NEWS UPDATE • ECONOMIC

"เปิดเศรษฐกิจ 2022" ธปท.เผย 3 ปัจจัยบวกหนุนจีดีพีโต 3.4% ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อม 2 โลกการลงทุน

เปิดเศรษฐกิจ 2022

ธปท.เผย 3 ปัจจัยบวกหนุนจีดีพีโต 3.4%

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อม 2 โลกการลงทุน


ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยปี 2565 ฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดจีดีพีโต 3.4% จาก 3 ปัจจัยบวก คือ สถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ดีขึ้นจากการกระจายวัคซีนที่คืบหน้า การคลายมาตรการ Lockdown และการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ชี้ธนาคารต้องตระหนักถึงความเพียงพอของเงินกองทุนและเงินสำรองเพื่อให้รองรับความเสี่ยงทุกรูปแบบ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลาดหลักทรัพย์ฯ วางบทบาทเป็นตัวเชื่อม 2 โลกการลงทุน “ตลาดทุนแบบดั้งเดิม & สินทรัพย์ดิจิทัล” พร้อมหนุนสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอีใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางระดมทุน

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2563 ยังคงส่งผลต่อเนื่องมาในปี 2564 ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะการกลายพันธุ์ของไวรัสโอมิครอนที่อาจจะทำให้ปัญหายืดเยื้อออกไปอีกจนทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจช้ากว่าที่คาดการณ์ สำหรับในปี 2565 วารสารการเงินธนาคาร ได้สัมภาษณ์พิเศษ 2 ขุนพลตลาดเงินและตลาดทุนไทย ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อฉายภาพเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ทั้งในตลาดเงินและตลาดทุนไทย

 


ธปท.คาดจีดีพีปี 65 ขยายตัว 3.4%

จับตาการระบาดสายพันธุ์ Omicron

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยกับ “การเงินธนาคาร” ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2565 คาดว่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2564 โดยมีปัจจัยบวก ได้แก่ สถานการณ์การระบาดของ โควิด 19 ในประเทศปรับดีขึ้นจากการกระจายวัคซีนที่คืบหน้าต่อเนื่อง การคลายมาตรการ Lockdown และการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทำให้การบริโภคภาคเอกชนจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี ขณะที่การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเห็นชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีเป็นต้นไป

อย่างไรก็ดี สถานการณ์การแพร่ระบาดของสายพันธุ์ Omicron ที่เริ่มเห็นผลกระทบในต่างประเทศแล้ว คาดว่าจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นในช่วงแรกของปี ซึ่งเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีจำนวนไม่มาก และด้วยความรุนแรงของอาการที่คาดว่าน้อยกว่าสายพันธุ์ที่ผ่านมา ทำให้คาดว่าหากบริหารจัดการการระบาดได้ทันท่วงทีและการฉีดวัคซีนทำได้ต่อเนื่อง จะทำให้โอกาสที่จะกลับมาใช้มาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีน้อย ซึ่งจะช่วยให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก

ขณะที่แรงส่งของภาคการคลังคาดว่าจะแผ่วลงตามมาตรการภาครัฐที่ทยอยครบกำหนด และการส่งออกอาจชะลอลงบ้างตามเศรษฐกิจคู่ค้า ทำให้ ธปท. คาดการณ์ จีดีพี ปี 2565 ล่าสุดไว้ที่ 3.4% ลดลงจากที่คาดไว้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบเดือนกันยายน 2564 ที่ 3.9%

“การแพร่ระบาดของ Omicron ยังเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม โดยหากบริหารจัดการได้ทันท่วงทีจะทำให้โอกาสที่จะกลับมาใช้มาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีน้อย ซึ่งจะช่วยให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่สูงนัก แต่หากกระจายเป็นวงกว้างกว่าที่คาด จนทำให้หลายประเทศจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ รวมถึงไทยต้องยกระดับมาตรการควบคุมการระบาด จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศ รวมทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตน้อยกว่าที่คาดไว้”

