<
NEWS UPDATE • ECONOMIC

ส่อง 7 เหตุผลที่ทำให้ “ค่าครองชีพ” สูงขึ้นทั่วโลก

ปัจจุบันประชาชนในหลายประเทศทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านค้าปลีกไปจนถึงค่าไฟฟ้า ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระทางการเงินมากขึ้น ขณะที่ในบางประเทศค่าแรงยังคงเท่าเดิม แล้วเพราะเหตุใดค่าครองชีพจึงสูงขึ้น ส่อง 7 ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก 


1. ราคาน้ำมันสูงขึ้น

ราคาน้ำมันตกต่ำในช่วงเริ่มต้นของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในปี 2563 แต่ความต้องการยังคงพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่นั้นมาเป็นต้นมา และในสัปดาห์นี้ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี ปัจจุบันราคาน้ำมันเบนซินของสหรัฐฯ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.31 ดอลลาร์ต่อแกลลอน เพิ่มขึ้นจาก 2.385 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในปีที่แล้ว แนวโน้มนี้เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรปเช่นกัน 

ปัจจัยสำคัญมาจากความต้องการในเอเชียที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ประกอบกับฤดูหนาวที่หนาวเย็นในยุโรปเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้ปริมาณสำรองก๊าซหมดไป 


2. สินค้าขาดแคลน

ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในแต่ละวันพุ่งสูงขึ้นในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ผู้บริโภคที่ติดอยู่ที่บ้านในช่วงล็อคดาวน์เมื่อปีที่แล้ว ผู้คนใช้เงินไปกับการซื้อของใช้ในบ้านและปรับปรุงบ้าน เนื่องจากไม่สามารถไปร้านอาหารหรือช่วงวันหยุดยาวได้ ขณะที่ผู้ผลิตในสถานที่ต่างๆ เช่น เอเชีย หลายแห่งต้องเผชิญกับภาวการณ์ผลิตที่หยุดชะงัก เนื่องจากข้อจำกัดของโควิด-19 แต่บรรดาผู้ผลิตต่างพยายามดิ้นรนเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าได้ทันกับความต้องการ

เมื่อดีมานด์ที่อยู่ในระดับสูง ท่ามกลางกำลังการผลิตที่ลดลงนั้น ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนวัสดุ เช่น พลาสติก คอนกรีต และเหล็ก ซึ่งเป็นผลให้ราคาสูงขึ้น เช่น ไม้ ในสหราชอาณาจักรมีราคาสูงกว่าปกติถึง 80% ในปี 2564  ขณะที่ในสหรัฐฯมีราคาสูงกว่าปกติถึง 2 เท่า 

ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีผู้ค้าปลีกรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Nike และ Costco ที่ปรับขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากประสบปัญหาต้นทุนซัพพลายเชนที่สูงขึ้น อีกทั้งยังมีปัญหาขาดแคลนไมโครชิป ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในรถยนต์ คอมพิวเตอร์ และของใช้ในครัวเรือนอื่นๆ


3. ค่าขนส่ง

รวมถึงบริษัทขนส่งสินค้าทั่วโลกได้รับผลกระทบจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งทำให้ผู้ค้าปลีกต้องจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อนำสินค้าเหล่านั้นเข้าร้าน ส่งผลให้ราคาที่สูงขึ้นได้ส่งต่อไปยังผู้บริโภค โดยต้นทุนการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต จากเอเชียไปยังยุโรป ปัจจุบันมีราคา 17,000 ดอลลาร์ ซึ่งมีราคาสูงกว่าเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมามาก จากเดิมอยู่ที่ 1,500 ดอลลาร์

ในส่วนของค่าขนส่งทางอากาศก็สูงขึ้นเช่นกัน ปัญหาเลวร้ายขึ้นไปอีกเมื่อในยุโรปต้องเผชิญกับการขาดแคลนคนขับรถบรรทุก อย่างไรก็ตามปัญหาคอขวดด้านการขนส่งดูเหมือนจะคลี่คลายในเดือนธันวาคม โดยที่สหรัฐฯ เริ่มที่จะจัดการกับความแออัดที่ท่าเรือของตนเป็นประวัติการณ์ แต่โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ โอมิครอน (Omicron) กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง


4. ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น

หลายคนลาออกจากงานหรือเปลี่ยนงานในช่วงการระบาดใหญ่ อย่างในสหรัฐ เดือนเมษายนมีคนลาออกจากงานมากกว่า 4 ล้านคน (อ้างอิงจากกระทรวงแรงงาน) ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้บริษัทประสบปัญหาในการสรรหาพนักงาน เช่น พนักงานขับรถ พนักงานแปรรูปอาหาร และพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร 

การสำรวจร้านค้าปลีกรายใหญ่ในสหรัฐฯ 50 แห่ง โดยบริษัทวิจัย Korn Ferry พบว่า 94% ประสบปัญหาแรงงาน ส่งผลให้บริษัทต้องขึ้นค่าแรงหรือเสนอโบนัสเพื่อดึงดูดและรักษาพนักงานไว้ อย่างเช่น McDonald's และ Amazon เสนอโบนัสจ้างงานตั้งแต่ 200-1,000 ดอลลลาร์ ซึ่งค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมของนายจ้างเหล่านั้นถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคอีกครั้ง อย่างเช่น Next แบรนด์เสื้อผ้าระดับโลก ระบุว่าการปรับขึ้นราคาในปี 2565 ส่วนหนึ่งมาจากค่าแรงที่สูงขึ้น


5.ผลกระทบต่อสภาพอากาศ

สภาพอากาศสุดขั้วในหลายส่วนของโลกมีส่วนทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ อุปทานน้ำมันทั่วโลกได้รับผลกระทบจากพายุเฮอริเคน Ida และ Nicholas ที่เคลื่อนผ่านอ่าวเม็กซิโก และสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาในการตอบสนองความต้องการใช้ไมโครชิปนั้นเลวร้ายลงหลังจากพายุฤดูหนาวที่รุนแรงส่งผลให้มีการปิดโรงงานใหญ่ๆ ในเท็กซัสเมื่อปีที่แล้ว

ขณะที่ต้นทุนกาแฟก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน หลังจากที่บราซิล ผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ไม่ดีหลังเกิดภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบเกือบศตวรรษ


6.อุปสรรคทางการค้า

นอกจากนี้การนำเข้าที่มีราคาแพงขึ้น ก็มีส่วนทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นเช่นกัน กฎการซื้อขายใหม่หลัง Brexit คาดว่าจะลดการนำเข้าจากสหภาพยุโรปไปยังสหราชอาณาจักรประมาณ 1 ใน 4 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 นอกจากนี้ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สำหรับสินค้าจีนเกือบทั้งหมดถูกส่งต่อไปยังลูกค้าสหรัฐฯในรูปแบบของราคาที่สูงขึ้น

หัวเว่ย ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน กล่าวเมื่อปีที่แล้วว่ามาตรการคว่ำบาตรของบริษัทสหรัฐในปี 2562 ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์และลูกค้าทั่วโลกของสหรัฐฯ


7. สิ้นสุดการบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาด

รัฐบาลทั่วโลกกำลังผ่อนคลายการสนับสนุนที่มอบให้ธุรกิจต่างๆ เพื่อช่วยรับมือกับผลกระทบของการแพร่ระบาดของโควิด-19 การใช้จ่ายภาครัฐและการกู้ยืมเพิ่มขึ้นทั่วโลกในช่วงการระบาดใหญ่ สิ่งนี้นำไปสู่การขึ้นภาษีที่มีส่วนทำให้ค่าครองชีพบีบตัว ในขณะที่ค่าจ้างของคนส่วนใหญ่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่งมีนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องคนงาน เช่น การลาออก และนโยบายสวัสดิการเพื่อปกป้องผู้ที่ได้รับค่าจ้างต่ำที่สุด ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางคนแนะนำว่านโยบายเหล่านี้สามารถผลักดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นได้ เนื่องจากมาตรการสนับสนุนใกล้จะสิ้นสุดลง


อ้างอิง : https://www.bbc.com/news/business-59982702