NEWS UPDATE • IPO

ACOM เตรียมไอพีโอ 1,942.42 ล้านหุ้น ระดมทุนขยายธุรกิจในเวียดนาม

นายวีระพงษ์ ศรีวรกุล ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป (ACOM) เปิดเผยว่า ในปี 2565 บริษัทมีแผนระดมทุนด้วยการออกและเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ซึ่งการขายไอพีโอในครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีศักยภาพในการเดินหน้าขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศได้มากขึ้นโดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม 

ACOM มีแผนเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 1,942.42 ล้านหุ้น คิดเป็นไม่เกิน 40% ของหุ้นทั้งหมดหลัง IPO ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัทฯ ไม่เกิน 971.21 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยผู้ถือหุ้นเดิม (เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป ลิมิเต็ด) ไม่เกิน 971.21 ล้านหุ้น

วัตถุประสงค์ของการระดมทุนเพื่อใช้สำหรับการเข้าซื้อกิจการที่อาจมีขึ้นในอนาคต ระยะเวลาที่ใช้เงินในปี 2565 – 2566  ใช้เป็นเงินทุนเพื่อการขยายธุรกิจปกติ (Organic Expansion) ระยะเวลาที่ใช้เงินในปี 2564 – 2566 ใช้เป็นเงินลงทุนในแพลตฟอร์ม EcommerceIQ และเทคโนโลยีในด้านอื่น ๆ   ระยะเวลาที่ใช้เงินในปี 2564 – 2566  ใช้สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ EcommerceIQ SaaS ระยะเวลาที่ใช้เงินในปี 2564 – 2565 และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนโดยทั่วไป ระยะเวลาที่ใช้เงินในปี 2564 - 2566

นายวีระพงษ์ กล่าวว่า บริษัทมองเห็นถึงศักยภาพของประเทศเวียดนาม โดยจะเข้าไปขยายตลาดผ่านการเข้าซื้อกิจการในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับบริษัท เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจและฐานลูกค้าของบริษัท ซึ่งประเทศเวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนที่มีการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการแบรนด์ระดับโลกเข้าไปขยายธุรกิจในเวียดนามเป็นจำนวนมาก

อีกทั้งยังมองไปถึงโอกาสในการขยายฐานลูกค้าในมาเลเซียมากขึ้น หลังจากบริษัทได้ร่วมมือกับ DKSH ในการเข้าไปขยายการให้บริการในมาเลเซีย โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าทั้งหมด 163 แบรนด์ ซึ่งมีผู้ประกอบการแบรนด์รายใหญ่ระดับโลกที่เป็นลูกค้าที่ใช้บริการกับบริษัทอยู่กว่า 10 แบรนด์

นายวีระพงษ์ กล่าวว่า บริษัทถือเป็นผู้นำให้บริการสนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce enabler) อย่างครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาดราว 16.5% เมื่อพิจารณาจากยอดขายสินค้ารวม (Gross Merchandise Value หรือ GMV) ปี 2563 อ้างอิงข้อมูลจาก Euromonitor ปัจจุบันได้ให้บริการแก่ลูกค้าใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์ พร้อมทั้งจะมุ่งขยายธุรกิจในระดับภูมิภาคเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ACOM ดำเนินธุรกิจมากว่า 9 ปี ได้รับความเชื่อถือจากแบรนด์ระดับโลกและระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น 3M และ Unilever โดยบางแบรนด์ยังคงใช้บริการของบริษัทอย่างต่อเนื่องตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจในปีแรก บริษัทมีจุดแข็งในด้านการมีประสบการณ์ที่ยาวนานในการบริหารจัดการธุรกิจอีคอมเมิร์ซให้กับแบรนด์ระดับโลก และประเทศ ทำให้บริษัทสามารถให้กลยุทธ์การขาย โปรโมชั่น ช่องทางการโฆษณา และราคาขายที่เหมาะสมกับช่องทางออนไลน์ที่ทำให้แบรนด์สามารถรักษาภาพลักษณ์และส่งเสริมธุรกิจออฟไลน์ของแบรนด์ได้ด้วย ซึ่งเมื่อประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะของบริษัท (EcommerceIQ) ที่สามารถรองรับการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่อย่างครบวงจรให้กับแบรนด์ และการมีความสัมพันธ์และระบบเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์กว่า 30 รายใน 5 ประเทศ

ในปี 2565 Euromonitor คาดว่ามูลค่าสินค้าที่บริหารจัดการโดย ecommerce enabler จะมีมูลค่าสูงกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งบริษัทมุ่งมั่นที่จะรักษาส่วนแบ่งการตลาดอย่างน้อยให้เท่ากับอัตราปัจจุบัน 16.5% ซึ่งมูลค่าสินค้าที่บริหารจัดการโดย ecommerce enabler ในปี 2565 จะคิดเป็นประมาณเพียง 8.3% จากมูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซใน 6 ประเทศในอาเซียนที่มีศักยภาพเติบโตไปถึง 4 ล้านล้านบาท

“บริษัทมุ่งมั่นที่จะช่วยทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในอาเซียนเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับแบรนด์ระดับโลกและระดับท้องถิ่น พาแบรนด์ก้าวข้ามผ่านความท้าทายด้านกฎหมายอีคอมเมิร์ซในแต่ละประเทศ และความซับซ้อนโลจิสติกส์ในแต่ละท้องถิ่น และมีการเติบโตที่ก้าวกระโดด” นายวีระพงษ์ กล่าว

นางสาวเพ็ญสิริ เสถียรวงศ์นุษา ผู้ก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประจำประเทศไทย ACOM กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยช่วงที่ผ่านมาเติบโตอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีมูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้นจาก 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 59 เป็น 8.52 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2563 หรืออัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 49.5% จากข้อมูลของ Euromonitor

นอกจากนี้ Euromonitor คาดการณ์ว่า ในปี 2563-2568 ภาพรวมธุรกิจอีคอมเมิร์ซในไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราการเติบโตเฉลี่ย 20.6% ต่อปี โดยจะมีมูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้นจาก 1.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2564 เป็น 2.17 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2568 เนื่องจากรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาระบบจัดส่งสินค้าและการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่คาดว่าจะสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ต่อไป ถึงแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ในอนาคตจะคลี่คลาย   

ทั้งนี้ บริษัทถือเป็นผู้ให้บริการสนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างครบวงจรที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในประเทศไทยในปี 2563 อยู่ที่ 39.1% ของส่วนแบ่งทางการตลาดของยอดขายสินค้าจากต้นทางไปยังปลายทาง (EMV) ในประเทศไทยที่ 192.8 ล้านเหรียญสหรัฐ จากข้อมูลของ Euromonitor  

"บริษัทวางแผนขยายฐานลูกค้าผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้ใช้บริการรายใหม่และผู้ใช้บริการที่เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นในแต่ละประเทศ โดยจะขยายพื้นที่ให้บริการไปยังประเทศใหม่ๆ และขยายฐานผู้ใช้บริการอีคอมเมิร์ซกลุ่มสินค้าประเภทอื่นๆ ที่มีศักยภาพการเติบโต สามารถสร้างอัตรากำไรและกระแสเงินสดสูง เช่น กลุ่มของเล่น สินค้าตกแต่งบ้านและสวน" นางสาวเพ็ญสิริ กล่าว