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวต่อว่า สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไปจะยังเป็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นหลัก เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในระยะข้างหน้า คาดว่าจะยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% ได้

โดยล่าสุด กนง. ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อปี 2565 จะอยู่ที่ 1.7% และจะอยู่ที่ 1.4% ในปี 2566 เนื่องจาก 1. การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันเป็นผลชั่วคราวจากราคาพลังงานโลกและการขาดแคลนปัจจัยการผลิตในหลายประเทศ ซึ่งคาดว่าจะคลี่คลายในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 2. การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นมายังเงินเฟ้อของไทยยังทำได้ไม่มาก ส่วนหนึ่งจากกลไกพยุงราคาของกองทุนน้ำมัน และกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเพิ่งเริ่มฟื้นตัวต่างจากประเทศอื่นที่ฟื้นตัวไปแล้วก่อนหน้าขณะที่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงินยังอยู่ในระดับต่ำ

“ในระยะข้างหน้าหากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยไปได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุดลงจากการระบาดของ Omicron รวมทั้งหากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบเป้าหมาย ก็น่าจะเป็นสภาวะที่เหมาะสมในการพิจารณาลดความผ่อนคลายของนโยบายการเงินลงได้ ขณะที่หากเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนสูงในปัจจุบันส่งผลต่อเนื่องหรือมี second-round effect ไปยังค่าจ้าง และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ จนเห็นอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มต่อเนื่องและเงินเฟ้อคาดการณ์เพิ่มสูงกว่ากรอบเป้าหมาย ก็จะนำไปสู่การปรับนโยบายที่เร็วขึ้นหรือมากขึ้นได้”

 

ชี้แนวทางแก้หนี้ครัวเรือนหลังโควิด

ต้องทำแบบองค์รวมควบคู่ฟื้นฟูรายได้

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า วิกฤติโควิด 19 ส่งผลกระทบรุนแรงและยืดเยื้อต่อเศรษฐกิจและรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในภาคบริการและกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ได้รับผลโดยตรงจากมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งนอกจากจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงแล้ว ยังทำให้ครัวเรือนต้องการกู้ยืมเพิ่มเติมเพื่อใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภค

 โดยตั้งแต่มีการระบาดของโควิด 19 เป็นต้นมา การกู้ยืมของรายย่อยจากสถาบันการเงินต่างๆ เพิ่มขึ้นเกือบ 6% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้าน และเมื่อรวมกับจีดีพี ที่ลดลงด้วย ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิด 19 ซึ่งอยู่ที่ 79.8% ไปสู่ระดับ 90.6% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพี ปัจจุบัน ณ ไตรมาส 2 ปี 2564 อยู่ที่ 89.3%

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธปท. ติดตามสถานการณ์และมีมาตรการช่วยบรรเทาภาระหนี้ ตั้งแต่การพักหนี้ให้ในวงกว้างในช่วงแรกของการระบาด ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการพักหนี้อย่างตรงจุดให้กับลูกหนี้ที่เดือดร้อน และเมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อ ธปท. จึงปรับการช่วยเหลือลูกหนี้ให้เป็นแบบระยะยาวขึ้นและสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ในแต่ละช่วงเวลาภายใต้มาตรการแก้หนี้ระยะยาว

โดยให้แรงจูงใจแก่สถาบันการเงินในการช่วยลูกหนี้มากขึ้นกว่าการขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไป เนื่องจากลูกหนี้จะยังมีภาระต้องชำระในอนาคต โดยในช่วงต้นสามารถให้ลูกหนี้ผ่อนชำระได้ต่ำสอดคล้องกับรายได้ที่ยังไม่กลับมาปกติได้ ก่อนทยอยจ่ายเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ธปท.ยังมีมาตรการสนับสนุนการ Refinance และการรวมหนี้ (Debt Consolidation) สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน เพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ ส่วนกรณีลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง มีปัญหาในการชำระหนี้ ก็ได้จัดให้มีช่องทางแก้หนี้ผ่านคลินิกแก้หนี้ และโครงการไกล่เกลี่ยหนี้ เพื่อแก้หนี้แบบเบ็ดเสร็จ และมีแนวทางแก้หนี้ที่เป็นมาตรฐาน

