NEWS UPDATE • ECONOMIC

ธปท. ให้แบงก์จ่ายปันผลระหว่างกาลได้ ย้ำช่วยลูกหนี้ต่อเนื่อง

นายรณดล นุ่มนนท์  รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 64 คณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน ได้เห็นชอบ 3 มาตรการในการกำกับสถาบันการเงินเพื่อช่วยลูกหนี้จาก COVID-19 โดยจะเป็นมาตรการที่เสริมจากมาตรการที่ธปท. เคยออกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมาตรการสินเชื่อฟื้นฟู พักทรัพย์พักหนี้ การช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 3 และมหกรรมไกล่เกลี้ยหนี้

“เราหวังว่ามาตรการที่เรานำมาเสริมจะเป็นการกระตุ้นให้สถาบันการเงินเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ เร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยคำนึงถึงศักยภาพในการปรับตัวของลูกหนี้ในอนาคต ในขณะเดียวกันก็เป็นการดูแลสถาบันการเงินให้มีความมั่นคง มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านความช่วยเหลือให้ลูกหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2563 ที่ประเทศไทยและประเทศต่างๆทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรง ซึ่งที่ผ่านมาธปท. ได้ร่วมกับกระทรวงการคลังในการออกมาตรการต่างๆอย่างต่อเนื่องเพื่อทั้งรายย่อย เอสเอ็มอี และธุรกิจขนาดใหญ่ 

อย่างไรก็ตามในการดูแลให้สถาบันการเงินสามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ สถาบันการเงินต้องมีความมั่นคง มีเสถียรภาพ ธปท. จึงพร้อมที่จะปรับเกณฑ์ให้เอื้อให้สถาบันการเงินเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดของลูกหนี้ในอนาคตควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

ดังนั้นธปท. จึงให้สถาบันการเงินจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้โดยกำหนดอัตราการจ่ายเพื่อคงมาตรการเชิงป้องกันในการดูแลความมั่นคงของสถาบันการเงิน และช่วยให้สถาบันการเงินมีเงินกองทุนที่เพิ่มเติมในการปล่อยสินเชื่อและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

โดยอัตราการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้ไม่เกินอัตราจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ของแต่ละสถาบันการเงิน ในปี 2563 และไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2564

“หากธนาคารแห่งหนึ่งมีกำไร 100 ล้านบาท ธปท. ให้จ่ายเงินได้ไม่เกิน 50% คือ 50 ล้านบาท แต่ถ้า Payout Ratio เดิมเขาจ่าย 30% กรณีนี้จะจ่ายได้ไม่เกิน 30% เท่านั้น”

ทั้งนี้เหตุผลที่ธปท. อนุญาตให้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเนื่องจากเห็นว่าสถาบันการเงินยังมีเงินกองทุน เงินสำรองเพียงพอรองรับสถานการณ์ที่เลวร้ายจาก COVID-19 ได้ ขณะที่ที่ผ่านมาสถาบันการเงินได้เพิ่มความระมัดระวังโดยมีการตั้งสำรองสะสมและเพิ่มเติมเงินกองทุนมาโดยตลอด ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุน ( BIS Ratio) สูงถึง 20% มี สำรองต่อเอ็นพีแอล (NPL Coverage Ratio) สูงถึง 150% และมีสินทรัพย์สภาพคล่องสูงถึง 187% จากเกณฑ์ที่กำหนดไว้เพียง 100%  สำหรับการจ่ายปันผลประจำปี ธปท. จะมีการประเมินสถานการณ์และติดตามการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินเพื่อกำหนดนโยบายการจ่ายปันผลประจำปีในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้

“ธปท. มองว่าการกำหนดเกณฑ์จ่ายปันผลระหว่างกาลในครั้งนี้จะช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินเพื่อรองรับความไม่แน่นอนสูงในระยะข้างหน้าซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ฝากเงิน ผู้ถือหุ้น และลูกหนี้ของสถาบันการเงินในระยะยาว”

