NEWS UPDATE • BANKING

UOB ขึ้นแท่น TOP 3 ธุรกิจบัตรเครดิตในไทย หลังซื้อพอร์ตรายย่อย CITI มูลค่า 1.2 แสนลบ. โบรกมองไม่สะเทือนกลุ่มแบงก์

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 65 ธนาคารในเครือของกลุ่มธนาคารยูโอบี ได้ทำข้อตกลงเพื่อเข้าซื้อกิจการลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป ซึ่งรวมถึงสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันและมีหลักประกัน ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และธุรกิจเงินฝากรายย่อย (ธุรกิจลูกค้ารายย่อย) ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม (การเสนอซื้อกิจการ) และรวมไปถึงพนักงานธุรกิจลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ป ธุรกิจลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ปมีสินทรัพย์สุทธิรวมทั้งสิ้นประมาณ4,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์  ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2564  การซื้อกิจการซิตี้กรุ๊ปใน 4 ประเทศครั้งนี้มีมูลค่ารวม  120,000 ล้านบาท โดยเป็นค่าพรีเมียมรวมอยู่ที่ 22,000 ล้านบาท และได้ฐานลูกค้าราว 2.4 ล้านราย ซึ่งจะเพิ่มฐานลูกค้าเป็น 5.3 ล้านราย



นายวี อี เชียง รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า “การซื้อกิจการลูกค้ารายย่อยของซิตี้กรุ๊ปใน 4 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม นับเป็นโอกาสครั้งใหญ่ที่มาถึงในเวลาที่เหมาะสม ยูโอบีเชื่อในศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเรามีวินัยและอดทนรอในการเสาะหาโอกาสที่ใช่เพื่อการเติบโตทางธุรกิจ ในระหว่างการรอความเห็นชอบจากหน่วยงานกำกับดูแลธนาคาร มุ่งหวังที่จะโอนย้ายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจที่มีคุณภาพของซิตี้กรุ๊ป และเตรียมต้อนรับทีมงาน รวมถึงสร้างคุณค่าให้กับฐานลูกค้า พนักงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ของเราที่ขยายใหญ่ขึ้น


 ในส่วนของประเทศไทย การควบรวมธุรกิจลูกค้ารายย่อยจาก ซิตี้กรุ๊ป ในไทยเข้ามาจะช่วยเสริมศักยภาพให้กับ UOB ให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น โดยสัดส่วนธุรกรรมที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ธุรกิจในประเทศไทยเป็นสัดส่วนที่มีนัยยะสำคัญ สะท้อนจากฐานลูกค้าที่ได้จากการซื้อกิจการในครั้งนี้รายประเทศ สำหรับประเทศไทยอยู่ที่ 1.1 ล้านรายรวมเป็น 2.4 ล้านราย ทำให้ธุรกิจรายย่อยของ UOB ขยับขึ้นเป็นอันดับ 6 และ ธุรกิจบัตรเครดิตขยับขึ้นเป็นอันดับ 3 ในประเทศไทย ซึ่งจะใช้ศักยภาพจากธุรกิจนี้ขายข้ามผลิตภัณฑ์ต่อยอดไปยังสินเชื่อและบริการด้านอื่นๆต่อไป


"ธุรกิจรายย่อยในไทยยอมรับว่ามีการแข่งขันที่สูงและรุนแรง แต่เรายังมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเติบโตได้ดี การที่รวมพอร์ตลูกค้ารายย่อยจาก citi ในไทยเข้ามาถือว่าเราได้ลูกค้าที่มีคุณภาพ และมีฐานลูกค้าที่ได้เข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้เราสามารถขยายขนาดธุรกิจในไทยให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น ไทยเป็นประเทศที่มีฐานลูกค้าและคุณภาพของลูกค้าที่ดีมากที่สุด ทำให้เราค่อนข้างพอใจ ซึ่งเชื่อว่าการซื้อพอร์ตในไทยจะเป็น 1+1 ที่ได้มากกว่า 2 แน่นอน"





สำหรับไทม์ไลน์ของการรวมกิจการจากซิตี๊กรุ๊ปทั้งพอร์ตและพนักงานคาดว่า ประเทศไทยและมาเลเซียจะสามารถโอนย้ายพอร์ตเสร็จในไตรมาส 2 ของปี 2566 ทำให้ลูกค้าที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ของซิตี้จะกลายเป็นลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของยูโอบี  ตามมาด้วยอินโดนีเซียนในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 ส่วนเวียดนามคาดว่าจะเสร็จในไตรมาส 1 ปี 2567 โดยย้ำว่าจะไม่มีการปลดพนักงานเพราะพนักงานเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณค่าสำหรับธุรกิจ



