NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

เจาะลึก 8 วัคซีน กู้วิกฤติ Covid-19

         การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในประเทศไทยนั้นเข้าสู่ระลอก 3 อย่างเต็มตัวแล้ว ทำให้ความกังวลต่ออนาคตของประเทศกลับมาอีกครั้ง ดังนั้นวัคซีนจึงเปรียบเสมือนปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อการเปิดเศรษฐกิจ รวมถึงลดอัตราการติดเชื้อและยับยั้งการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในระลอกถัดไปได้ โดยในปัจจุบันทั่วโลกมีมาตรการต่างๆ มีการคิดค้นวัคซีนขึ้นหลายชนิดตั้งแต่เดือนธ.ค.ในปีที่ผ่านมา

         การเงินธนาคาร ได้รวบรวมข้อมูลทั่วไปของวัคซีนโควิค-19 ที่ได้มีการรายงานออกมาให้ประชาชนได้รับทราบ จากหลากหลายบริษัททั่วโลกที่ทำการพัฒนาและผลิตวัคซีน โดยวัคซีนนั้น จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสขึ้นมา เพื่อป้องกันการติดเชื้อในอนาคต หลังจากฉีดแล้วต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อให้ร่างการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา ดังนั้นผู้รับวัคซีนต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน Covid-19 อย่างเคร่งครัด เช่น ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยครั้ง เว้นระยะห่างทางสังคม เป็นต้น

         ต้องยอมรับว่าวัคซีน Covid -19 ในปัจจุบันอาจไม่สามารถป้องกัน Covid-19 ได้ 100% แต่สามารถลดความรุนแรงของโรคได้ และยังไม่มีข้อมูลว่าเมื่อฉีดแล้วจะมีภูมิคุ้มกันCovid-19 นานแค่ไหน รวมถึงไม่มีข้อมูลว่าผลการฉีดวัคซีนให้ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันนั้น ทำให้ภูมิคุ้มกันไวรัส Covid-19 มีผลลดลงกว่าในคนปกติหรือไม่

 

ชนิดของวัคซีน COVID-19

         องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีการคิดค้นวัคซีน Covid-19 โดยหลายบริษัทผู้ผลิตและหลายรูปแบบ วิธีการผลิตวัคซีนหรือที่มาของวัคซีนมีหลายวิธีการ แต่ทั้งหมดผลิตเพื่อให้ต่อต้านไวรัสโคโรนาซาร์โควี-2 (SAR-CoV-2) ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายได้ โดยที่ไวรัสนี้จะมีส่วนที่เป็นไกลโคโปรตีนยื่นออกจากเซลล์เรียกว่าสไปค์ (Spike) จะไปจับกับตัวรับ (Receptor) ที่อยู่บนเซลล์ในร่างกาย เช่น ที่ทางเดินหายใจหรือลำไส้ เมื่อจับกันแล้วไวรัสก็จะเข้าสู่ร่างกายและไปก่อโรค โดย 4 วิธีการที่มีการผลิตมากที่สุด คือ

         1. messenger RNA (mRNA) vaccine เป็นวัคซีนที่มีส่วนที่กำกับการสร้างโปรตีนของไวรัส SAR-CoV-2 ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อฉีดวัคซีนแล้วร่างกายจะสร้างโปรตีนชนิดนั้นขึ้นมาและทำลาย mRNA ที่ฉีดเข้าไป จากนั้นร่างกายจะรับรู้ว่าโปรตีนที่สร้างขึ้นมานั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมและจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมา

         2. Viral Vector เป็นวัคซีนที่ตัดต่อทางพันธุกรรมโดยการใช้สารทางพันธุกรรมของไวรัส SAR-CoV-2 ใส่เข้าไปในตัวไวรัสชนิดอื่นที่ไม่ก่อโรค (เรียกไวรัสนี้ว่า Viral Vector) เมื่อฉีดวัคซีนเข้าไปในร่างกายแล้ว Viral Vector จะพาเอาสารพันธุกรรมนั้นเข้าไปในเซลล์ของเรา ทำให้เกิดการสร้างโปรตีนที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส SAR-CoV-2 ขึ้นมา จากนั้นร่างกายจะรับรู้ว่าโปรตีนที่สร้างขึ้นมานั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมและจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมา

         3. Inactivated Virus Vaccine หรือวัคซีนเชื้อตาย ผลิตโดยการเลี้ยงไวรัสชนิดนี้ให้ได้ปริมาณมากแล้วทำให้ตายด้วยสารเคมีหรือความร้อน เมื่อฉีดวัคซีนแล้วร่างกายจะรับรู้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมา

         4. Protein Subunit Vaccine เป็นการผลิตวัคซีนมาจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อไวรัส SAR-CoV-2 ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อฉีดวัคซีนแล้วร่างกายจะรับรู้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมและจะสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นมา



ผลกระทบและอาการข้างเคียง

         อาการข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ต่อผู้ที่ฉีดวัคซีนทุกชนิดนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ปกติ หรือในบางรายก็อาจไม่มีอาการเลยก็ได้

         อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวด บวม แดง คัน หรือช้ำบริเวณที่ฉีดยา อ่อนเพลีย และรู้สึกไม่สบายตัว ปวดศีรษะเล็กน้อย อาการคล้ายมีไข้  คลื่นไส้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ

         อาการที่พบได้น้อย เช่น มีไข้ มีก้อนที่บริเวณที่ฉีดยา เวียนศีรษะ มึนงง ใจสั่น ปวดท้อง อาเจียน ความอยากอาหารลดลง เหงื่อออกมากผิดปกติ ต่อมน้ำเหลืองโต อาการเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอ เป็นต้น

         ข้อสังเกตุอาการที่ต้องเฝ้าระวังอย่างมากคือ เริ่มมีไข้สูง แน่นหน้าอกจนหายใจไม่ออก อาเจียนถี่ หรือติดกันมากกว่า 5 ครั้ง มีจุดเลือดออกและมี ผื่นขึ้นคล้ายอาการไข้เลือดออก กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชัก หรือหมดสติ รวมถึงทุกอาการที่มีผลเกี่ยวข้องกับระบบประสาท เป็นต้น ผู้ฉีดวัคซีนจะต้องอยู่เฝ้าสังเกตอาการที่สถานพยาบาลหลังฉีดวัคซีนอย่างน้อย 30 นาที และให้แจ้งอาการข้างเคียงทุกอย่างที่เกิดขึ้นแก่แพทย์ทันทีพร้อมทั้งเก็บบันทึกการฉีดวัคซีนไว้เป็นหลักฐานด้วย


8 วัคซีนที่ใช้ในไทยและทั่วโลก

1. CoronaVac

         ประสิทธิภาพ: มากกว่า 50% การให้วัคซีน: 2 โดส เว้นโดสละ 2 สัปดาห์  ประเภทวัคซีน: Inactivated Virus Vaccine  การเก็บรักษา: เก็บในตู้เย็น

         วัคซีนตัวนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย SinoVac ในจีน  ซึ่งได้รับการรายงานว่ามีประสิทธิภาพสามารถป้องกัน ได้มากกว่า 50% โดยประเทศที่ได้มีการสั่งซื้อวัคซีนตัวนี้คือประเทศไทย ที่สั่งล็อต 1 และล็อต 2 ในจำนวนรวมกัน 1 ล้านโดส ซึ่งมาถึงไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ -มีนาคมผ่านมา และล็อตสุดท้ายจะมาเพิ่มอีก 1 ล้านโดสในช่วงเมษายน 2021 ทั้งนี้รัฐบาลไทยยังได้มีประกาศอีกด้วยว่าจะฉีดให้ประชาชนฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย


2. AZD1222

         ประสิทธิภาพ: 90% การให้วัคซีน: 2 โดส เว้นโดสละ 4 สัปดาห์  ประเภทวัคซีน: Viral Vector การเก็บรักษา: เก็บในตู้เย็นได้นาน 6 เดือน

         วัคซีนตัวนี้เป็นการร่วมงานกันระหว่างมหาวิทยาลัย Oxford และบริษัท AstraZeneca ซึ่งในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2020 ที่ผ่านมามีการทดลองวัคซีนกับกลุ่มคนจำนวน 131 คนในประเทศอังกฤษและบราซิลผลลัพธ์หลังจากการฉีดแสดงให้เห็นว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพมากถึง 90% ผลลัพธ์ที่น่าพอใจทำให้มีหลายประเทศซื้อมาฉีดให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็น อเมริกาและยุโรป อีกทั้งไทยเองก็จะใช้สูตรวัคซีนตัวนี้ในการผลิตในประเทศ โดยคาดว่าจะผลิตออกมาได้ 26 ล้านโดส ใช้งานได้ในเดือนพฤษภาคม 2021 นี้

3. Comirnaty

         ประสิทธิภาพ: 95% การให้วัคซีน: 2 โดส เว้นโดสละ 3 สัปดาห์  ประเภทวัคซีน: messenger RNA (mRNA) vaccine  การเก็บรักษา: -70 องศาเซลเซียส

         วัคซีนตัวนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Pfizer จากอเมริกาและ Biontech จากเยอรมัน เพื่อให้มีประสิทธิภาพได้มากที่สุด ซึ่งผลที่ออกมาถือได้ว่าเป็นที่น่าพอใจ เพราะวัคซีนมีประสิทธิภาพที่สูง 95% อีกทั้งในปัจจุบันวัคซีนตัวนี้ยังได้รับการอนุมัติในประเทศอังกฤษ และมีออเดอร์มากกว่า 40 ล้านโดส นอกจากนี้ยังมีประเทศยักษ์ใหญ่อื่นๆ ที่ได้สิทธิ์ในการสั่งซื้อ ไม่ว่าจะเป็น จีน, ญี่ปุ่น, อเมริกา และประเทศในแถบยุโรป รวมถึงประเทศไทยที่รัฐบาลได้ยืนยันการสั่งซื้อและคาดว่าจะส่งมอบได้ในช่วงครึ่งปีหลัง