“หากมองภาพหลังโควิด 19 ที่เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนต้องทำแบบองค์รวม ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ และต้องแก้ตั้งแต่ก่อนเป็นหนี้จนถึงหลังเป็นหนี้ นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปและต้องอาศัยการขับเคลื่อนของทุกฝ่ายคือ การเร่งฟื้นฟูรายได้ของครัวเรือนให้ได้อย่างยั่งยืนผ่านการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและธุรกิจ เพื่อให้ครัวเรือนสามารถหลุดพ้นจากกับดักหนี้ได้ในที่สุด”

 

โควิด 19 ปัจจัยเร่งภาคธนาคาร

ปรับรูปแบบธุรกิจเข้าสู่โลกดิจิทัล

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวว่า การระบาดของโควิด 19 ทำให้ธนาคารต้องปรับตัวรับกับกระแสดิจิทัลเร็วขึ้น โดยในช่วงนี้จะเห็นภาคธนาคารปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล ได้แก่

        1. การพัฒนาช่องทางการให้บริการมาเป็นดิจิทัลมากขึ้น เห็นได้จากปริมาณธุรกรรม e-payment ช่วงก่อนโควิดอยู่ที่ 135 ครั้งต่อคนต่อปี ล่าสุดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 291 ครั้งต่อคนต่อปี หรือโตเกือบ 116% ส่วนปริมาณการโอนเงินผ่าน Internet และ Mobile Banking จากปี 2562 อยู่ที่ 5,600 ล้านรายการ และล่าสุดเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่ามาอยู่ที่ 12,700 ล้านรายการ

        โดยยังได้ช่วยลดต้นทุนการดำเนินการของธนาคารลงได้ด้วย สะท้อนจากยอดการปิดสาขาที่มีมากขึ้น โดยตั้งแต่สิ้นปี 2562 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2564 สาขาและจุดให้บริการของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบปรับลดลง 700 แห่ง จากช่วงก่อนโควิดที่มีการปิดสาขาปีละประมาณ 90 แห่งเท่านั้น

       2. การใช้ประโยชน์จากดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะข้อมูลใหม่ๆ ผ่านการร่วมทุนกับธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) เช่น ธุรกิจดิลิเวอรี่ อีคอมเมิร์ซ ฟินเทคสตาร์ตอัพ เพื่อนำข้อมูลลูกค้าไปใช้ประโยชน์ในการต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้หลากหลาย อีกทั้งยังช่วยให้ลูกค้าทั้งรายย่อยและ SMEs มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นจากข้อมูลทางเลือกอื่นๆ เพื่อประกอบการขอสินเชื่อ

        นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างธนาคารด้วยกัน ตัวอย่างล่าสุด คือ โครงการ Digital Supply Chain Finance เพื่ออำนวยความสะดวกในการตรวจสอบเอกสารให้แก่ลูกค้าในการให้สินเชื่อและลดต้นทุนการบริหารจัดการของธนาคารเอง

       3. การปรับโครงสร้างธุรกิจให้ยืดหยุ่นเหมาะกับโลกดิจิทัล เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าที่หลากหลายและแข่งขันได้มากขึ้น บางธนาคารมีการจัดตั้งบริษัทใหม่แยกจากธนาคารพาณิชย์ดั้งเดิม บางรายปรับโครงสร้างด้วยการแยกธุรกิจการเงินที่อยู่ในธนาคารออกมาเป็นบริษัทย่อย เพื่อพัฒนาการให้บริการทางการเงินได้คล่องตัวและรองรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้าภายใต้กระแสดิจิทัลได้ทันการณ์มากขึ้น

