้น แต่ไม่มีสงครามราคา

นอกจากนี้ บล.กสิกรไทย เชื่อว่าการแข่งขันในตลาด 5G จะเริ่มเข้มข้นขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2563 ซึ่งสภาพเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวขึ้นหลังจากรัฐบาลสามารถควบคุมการแพร่ระบาดโคโรนาไวรัสได้ดี นำมาสู่การทยอยผ่อนคลายการปิดเมือง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้น

โดยคาดว่าผู้ประกอบการ 5G จะเริ่มจูงใจให้ลูกค้าที่มีกำลังจ่าย (ลูกค้ารายเดือน) ย้ายเข้าสู่บริการ 5G ผ่านการซื้อเครื่องลูกข่ายรุ่นใหม่ อาทิ iPhone12ซัมซุง กาแลคซี่ S20 และอื่นๆ คาดว่า ทั้ง ADVANC และ TRUE จะแข่งกันเพื่อช่วงชิงตำแหน่งผู้นำทางการตลาดจากบริการ 5G เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดระยะยาวในยุค 5G ซึ่งจะส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดบริการ 5G ของผู้บริโภครายย่อย ภาครัฐ และ ภาคธุรกิจ


อย่างไรก็ตาม บล.กสิกรไทย เชื่อว่าสภาพการแข่งขันในตลาดที่เข้มข้นขึ้น จะยังอยู่ในระดับสมเหตุสมผล และไม่พัฒนาไปเป็นสงครามตัดราคาและสงครามแจกเครื่องลูกข่าย ดังที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยี 3Gเป็น 4G ในช่วงปี 2558-2560 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้

       - ประการแรก ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย ผ่านประสบการณ์สงครามราคาในช่วง 4G ทั้งในช่วงการประมูลคลื่นและช่วงการแย่งลูกค้า ซึ่งทำให้มูลค่าของบริษัททั้งสาม ลดลงถึง 4.2 แสนล้านบาท หรือ 35% จากระดับก่อนการประมูลคลื่น 4G (ต้นปี 2558 เทียบกับ สิ้นปี 2562) นอกจากนั้น สถานะทางการเงินของผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย อ่อนแอลงจากภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 5 เท่า จาก 7 หมื่นล้านบาทในต้นปี 2558 เป็นเกือบ 4.4 แสนล้านบาทสิ้นปี 2562 และความสามารถในการทำกำไรที่ลดต่ำลงจากสงครามการตลาดในช่วง 4G

       - ประการที่สอง ความพร้อมของผู้บริโภคทั้งรายย่อย ภาครัฐ และภาคธุรกิจ ต่อเทคโนโลยี 5G ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และต้องใช้เวลาในการพัฒนา เพื่อเข้าสู่ระดับมวลชน ซึ่งต่างจากช่วง 4G ที่ผู้บริโภคมีความพร้อมระดับสูง เนื่องจากการประมูลคลื่น 4G ที่ล่าช้าของประเทศไทย ทั้งนี้ บล.กสิกรไทย คาดว่าการลงทุนในโครงข่าย 5G การแข่งขันแจกเครื่อง 5G และการตัดราคาบริการ 5Gจะมีแนวโน้มเบาบางกว่าช่วงเข้าสู่ยุค 4Gอยู่พอสมควร

       - ประการสุดท้าย โครงสร้างตลาดของ 5Gไม่เอื้อให้มีผู้เล่นในระดับโครงข่ายรายใหม่ และน่าจะปรับเข้าสู่จุดสมดุลระหว่าผู้ประกอบการทั้งสามราย เมื่อ DTAC ตัดสินใจอัพเกรดคลื่น 2.3 GHz เป็น 5G (ราวปลายปี 2563) หรือ เมื่อ DTAC สามารถประมูลคลื่น 3.5 GHz ได้ (ราวปลายปี 2564) นอกจากนั้น เราคาดว่าดุลยภาพในการแข่งขันจะคงอยู่ไปตลอดช่วงเทคโนโลยี 5G อีก 8-10 ปีข้างหน้า

 

คำแนะนำลงทุน หุ้น ADVANC เด่นสุด

บล.กสิกรไทย ยังคงมีมุมมองการลงทุนที่เป็น บวกต่อหุ้นในกลุ่มสื่อสาร โดยเลือกหุ้น ADVANC เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยให้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2564 ที่ 219.88 บาทต่อหุ้น

