NEWS UPDATE • ECONOMIC

ผู้ว่าธปท. เผย 2 ปัจจัยไทยไม่เกิด stagflation เศรษฐกิจโตยังต่อเนื่อง-คาดเงินเฟ้อกลับเข้ากรอบปีหน้า

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่าในช่วงวิกฤตโควิดที่ความเสี่ยงสูงหัวใจสำคัญของการดำเนินนโยบายการเงินและมาตรการเงินของ ธปท. คือ ทำให้ระบบการเงินทำงานเป็นปกติที่สุด ซึ่งถือว่าเราทำได้ดีระดับหนึ่ง โดยเห็นได้จากแม้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบหนัก GDP หดตัว และฟื้นตัวช้ากว่าประเทศในภูมิภาค แต่สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย (ธพ.) ยังขยายตัวได้ โดยไตรมาส 1ปี 65 สินเชื่อรวมของระบบ ธพ. โตถึง 6.9% สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย 6.3% ฟิลิปปินส์ 5.7% มาเลเซีย 4.7% 

ขณะที่หากมองที่เม็ดเงินสินเชื่อเข้าสู่ระบบในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาทแต่ในช่วงนั้น ธปท. มองว่ายังไม่เพียงพอ เพราะมีบางจุดที่เม็ดเงินยังไม่ได้ไปในที่ที่ต้องการให้ไปโดยเฉพาะ SMEs จึงต้องออกมาตรการเสริมอย่างมาตรการเติมเงินใหม่ ได้แก่ พ.ร.ก. สินเชื่อ soft loan โดยสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 1.4 แสนล้านบาท และเมื่อเริ่มติดเงื่อนไขต่าง ๆ ก็ได้ปรับมาตรการตามสถานการณ์ โดยออก พ.ร.ก. ฟื้นฟู ซึ่งล่าสุดสามารถปล่อยสินเชื่อฟื้นฟูได้ 1.7 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับสินเชื่อ soft loan เดิมแล้วสูงถึงกว่า 3 แสนล้านบาท คิดเป็นประมาณ 10% ของสินเชื่อ SMEs ในระบบ ธพ. ซึ่งถือว่าไม่น้อย และสามารถช่วยให้ระบบการเงินทำงานต่อได้


สำหรับมาตรการอีกกลุ่มหนึ่ง คือ การแก้หนี้เดิม เพราะวิกฤตครั้งนี้ทำให้รายได้ของธุรกิจและประชาชนหายไป ไม่สามารถจ่ายหนี้ที่มีอยู่เดิมได้ทาง ธปท. จึงออกมาตรการแก้หนี้อย่างตรงจุด เหมาะกับสถานการณ์และมีความยืดหยุ่น ช่วงแรกในปี 2563 ได้ออกมาตรการพักหนี้เป็นวงกว้างแบบปูพรม เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์โควิดจะคลี่คลายได้ไวซึ่งในช่วงสูงสุด (กลางปี 2563) มีลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือรวมเป็นเม็ดเงินกว่า 7 ล้านล้านบาท หรือกว่า 50% ของยอดสินเชื่อทั้งหมด ถัดมาเมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อ แต่ละภาคส่วนได้รับผลกระทบจากโควิดต่างกัน และฟื้นตัวแบบไม่เท่าเทียม (แบบ k-shaped) มาตรการก็ได้ปรับเปลี่ยนให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง (targeted) โดยเฉพาะลูกหนี้ในกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมาก เช่น ท่องเที่ยว รวมถึงปรับมาตรการช่วยเหลือเป็นระยะยาวมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับรายได้ที่ลดลงของลูกหนี้ เช่น มาตรการแก้หนี้ระยะยาว 3 ก.ย. 64 สำหรับลูกหนี้รายย่อยที่เริ่มผิดนัดชำระหนี้ ก็ได้ปรับหลักเกณฑ์การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ 

สำหรับคนที่เป็นหนี้เสีย (NPL) แล้วมีการช่วยเหลือทั้งโครงการคลินิกแก้หนี้สำหรับหนี้เสียบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล และโครงการไกล่เกลี่ยหนี้นอกศาล เพื่อลดปัญหาไม่ให้ลูกหนี้ติดอยู่ในกระบวนการศาล เช่น มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้สินเชื่อเช่าซื้อ 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ธปท. พยายามออกมาตรการแก้หนี้รองรับให้ครบวงจรและตรงจุดกับปัญหาของลูกหนี้หากเทียบกับการช่วยเหลือของต่างประเทศ โดยรวมไม่ต่างกัน กล่าวคือ มาตรการการคลังหรือการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นพระเอก หลายประเทศทำนโยบายการคลังแบบขาดดุลมากขึ้น เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ทรุดลงไปมาก ซึ่งส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับสูงขึ้น ส่วนที่ถือเป็นนวัตกรรมของไทยเอง อาจเป็นโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ที่ ธปท. ได้ออกมาเพื่อช่วยลูกหนี้ธุรกิจในช่วงที่ไม่มีกระแสเงินสดในการลดภาระหนี้ผ่านการนำทรัพย์สินมาตีโอนเพื่อชำระหนี้กับเจ้าหนี้สถาบันการเงิน แต่ยังมีสิทธิ์ซื้อคืนกิจการได้ เช่น ธุรกิจโรงแรม ล่าสุดมีมูลค่าโอนสินทรัพย์แล้วกว่า 40,000 ล้านบาท