ทั้งนี้ ไม่ว่าธนาคารจะปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปอย่างไร ที่สำคัญคือ วิกฤติโควิด 19 ทำให้ทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงความสำคัญของการมีเงินกองทุนและเงินสำรอง (Buffer) ที่เพียงพอ เพื่อให้ฐานะการเงินของธนาคารแข็งแกร่ง สามารถรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นฉับพลันหรือไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนได้ โดยไม่กลายเป็น Shock Amplifier จนกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจการเงินโดยรวม

“โควิด 19 ทำให้เราเห็นว่าธนาคารต้องปรับตัวเข้าสู่กระแสดิจิทัลเร็วขึ้น หลักๆ มาจากการปรับพฤติกรรมสู่รูปแบบ Contactless ที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น นอกจากนี้ การที่ภาครัฐเองหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ เช่น แอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ในการดำเนินโครงการหรือให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิดยิ่งทำให้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแพร่หลายเป็นวงกว้างขึ้น”

 

พร้อมพัฒนาภาคการเงินไทย

ให้สอดรับกับกระแสดิจิทัล

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวว่า กระแสดิจิทัลที่มาเร็วและแรงขึ้นถือเป็นความท้าทายทั้งต่อสถาบันการเงินและภาคการเงินโดยรวมที่ต้องปรับตัวทั้งด้านกลยุทธ์หรือรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับโอกาสและสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลได้อย่างเต็มที่

โดยในมุมของผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินอย่าง ธปท. ก็ต้องปรับตัวให้เท่าทันกับภูมิทัศน์การเงินดิจิทัลเช่นกัน เพราะต่อไปภาคการเงินจะมีผู้ให้บริการที่หลากหลายขึ้น ทั้งผู้เล่นหน้าใหม่ ข้ามชาติ หรือผู้เล่นที่อยู่นอกภาคการเงิน รวมถึงผู้เล่นที่ไม่เห็นหน้าตาอย่างผู้เล่นในระบบ Decentralized Finance (DeFi) หรือระบบการเงินรูปแบบใหม่แบบที่ไม่ต้องมีตัวกลางโดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งแนวทางการกำกับดูแลของ ธปท. ยังคงยึดหลักการดำเนินพันธกิจเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คือ

        1. ดูแลระบบการเงินให้มีเสถียรภาพและสามารถรองรับความเสี่ยงต่างๆ ได้ การทำงานของระบบ ในภาพรวมไม่สะดุด และลดโอกาสที่จะส่งผ่านผลกระทบไปยังธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง

        2. ดูแลความมั่นคงปลอดภัย (Safety and Soundness) ของระบบการเงิน ต่อความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ

        3. คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ทั้งผู้ฝากเงินรวมถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะในโลกดิจิทัลที่อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากทั้งภัยไซเบอร์ การหลอกลวง รวมทั้งข้อมูลรั่วไหล และที่สำคัญคือ ดูแลการนำข้อมูลผู้บริโภคไปใช้ และผู้บริโภคต้องมีสิทธิรับรู้ข้อมูลและความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์หรือบริการต่างๆ

ดร.เศรษฐพุฒิกล่าวต่อว่า เพื่อให้การกำกับดูแลสอดรับกับวิวัฒนาการทางการเงินที่เปลี่ยนไป และให้ภาคการเงินและผู้ใช้บริการทางการเงินสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมทางการเงินภายใต้กระแสดิจิทัลได้เต็มที่ ธปท.จะส่งเสริมการพัฒนาระบบการเงินของไทยผ่าน 3 มิติสำคัญคือ

       1. Open Competition หรือการเปิดกว้างในการแข่งขัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมให้ผู้เล่นใหม่และผู้เล่นเดิมสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมและเหมาะสมกับความเสี่ยง เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการเป็นสำคัญ

       2. Open Data หรือการเปิดกว้างด้านข้อมูล ในการผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างสถาบันการเงิน หรือทั้งในและนอกภาคการเงิน เพื่อให้ลูกค้าใช้บริการได้สะดวกขึ้น ลดต้นทุน และยังมี digital footprint ช่วยในการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น