อย่างไรก็ดีการเข้าซื้อพอร์ตรายย่อยของ citi group ทั้ง 4 ประเทศดังกล่าวเพื่อเสริมศักยภาพในการสร้างเครือข่ายในภูมิภาคอาเซียนให้แข็งแกร่งมากขึ้น และเชื่อมโยงเครือข่ายของลูกค้าในอาเซียนเข้าด้วยกัน รวมถึงการเชื่อมโยงบริการที่เป็น Tradional Bank และ Digital Bank รวมถึงเห็นโอกาสการขยายตลาดในอาเซียนมากขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมของอาเซียนที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ดีหลังจากผ่านการแพร่ระบาดโควิด-19 ไปแล้ว จากการค้าและการลงทุนต่างๆที่จะเกิดขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะในเวียดนามมีโอกาสการเติบโตในระยะยาวที่ดี อีกทั้งยังทำให้อัตราส่วนผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของ UOB เพิ่มเป็นมากกว่า 13% ในปี 66



โบรกมองไม่สะเทือนหุ้นกลุ่มแบงก์ - สินเชื่อ

นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (บล.) กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการรายย่อยของซิตี้กรุ๊ปของกลุ่มธนาคารยูโอบีถือว่าสมเหตุสมผลเป็นการซื้อในระดับภูมิภาคตามนโยบายของซิตี้กรุ๊ปที่ต้องการจะออกจากตลาดในภูมิภาคนี้ และมองว่าไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยยะสำคัญต่อผู้เล่นในประเทศไทย โดยพอร์ตของซิตี้แบงก์มีส่วนแบ่งราว 9 % ของตลาด ขณะที่ยูโอบีมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ดังนั้นการรวมพอร์ตของสองธนาคารในประเทศไทยทำให้มีนัยยะสำคัญมากขึ้นแต่ไม่ถึงกับก้าวกระโดดข้ามธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทยไปได้

“ประเมินว่าเป็นดีลกลางๆมีผลต่อกลุ่มธนาคารและกลุ่มบัตรเครดิตและสินเชื่อค่อนข้างจำกัด ด้วยขนาดไม่ได้มีนัยยะมากนัก ไม่กระทบกลุ่มแบงก์และกลุ่มลูกค้าของสองธนาคารที่เป็นกลุ่มค่อนกลางไปถึงระดับบนจึงไม่กระทบหุ้นของบริษัทที่ทำบัตรเครดิตและสินเชื่อ”

 

ซิตี้เชื่อเป็นผลดีต่อลูกค้า

นายปีเตอร์ บาเบจ ซีอีโอประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า "เรารู้สึกยินดีที่จะประกาศการทำธุรกรรมนี้กับยูโอบี ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เรามั่นใจว่ายูโอบี มีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งและมีความต้องการในการเติบโตในระดับภูมิภาค พร้อมที่จะมอบโอกาสที่ดีในการทำงานแก่พนักงานในกลุ่มธุรกิจธนาคารลูกค้าบุคคลของเราในประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ในขณะเดียวกันเรามีความมุ่งมั่นในการนำเงินทุนที่เกิดจากการทำธุรกรรมนี้ไปใช้ในพื้นที่เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของเรา รวมถึงเครือข่ายสถาบันของเราทั่วเอเชียแปซิฟิก เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจและสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดสำหรับซิตี้"

  “การขายธุรกิจธนาคารกลุ่มลูกค้าบุคคลใน 4 ประเทศนี้ ควบคู่ไปกับการทำธุรกรรมที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นของเราในการดำเนินการตามกลยุทธ์ที่ได้วางไว้ เรามุ่งมั่นในการทำงานเพื่อผลประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น โดยมุ่งเน้นทรัพยากรไปยังธุรกิจที่สามารถสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าที่จะคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต

นายทีบอร์ พานดิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ซิตี้ ประเทศไทย กล่าวว่า "ธุรกรรมนี้เป็นผลดีต่อลูกค้า เพื่อนร่วมงาน และองค์กรของเรา ซิตี้มุ่งมั่นที่จะทำให้ธุรกรรมนี้เป็นไปอย่างราบรื่น และในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในการให้บริการแก่ลูกค้าธนาคารกลุ่มลูกค้าบุคคลและลูกค้ากลุ่มบริหารความมั่งคั่ง (wealth management) ของเรา ทั้งนี้ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับซิตี้ เราดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ และเรายังคงมุ่งมั่นและมุ่งเน้นให้บริการลูกค้าสถาบันทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และทั่วโลก

ยูโอบี ได้รับการคัดเลือกจากซิตี้ตามขั้นตอนการประกวดราคาที่เปิดกว้างและแข่งขันได้ ซิตี้มุ่งมั่นที่จะทำให้ธุรกรรมนี้เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ธุรกรรมการขายในแต่ละประเทศจะเสร็จสมบูรณ์เมื่อใดนั้นไม่ขึ้นต่อกัน หากขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการอนุมัติด้านกฎระเบียบและเงื่อนไขของประเทศนั้น ๆ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2565 ถึงต้นปี 2567 ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าและผลของกระบวนการอนุมัติด้านกฎระเบียบ


UOB เข้าซื้อกิจการลูกค้ารายย่อย Citigroup ในอินโดฯ ไทย มาเลเซีย เวียดนาม มูลค่า 4.9 พันล้านดอลล์

หุ้น UOBKH ซิลลิ่ง 8.95 บาท รับข่าวยูโอบีคว้าพอร์ตรายย่อยซิตี้กรุ๊ป