4. Sputnik V

         ประสิทธิภาพ: 91.4% การให้วัคซีน: 2 โดส เว้นโดสละ 3 สัปดาห์  ประเภทวัคซีน: Viral Vector  การเก็บรักษา: 2-8 องศาเซลเซียส

         เป็นวัคซีนที่คนไทยคุ้นหูกันเป็นอย่างดีอีกตัวหนึ่ง สำหรับ Sputnik Vเพราะเป็นหนึ่งในวัคซีน Covid-19 ที่กำลังนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยเร็วๆนี้ โดยวัคซีนตัวนี้ได้รับการพัฒนาจาก Gamaleya Research Institute ของรัสเซีย มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค Covid 19 สูงถึง 91.4 % ซึ่งประเทศที่ได้รับการดีลในการซื้อวัคซีนตัวนี้จะมี บราซิล, เม็กซิโก, เวเนซูเอลา อินเดีย และอาเจนติน่า

5. mRNA-1273

         ประสิทธิภาพ: 94.5% การให้วัคซีน: 2 โดส เว้นโดสละ 4 สัปดาห์  ประเภทวัคซีน: messenger RNA (mRNA) vaccine  การเก็บรักษา: -20 องศาเซลเซียสได้นาน 6 เดือน

         วัคซีนจาก Moderna และ NIH ในอเมริกา โดยได้ใช้ทดสอบกับลิง ซึ่งผลที่ออกมาคือวัคซีนสามารถป้องกันเชื้อ Covid 19 ให้กับลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาในการทดลองเฟสที่ 3 ทางผู้ผลิตได้เริ่มทำการทดลองกับอาสาสมัครจำนวน 30,000 คนในช่วงเดือนกรกฎาคมของปี 2020 ซึ่งผลที่ออกมาพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนนั้นสูงถึง 94.5 % ปัจจุบันประเทศแคนาดาได้มีการอนุมัติซื้อวัคซีนตัวนี้ และประเทศอิสราเอลก็ได้อนุมัติวัคซีนตามมาตรการฉุกเฉินครับ ทั้งนี้วัคซีนจะวางขายตามท้องตลาดครั้งแรกในเดือนมกราคม 2021

6. EpiVacCorona

         ประสิทธิภาพ: ยังไม่ทราบแน่ชัด การให้วัคซีน: 2 โดส เว้นโดสละ 3 สัปดาห์  ประเภทวัคซีน: Viral Vector การเก็บรักษา: เก็บในตู้เย็นได้สูงสุด 2 ปี

         วัคซีนที่พัฒนาโดย Vector Institute ศูนย์วิจัยทางชีวภาพในประเทศรัสเซีย โดยส่วนประกอบหลักในวัคซีนสูตรนี้จะเป็น Viral Proteins หรือที่รู้จักกันในชื่อเพปไทด์ ซึ่งได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากประธานีธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งถือเป็นวัคซีนตัวที่ 2 ต่อจาก Sputnik V  และมีรายงานในเดือนธันวาคมว่า ได้มีการฉีดวัคซีนตัวนี้ให้กลุ่มอาสาสมัครไปกว่า 1,438 คนแล้ว


7. BBIBP-CorV

         ประสิทธิภาพ: 79.34% การให้วัคซีน: 2 โดส เว้นโดสละ 3 สัปดาห์  ประเภทวัคซีน Inactivated Virus Vaccine การเก็บรักษา : ไม่ระบุ

         วัคซีนที่พัฒนาโดย Sinopharm จากประเทศจีน เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2020 ได้มีรายงานผลลัพธ์การฉีดวัคซีน ว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันถึง 79.34% ทำให้รัฐบาลของจีนได้อนุมัติวัคซีนตัวนี้เป็นที่เรียบร้อย โดยที่ผ่านมาวัคซีน BBIBP-CorV ได้ฉีดให้ประชาชนจีนไปกว่าหนึ่งล้านคน

8. Covaxin

         ประสิทธิภาพ: ยังไม่ทราบแน่ชัด  การให้วัคซีน: 2 โดส เว้นโดสละ 4 สัปดาห์  ประเภทวัคซีน: ยังไม่ระบุ การเก็บรักษา: อุณหภูมิห้องได้อย่างน้อย 1 สัปดาห์

         วัคซีนที่อยู่ภายใต้การผลิตของ Bharat Biotech และ ICMR ในประเทศอินเดีย โดยวัคซีนตัวนี้ถือเป็นตัวแรกที่ได้รับการวิจัยเชิงทดลองทางคลินิกของอินเดีย ทั้งนี้การทดลองก็ถือว่าเป็นไปได้ดีและไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรง อีกทั้งการทดลองในเบื้องต้นนั้นวัคซีนได้ฉีดทดลองกับลิงและหนูแฮมเตอร์ ซึ่งผลออกมาพบว่าวัคซีนสามารถช่วยป้องกันเชื้อได้ ดังนั้นวัคซีน Covaxin จึงถูกอนุมัติให้ใช้แบบฉุกเฉินในประเทศอินเดีย

 

ที่มา

https://www.bangkokhospital.com/ 

https://bestreview.asia

https://www.hfocus.org/