       3. Open Infrastructure หรือการเปิดให้เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานกลางที่จำเป็นต่อการพัฒนาบริการทางการเงินแบบดิจิทัล โดยผู้ให้บริการที่หลากหลายสามารถเชื่อมต่อและมาใช้งานได้ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกบริการดิจิทัลมากขึ้น

“ธปท. ต้องดูแลสมดุลของการส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมทางการเงินที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการและระบบเศรษฐกิจการเงิน และการบริหารความเสี่ยงที่จะตามมาจากนวัตกรรมใหม่ๆ เพราะต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีดิจิทัลมี Network Effect ค่อนข้างสูง สามารถส่งผลกระทบในวงกว้างและลุกลามได้เร็ว เพื่อให้ภาคการเงินไทยพัฒนาประสิทธิภาพและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนและทั่วถึงในอนาคต

 

เดินหน้าพัฒนา Retail CBDC

เตรียมทดสอบใช้ในวงจำกัดภายในปี 65

ดร.เศรษฐพุฒิยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าการพัฒนา Central Bank Digital Currency (CBDC) ว่า ที่ผ่านมา ธปท.ได้พัฒนาโครงการ CBDC อย่างต่อเนื่องเริ่มตั้งแต่ปี 2561 ในโครงการอินทนนท์ ที่เป็นการพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลางสำหรับการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน โดยนำเทคโนโลยี DLT หรือ Distributed Ledger Technology มาเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ซึ่งโครงการอินทนนท์นั้นถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนา CBDC ในปัจจุบัน

ในส่วนของการพัฒนา CBDC สำหรับการทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงิน (Wholesale CBDC) เพื่อการโอนเงินระหว่างประเทศที่เป็น Pain Point สำคัญของระบบการเงินไทย เนื่องจากต้นทุนที่ยังสูง ธปท. ได้ร่วมกับธนาคารกลางและองค์กรระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการ Multiple Currency CBDC Bridge หรือ mCBDC Bridge ในการทดลองสร้างระบบที่สถาบันการเงินของแต่ละประเทศเชื่อมโยงกันได้โดยตรงตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องมีตัวกลาง (Corresponding Bank) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านต่างๆ และต้นทุนได้

สำหรับธุรกรรมรายย่อยของภาคธุรกิจและประชาชน (Retail CBDC) อาจพูดได้ว่า Pain Point ในเรื่องนี้ยังมีไม่มาก เนื่องจากระบบการชำระเงินที่ให้บริการประชาชนอยู่ในปัจจุบันมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำอยู่แล้ว สะท้อนจากยอดผู้ใช้งานและจำนวนบัญชีพร้อมเพย์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันพร้อมเพย์มีจำนวนผู้ลงทะเบียนแล้ว 67.5 ล้านหมายเลข (ID) มียอดการโอนเงินเฉลี่ย 35 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่าธุรกรรมเฉลี่ยเกือบแสนล้านบาทต่อวัน

 ดังนั้น กรณี Retail CBDC ของไทย จึงจะเน้นการเรียนรู้และเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการต่อยอดนวัตกรรมทางการเงินเพื่อเพิ่มความสะดวกและลดต้นทุนของภาคธุรกิจและประชาชนในระยะข้างหน้า โดยคาดว่าจะเตรียมทดสอบการใช้ CBDC กับภาคประชาชนเบื้องต้นในวงจำกัดได้ภายในปี 2565

 


เศรษฐกิจปี 65 สัญญาณดี วัคซีนทั่วถึง

มาตรการกระตุ้นภาครัฐ-บจ.ผลงานแกร่ง

ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “การเงินธนาคาร” ถึงทิศทางเศรษฐกิจและแนวโน้มการลงทุนในปี 2565 โดยคาดว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงปรับตัวผันผวนค่อนข้างมาก เนื่องจากอยู่ในจุดเปลี่ยนของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกจากระดับต่ำไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ซึ่งหลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตอันใกล้นี้ หลังจากเกิดภาวะเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตรวดเร็วขึ้น และจากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มเห็นการฟื้นตัวมากขึ้นในปี 2565 คาดว่าจะช่วยผลักดันให้หลายอุตสาหกรรมฟื้นตัว นอกเหนือจากกลุ่มส่งออกที่ในปี 2564 มีสัญญาณฟื้นตัวมากขึ้นตามทิศทางของภาวะเศรษฐกิจ

ดร.ภากรกล่าวว่า ปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโต คือ การกระจายวัคซีนที่จะช่วยให้ความรุนแรงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 บรรเทาลงรวมถึงการบริหารจัดการของภาครัฐ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะออกมาในปี 2565 คาดว่าจะประคองสถานการณ์เศรษฐกิจและความเชื่อมั่นได้

“ภาคธุรกิจไทยมีความแข็งแกร่ง อีกทั้งบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย (บจ.) ได้ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศค่อนข้างมาก คาดว่าจะเป็นอีกแรงหนุนที่ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตต่อเนื่องได้ โดยจะเห็นได้จากรายได้และกำไรในปี 2564 ที่อยู่ในทิศทางที่ดี ดังนั้นหากสถานการณ์ความไม่แน่นอนผ่านพ้นไปแล้ว เชื่อว่าผลการดำเนินงานของภาคธุรกิจจะสามารถฟื้นตัวได้เร็ว”

ดร.ภากรกล่าวว่า สำหรับปี 2564 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวแบบ K-Shape มีทั้งภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว และบางอุตสาหกรรมที่ยังไม่ฟื้นตัว สำหรับอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว ได้แก่ ภาคเทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรและอาหาร เนื่องจากมีสัดส่วนการส่งออกค่อนข้างสูง ส่วนอุตสาหกรรมที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ได้แก่ ภาคการเงิน ธนาคารพาณิชย์ ประกัน อสังหาริมทรัพย์ สินค้าอุปโภคบริโภค ภาคทรัพยากร ซึ่งกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับการบริโภคในประเทศที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เช่น กลุ่มโรงแรม กลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าในปี 2565 จะเริ่มมีการฟื้นตัวได้ดีขึ้นหลังจากมีการฉีดวัคซีนได้มากขึ้น

อีกทั้งในต่างประเทศเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ดีขึ้น เห็นได้จากสัญญาณการปรับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นของธนาคารกลางในหลายประเทศ ซึ่งขึ้นอยู่กับความไม่แน่นอนของเชื้อโควิดด้วย หากในอนาคตมีเชื้อใหม่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในวงกว้างแบบที่ผ่านมาไม่เพียงในประเทศ แต่จะส่งผลกระทบไปยังต่างประเทศด้วย ซึ่งต้องมีวิธีการรับมือการทำงานให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจในขณะนั้นด้วย อาจจะทำให้เห็นโอกาสของธุรกิจใหม่ๆ ในการเติบโตได้อีกด้วย

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมสนับสนุน

ธุรกิจ New S-curve เข้าระดมทุน

ดร.ภากรยังกล่าวอีกว่า ในช่วงที่ผ่านมา พฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนเปลี่ยนแปลงไป เช่น นักลงทุนต้องการไปลงทุนในตลาดทุนต่างประเทศมากขึ้น อีกทั้งผู้ระดมทุนมีธุรกิจและขนาดของธุรกิจที่หลากหลาย โดยมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และสตาร์ตอัพ สนใจที่จะใช้ตลาดทุนเป็นตัวกลางให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น เมื่อสินค้าในตลาดทุนมีความหลากหลายส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศสนใจเข้ามาลงทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สนับสนุนภาคธุรกิจใหม่ (New S-curve) ให้เข้ามาระดมทุนมากขึ้นทั้งธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ มีการสนับสนุนให้นักลงทุนไทยสามารถกระจายการลงทุนไปต่างประเทศได้ง่ายขึ้นด้วย