“สิ่งที่ ธปท. ให้ความสำคัญ คือ การขับเคลื่อนมาตรการให้เห็นผลจริง เน้นติดตามผลของมาตรการ และไม่ยึดติดกับมาตรการเดิม พร้อมปรับตามสถานการณ์เช่น พ.ร.ก. ฟื้นฟู ธปท. เน้นการพูดคุยกับ ธพ. และจัดทำ เป้าหมายยอดสินเชื่อฟื้นฟู ซึ่งเดิมตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อฟื้นฟู 1 แสนล้านบาทภายใน 6 เดือน แต่สามารถปล่อยสินเชื่อได้เร็วกว่าเป้าภายใน 4 เดือน”


ดร. เศรษฐพุฒิ เปิดเผยต่อว่า ในระยะถัดไป โจทย์สำคัญของ ธปท. คือ ทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุดท่ามกลางความไม่แน่นอนที่มีอยู่ ทั้งความผันผวนในตลาดการเงินโลก แนวโน้ม NPL ที่อาจทยอยเพิ่มขึ้นแต่จะไม่รุนแรงจนเป็น NPL cliff รวมถึงเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น สำหรับไทย ธปท. มองว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะเกิด Stagflationเพราะหากจะเกิด stagflation ต้องมี 2 องค์ประกอบ คือ 1. เงินเฟ้อสูงขึ้น และ 2. เศรษฐกิจชะลอตัวเป็นวงกว้าง ซึ่งกรณีไทย เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นชัดเจนและจะเกินกรอบเป้าหมายฯ ในปีนี้ ก่อนกลับเข้าเป้าปีหน้า (ปี 2564 เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.2% คาดว่าปี 2565 และ 2566 อยู่ที่ 4.9% และ 1.7%) ขณะที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่อง (ปี 2564 GDP ที่ 1.6% คาดว่าปี 2565 และ 2566 อยู่ที่ 3.2% และ 4.4%) และโอกาสที่เศรษฐกิจปีนี้จะโตไม่ถึง 2% หรือโตใกล้เคียงกับปีก่อนมีน้อยมาก เช่น ต้องเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยเพียง 3 ล้านคน ซึ่งจากต้นปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยแล้วกว่า 1.2 ล้านคน และน่าจะมาเพิ่มขึ้นมากในช่วงที่เหลือของปีจากความต้องการใช้จ่ายหรือท่องเที่ยวของคนที่อั้นมานาน โดยธปท. คาดว่าปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติ 5.6 ล้านคน หรือต้องเห็นการส่งออกลดลงอย่างมาก ซึ่งข้อมูลล่าสุดไตรมาส 1 ปี 65 การส่งออกขยายตัวดี และเศรษฐกิจโลกยังโตได้

สำหรับการปรับตัวของภาคเอกชนภายใต้โลกข้างหน้าที่มีหลายกระแสซึ่งมาเร็วและแรง อย่างกระแสดิจิทัลและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ธปท. ให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศให้ทุกภาคส่วนเดินต่อได้แข่งขันได้ โดยมองว่าการพัฒนาด้านดิจิทัลของไทยไม่ได้ล้าหลัง ส่วนเรื่องกรีน ถือเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจใหม่ ๆ หรือการลงทุนใหม่เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญด้านนี้มากขึ้น 

นอกจากนี้ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก ทำให้เราต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนด้านอาหารและพลังงานมากขึ้น (food and energy security) ซึ่งไทยถือว่ามีจุดแข็งด้านอาหารอยู่แล้วและจะเป็นโอกาสให้กับธุรกิจด้านนี้ นอกจากนี้ ไทยยังสามารถใช้ประโยชน์ในการปรับตัวจากการที่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน เพราะอยู่ในจุดที่่มีความเชื่อมโยงค่อนข้างมากกับหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งการส่งออก การลงทุน แรงงาน และการขนส่ง