 นางสาวสุวรรณี  เปิดเผยต่อว่า สำหรับมาตรการในการกำกับสถาบันการเงินเพื่อช่วยลูกหนี้จาก COVID-19 ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่

         1. มาตรการขยายมาตรการชะลอการชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ SMEs ที่จะครบกำหนดวันที่ 30 มิ.ย. 2564 นี้ ออกไปจนถึงสิ้นปี 2564 สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดระลอกใหม่ โดยลูกหนี้เดิมสามารถกลับมาชำระหนี้ได้แล้วประมาน 65% ขณะที่อีก 30% ได้ปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ในส่วนที่เหลือสถาบันการเงินได้ยืนยันว่าจะสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้ในเดือนมิ.ย. นี้ 

          2. กำหนดกลไกเพื่อจูงใจให้ สง. ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณา ความสามารถในการชำระคืนหนี้ และ ระยะเวลาการจ่ายคืนหนี้ ให้สอดคล้องกับประมาณการรายได้ที่ลูกหนี้จะได้รับในอนาคต

          3. ให้ สง. สามารถจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้ไม่เกินอัตราจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratio) ของแต่ละ สง. ในปี 2563 และไม่เกิน 50% ของกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2564 รวมถึงให้งดซื้อหุ้นคืน และห้ามไถ่ถอนหรือซื้อคืนตราสารเงินกองทุนก่อนครบกำหนด เว้นแต่มีแผนการออกทดแทน 

สำหรับการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF เหลือ 0.23% จาก 0.46% ต่อปี ที่จะสิ้นสุด ณ สิ้นปี 2564 ธปท. อยู่ระหว่างการพิจารณาความจำเป็นในการขยายอายุ โดยคำนึงถึงการส่งผ่านไปช่วยเหลือลูกหนี้เป็นสำคัญ

“โจทย์ของการลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุน FIDF คือทำอย่างไรให้เงินที่จะลดได้ส่งผ่านไปให้ลูกหนี้เป็นสำคัญ โดยธปท. คิดว่าไม่สามารถลดจนเหลือ 0% ได้เนื่องจากเป็นการลดต้นเงินแต่ดอกเบี้ยยังคงต้องจ่าย”

นางสาวสุวรรณี ยังได้กล่าวถึง สถานการณ์เอสเอ็มอีในปัจจุบันว่าได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่หนักขึ้น โดยมีบางกลุ่มที่เริ่มฟื้นตัวแล้ว เช่น อุตสาหกรรมส่งออก ขณะที่กลุ่มที่ยังได้รับผลกระทบหนักคือกลุ่มท่องเที่ยวซึ่งมีส่วนช่วยในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ดังนั้นมาตรการปัจจุบันจึงเน้นไปที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยจากการติดตามและตรวจสอบสถาบันการเงินตัวเลขผู้เข้าร่วมมาตรการในช่วงเดือนมี.ค-เม.ย. ยังไม่เพิ่มขึ้น โดยเดือนเม.ย. มียอดลดลงจากเดือนมี.ค. ซึ่งสถาบันการเงินอยู่ระหว่างการติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับระดับของ NPL จะขึ้นอยู่กับการช่วยเหลือลูกหนี้ วัคซีน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่นการเปิดประเทศ โดยหากกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาได้เร็วระดับของ NPL จะไม่สูงขึ้นมาก แต่จากการดูข้อมูล NPL อาจสูงขึ้นบ้างแต่ไม่ได้สูงแบบก้าวกระโดด อย่างไรก็ตามหากมีการช่วยเหลือลูกหนี้ตามมาตรการต่างๆ จะเป็นการช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้ลูกหนี้จึงทำให้ NPL ไม่สูงขึ้นมาก แต่อาจมีบ้างในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มท่องเที่ยว

อ่านข่าวธปท.กางนโยบายกำกับสถาบันการเงิน ช่วยลูกหนี้ได้รับผลกระทบ COVID-19 https://moneyandbanking.co.th/article/news/bot-covid19-10062021