อีกทั้งนักลงทุนต้องการก้าวเข้าไปในโลก Digital มากขึ้น เพื่อให้ในอนาคตมีการให้บริการทางการเงินในรูปแบบดิจิทัลที่กว้างขวางมากขึ้น และส่งเสริมบริษัทจดทะเบียนที่ให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งทั้งหมดนี้ได้เข้าไปรวมอยู่ในแผนงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2565 ด้วย

 

เผยแผนงานปี 65 กับความท้าทาย

ในยุคการลงทุนที่ไร้พรมแดน

ดร.ภากรกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone” โดยทำงานเพื่อตอบโจทย์ สร้างประโยชน์ให้ผู้เกี่ยวข้อง ขยายสู่กลุ่มใหม่ให้กว้างขึ้น รองรับโอกาสใหม่ในอนาคต รวมถึงเตรียมความพร้อมในการรองรับการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกดิจิทัล (Digital Disruption) และพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการบริการที่ดียิ่งขึ้น โดยมีแผนงานที่วางไว้ในปี 2565 ดังนี้

       1. Live Platform โดยตลาดหลักทรัพย์ฯได้กับร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเพิ่มช่องทางการระดมทุนดังกล่าวผ่าน Live Platform ให้บริษัทที่เป็น SME Startup หรือ New Economy ที่มีการเติบโตเข้ามาระดมทุนในตลาดทุนไทย คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปี 2565 เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ทั้งวิธีการจัดตั้งบริษัท วิธีการลงบัญชี หรือการดำเนินการทางกฎหมาย เป็นต้น รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้นักลงทุนสามารถเข้ามาต่อยอดลงทุนได้ในอนาคต

        2. LiVE Exchange โดยหวังเป็นช่องทางระดมทุนให้บริษัทที่เริ่มเติบโตและมีข้อมูลเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้นักลงทุนที่เป็นนักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนที่มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอสามารถเข้ามาลงทุน รวมถึงสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือบนกระดานได้ โดยเชื่อว่าโครงการนี้จะสนับสนุนให้บริษัทขนาดเล็ก และนักลงทุนที่สนใจสามารถมาพบกันเพื่อสร้างธุรกิจและระบบเศรษฐกิจใหม่ๆ

       3. กระแสการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ที่นักลงทุนมีแนวโน้มออกไปลงทุนในตลาดสินทรัพย์ประเภทใหม่นี้มากขึ้น ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องมีผลิตภัณฑ์ลงทุนที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่สนใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ให้ลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯหรือลงทุนในประเทศไทยได้

       4. ปรับตัวสู่ดิจิทัล ทั้งนี้จาก Digital Disruption เข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ โดยการทำธุรกิจในปัจจุบัน หากทำในรูปแบบเดิม ตัวอย่างเช่น การซื้อขายสินค้าแบบพบหน้ากัน จะส่งผลให้การดำเนินธุรกิจทำได้ช้าและครอบคลุมได้น้อยกว่าการให้บริการทั้งในรูปแบบอนาล็อกตามสถานที่ต่างๆ และรูปแบบดิจิทัล ซึ่งเป็นอีกหนึ่งข้อสำคัญที่ตลาดทุนไทยจะต้องปรับตัวสู่ดิจิทัล

      ทั้งนี้ ในอนาคตการให้บริการทางการเงินทุกอย่างจะต้องอยู่ในรูปแบบดิจิทัล ทั้งการเปิดบัญชี การรู้จักตัวตนลูกค้า (KYC) หรือการประเมินความเสี่ยงลูกค้า (Suitability Test) เป็นต้น เช่นเดียวกับการ ทำธุรกิจควรจัดทำผ่านช่องทางออนไลน์ อย่างไรก็ดี โลกดิจิทัลมาพร้อมกับความท้าทายในการกำกับดูแล และภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Threats) ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน

       5. คำนึงถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG) รวมถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ซึ่งเดิมเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายอาจยังไม่ให้ความสำคัญ หรือเห็นผลกระทบของการดำเนินการ เพราะในอดีตแม้เป็นเรื่องที่ดี แต่เป็นเรื่องที่มีต้นทุนสูง และผลตอบแทนยังเห็นไม่ชัด แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะหลังโควิด 19 นักลงทุน และบริษัทจดทะเบียนเห็นประโยชน์ของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพราะช่วยให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ วางเป้าเป็นตัวเชื่อม

ตลาดทุนแบบดั้งเดิมกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

ดร.ภากรกล่าวว่า ปัจจุบันการลงทุนมีหลากหลายรูปแบบ มีการลงทุนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) มากขึ้น เช่น โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) โทเคนดิจิทัลเพื่อการใช้ประโยชน์ (Utility Token) และสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) สำหรับตลาดหลักทรัพย์ฯ จะให้บริการบางสินทรัพย์เท่านั้น คือ Investment Token และ Utility Token ซึ่งกำกับดูแลโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพราะเป็นตลาดที่น่าสนใจ และสามารถดูแลได้เป็นอย่างดี มีประสิทธิภาพ ซึ่งการที่นักลงทุนจะลงทุนในสินทรัพย์ ประเด็นแรกที่จะคำนึงถึงคือ การได้ประโยชน์จากสินทรัพย์นั้นๆ

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เพิ่มโจทย์ในการวางแผนงานให้ตลาดทุนแบบดั้งเดิม (Traditional Asset) และตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) ให้สามารถเชื่อมต่อกันได้ผ่านการปรับตัว โดยทำให้ตลาดทุนไทยมีผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างประเทศ เช่น ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ กองทุนรวมดัชนี ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ ที่เป็นบริษัทต่างประเทศมากขึ้น ทั้งการอ้างอิงหุ้นรายตัว อ้างอิงดัชนี และกองทุนต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงและเพิ่มทางเลือกในการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ ผ่านการออกเป็นหลักทรัพย์ในประเทศ

อีกทั้งสนับสนุนการระดมทุนของบริษัทขนาดเล็ก เช่น สตาร์ตอัพ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงบริษัทที่มาจากภาคเศรษฐกิจใหม่ที่อาจยังไม่มีผลกำไร แต่มีศักยภาพเติบโตได้อย่างรวดเร็วในอนาคต และให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้มีโอกาสเข้ามาใช้ตลาดทุนไทยเป็นช่องทางระดมทุน จากในอดีตบริษัทที่เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มักจะเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดใหญ่

ดร.ภากรกล่าวทิ้งท้ายว่า “ตลาดหลักทรัพย์ฯ มองเรื่องการเชื่อมต่อในการลงทุนว่าการทำให้คนที่มีสินทรัพย์ดิจิทัลมากระจายความเสี่ยงของสินทรัพย์ เช่น การนำคริปโทฯ มาเปลี่ยนเป็นสกุลเงินต่าง ๆ และนำเงินมาซื้อหรือลงทุนในตลาดทุน นักลงทุนจะสามารถลงทุนเพื่อเก็งกำไรได้ ขณะเดียวกัน ยังสามารถใช้คริปโทฯเป็นตัวกลางในการจ่ายเงินได้ แต่โจทย์ที่ต้องพิจารณาคือ การใช้คริปโทฯมาเป็นตัวกลางในการจ่ายเงิน จะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และการลงทุนคริปโทฯ ในฐานะที่เป็นสินทรัพย์นั้น จะเป็นสินทรัพย์ประเภทอะไรได้บ้าง จึงอยากให้นักลงทุนและผู้ที่จะใช้คริปโทฯ เป็นตัวกลางต้องพิจารณาตรงนี้ให้ดี”


ติดตามคอลัมน์ Cover Story ได้ในวารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนมกราคม  2565 ฉบับที่ 477

ในรูปแบบดิจิทัล :  https://goo.gl/U6OnIi 

รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี้ที่เดียว : https://bit.ly/3bQdHgt