NEWS UPDATE • SPECIAL ARTICLE

ผ่าหนี้ครัวเรือนไทยกับภารกิจแก้หนี้ของแบงก์ชาติ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงมีความรุนแรงต่อเรื่อง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกรวมทั้งเศรษฐกิจไทย กระทบต่อสัดส่วนการจ้างงานและรายได้ของประชาชน และส่งผลให้ให้หนี้ครัวเรือนในประเทศต่างๆ ปรับสูงขึ้น สำหรับประเทศไทยหนี้ครัวเรือนเร่งขึ้นเช่นกัน โดยมากจากทั้งหนี้ที่เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจที่หดตัว

หนี้ครัวเรือนทะลุกว่า 90% ต่อจีดีพี

การกู้เพื่อที่อยู่อาศัยมีสัดส่วนมากสุด


นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในไตรมาส 1 ของปี 2564 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อจีดีพีอยู่ที่ 90.5% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 14.1 ล้านล้านบาท

โดยหากแบ่งหนี้ครัวเรือนตามวัตถุประสงค์ พบว่า 2 อันดับแรกคือการกู้เพื่อที่อยู่อาศัยซึ่งมีสัดส่วน 34% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด และ การกู้เพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลซึ่งมีสัดส่วน 28% ขณะที่หากแบ่งตามสถาบันการเงิน พบว่าเป็น ธนาคารพาณิชย์ 43% สถาบันการเงินของรัฐ 29% สหกรณ์ออมทรัพย์ 15% บริษัทลีสซิ่ง 6% บริษัทบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 4% และอื่นๆ 3%

จะเห็นได้ว่าหนี้ครัวเรือนมีเจ้าหนี้ที่หลากหลาย ดังนั้นการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนจึงต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้ตระหนักถึงผลกระทบของโควิด-19 และภาระหนี้ครัวเรือนสะสมโดยได้ออกมาตรการให้สอดรับกับสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง


สำหรับมาตรการที่ธปท. ได้ออกมาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น ลดเพดานดอกเบี้ย มาตรการช่วยเหลือระยะที่ 1-3  การปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยผิดนัดและปรับวิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัด ปรับลำดับการปรับชำระหนี้ ทางด่วนแก้หนี้ คลินิกแก้หนี้ มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ และหมอหนี้เพื่อประชาชน โดยมาตรการทั้งหมดที่ได้ออกมาเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้ในทุกสถานะตั้งแต่ขั้นปกติไปจนถึงถูกฟ้องบังคับคดีเพื่อช่วยลูกหนี้ทั้งระยะสั้นและระยะยาวให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้

ที่ผ่านมา ธปท. ได้ดูแลช่วยเหลือลูกหนี้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ  โดยเริ่มตั้งแต่ให้ความรู้ ออกกฎเกณฑ์ควบคุมดูแล ไปจนถึงสร้างช่องทางแก้ปัญหาเมื่อเกิดหนี้ขึ้นแล้ว เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ให้ครอบคลุมในทุกช่วง”


ช่วยลูกหนี้แล้วกว่า 4.9 ล้านบัญชี

เผย 4 แนวทางแก้หนี้อย่างยั่งยืน

นางธัญญนิตย์ กล่าวต่อถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ข้อมูลล่าสุด ณ พ.ค. 64 พบว่า มีลูกหนี้ทีได้รับการช่วยเหลือแล้ว 4.9 ล้านบัญชี มูลค่า 3.2 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อรายใหญ่  2,060 ราย มูลค่า 0.6 ล้านล้านบาท สินเชื่อ SMEs 0.5 ล้านราย มูลค่า 1.0 ล้านล้านบาท และสินเชื่อรายย่อย 4.4 ล้านบัญชี 1.6 ล้านล้านบาท

โดยลำดับการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย แบ่งเป็น บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล 3.4 ล้านบัญชี มูลค่า 0.8 ล้านล้านบาท สินเชื่อบ้าน 0.5 ล้านบัญชี 0.6 ล้านล้านบาท และ สินเชื่อเช่าซื้อ 0.4 ล้านบัญชี มูลค่า 0.2 ล้านล้านบาท


อย่างไรก็ตามในอนาคตธปท. มีแผนในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง โดยได้กำหนด 4 แนวทางเพื่อจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ได้แก่

  1. พัฒนาโครงสร้างระบบข้อมูลเครดิตให้ครบถ้วน โดยนำเจ้าหนี้ที่ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบข้อมูลเครดิต เช่นสหกรณ์ ให้เข้าสู่ระบบ
  2. สนับสนุนให้เจ้าหนี้เน้นให้สินเชื่อที่รับผิดชอบและเป็นธรรม ไม่ทำให้ลูกหนี้มีหนี้เกินตัว
  3. ให้ความรู้ทางการเงินกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ให้คำแนะนำการจัดการหนี้อย่างถูกต้อง
  4. ส่งเสริมให้มีช่องทางการกู้ยืมอย่างเหมาะสม สร้างช่องทางการกู้ยืมใหม่ เช่น Peer-to-peer lending

นอกจากนี้ในอนาคตธปท. ยังได้วางเป้าหมายแก้หนี้ที่อยู่นอกการกำกับของธปท. เช่น หนี้สหกรณ์ หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) และหนี้เกษตรกร โดยการแก้หนี้ในกลุ่มนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานโดยคาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนในเร็วๆ นี้

นางธัญญนิตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาหนี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ โดยต้องใช้มาตรการที่ตรงจุด เร่งสะสางหนี้ในปัจจุบันและป้องกันการเกิดหนี้ในอนาคต เนื่องจากปัญหาหนี้หากไม่ได้รับการแก้ไขอาจส่งผลกระทบต่อเจ้าหนี้และจะส่งผลต่อการบริโภคของประชาชนได้ในอนาคต

มาตรการที่ธปท. ออกมาเพื่อเร่งแก้หนี้ไม่ใช่ทุกคนต้องทำตามแต่เป็นการสร้างทางเลือกให้ลูกหนี้ในทุกระยะให้สามารถเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเองได้”