โดยเชื่อว่าโครงสร้างตลาดที่มีผู้เล่นหลักเพียง 3 ราย จะทำให้ผู้ประกอบการในตลาดสามารถรักษาระดับการแข่งขันให้สมเหตุสมผล การเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนใน 5G จะสร้างผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าต่อผู้ประกอบการ 5G จากรายได้ส่วนเพิ่มในกลุ่มลูกค้าภาครัฐ และธุรกิจในระยะกลาง และระดับราคาของหุ้นผู้ประกอบการ 5G ที่ปรับตัวลดลงมากเกินไป จากความกังวลของนักลงทุนจากผลตอบแทนที่อาจจะถูกกดดันจากการเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนใน 5G

บล.กสิกรไทย แนะนำให้นักลงทุน ซื้อหุ้น ADVANC โดยเชื่อว่า ADVANC จะสามารถเป็นผู้นำในตลาด 5G ได้สำเร็จ และยังสามารถสร้างสมดุลระหว่างเงินลงทุนและผลตอบแทนจาก 5G ได้ดีกว่า DTACและ TRUE โดยเปรียบเทียบ นอกจากนั้น สถานะทางการเงินของ ADVANC ที่แข็งแกร่งกว่าจะช่วยรักษาระดับความเสี่ยงทางการเงินของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี

 

INSET ผู้รับเหมาเบอร์ต้น

รับประโยชน์จากรอบการลงทุน 5G

นายศุภชัย วัฒนวิเทศกุล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การลงทุนในหุ้นกลุ่มไอซีทีขนาดเล็ก บล.หยวนต้าฯ ยังคงเน้นไปที่หุ้นที่จะได้ประโยชน์จากการลงทุน 5G และการเติบโตของการใช้งานดาต้า โดยเลือกบมจ.อินฟราเซท (INSET) เป็นตัวเลือกเด่นในธีมดังกล่าวจากรายได้หลักเกือบทั้งหมดมาจากการรับเหมาติดตั้งดาต้า เซ็นเตอร์ และรับเหมาระบบโทรคมนาคมภายในประเทศที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน 5G

ทั้งนี้ จุดเด่นสำคัญของ INSET อยู่ที่ศักยภาพความพร้อมทั้งฐานทุน และประวัติการทำงานกับโอเปอเรเตอร์ขนาดใหญ่ เช่น TRUE และบมจ.กสท โทรคมนาคม (CAT) เป็นต้น โดยคาดว่างานขนาดใหญ่ของ 5G ทั้งดาต้า เซ็นเตอร์ และ 5G ทยอยเข้าตลาดต่อเนื่องในไตรมาส 3/63

ขณะที่ INSET เริ่มแสดงศักยภาพการเป็นผู้ได้ประโยชน์หลักในการก้าวเข้าสู่ 5G ผ่านการชนะงานประมูลใหญ่สองงาน ได้แก่ 1) งานติดตั้ง Data Center ให้กับบริษัท กรุงไทยคอมพิวเตอร์เซอร์วิสเซสจำกัด มูลค่า 339 ล้านบาท และ 2) งานติดตั้งวงจรกรองสัญญาณย่านความถี่ 850MHz ให้กับ CATมูลค่า 1.16 พันล้านบาท งานทั้งสองรวมกันคิดเป็น 1.4 พันล้านบาท หรือเท่ากับประมาณการรายได้ทั้งปีโดยปกติของ INSET อย่างไรก็ดีงานทั้งสองเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในรอบการลงทุน 5G เท่านั้น คงคำแนะนำ"ซื้อ" หุ้นINSET และปรับไปใช้ราคาเหมาะสมสิ้นปี 2564 ที่ 4.30 บาทต่อหุ้น

นอกจากนี้ บล.หยวนต้าฯ มองว่า บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ซึ่งมียอดขายหลักเป็น Power Supply ที่ใช้ในดาต้า เซ็นเตอร์ ทั่วโลก และมองว่า DELTA มีแนวโน้มกำไรที่ฟื้นโดดเด่นในยุคโควิด-19 ทั้งในตลาดไทยและตลาดไต้หวัน จากจำนวน Device Connectivity ที่เพิ่มขึ้นในยุค IoTและคุณสมบัติของ Low Latency ในยุค 5G ทำให้ต้องมีการยกระดับดาต้า เซ็นเตอร์ ให้มีคุณภาพสูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์เป็นแรงกระตุ้นการลงทุนด้านไอที จากภาคเอกชนให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคถัดไป